วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 1

ความตายคือจุดเริ่มต้นใหม่

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
กลิ่นอาวุธโลหะที่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในความมืดมิดอันเวิ้งว้าง ไป๋เฉินรู้สึกราวกับร่างทั้งร่างถูกบดขยี้ด้วยโม่หินนับพันชิ้น ความเจ็บปวดร้าวรานแล่นริ้วจากกระดูกสันหลังพุ่งตรงสู่สมอง ราวกับอัสนีบาตฟาดผ่าลงกลางใจกลางวิญญาณ "ขยะอย่างเจ้า ยังมีหน้ามากล้าแย่งชิงสมุนไพรวิญญาณขั้นสามกับศิษย์พี่เฟิงอีกหรือ? ตายเสียเถอะ!" เสียงคำรามเหยียดหยามดังขึ้นพร้อมกับแรงกระแทกบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดเจียนตายกระชากสติของเขาให้หลุดลอย แต่ในวินาทีเดียวกันนั้น นัยน์ตาที่ปิดสนิทกลับเบิกโพรงขึ้นประกายแสงสีชาดวับวอม ดุจมังกรบรรพกาลที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลนับหมื่นปี ไป๋เฉินกวาดสายตามองไปรอบกายด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ภาพของโถงหินอับชื้น ท้องฟ้าสีเทาหม่นผ่านช่องหน้าต่างหินผุพัง และร่างของเด็กหนุ่มสามคนที่ยืนล้อมรอบเขาพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ย ทั้งหมดนี้... ชัดเจนยิ่งกว่าความจริง *นี่ไม่ใช่ปรโลก... และข้าไม่ได้ตายอย่างอนาถบนแท่นบูชาเทวะสวรรค์* ความทรงจำมากมายไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิดดั่งกระแสน้ำป่า ดินแดนแห่งเก้าทวีป สำนักกระบี่เมฆาคล้อย และชื่อของ "ไป๋เฉิน" ศิษย์สายรองผู้มีรากปราณพิการ ไร้ซึ่งอนาคตในวิถีเซียน ผู้ซึ่งเพิ่งถูกศิษย์สายในนาม "เฟิงเทียนฮ่าว" และสมุนบริวารรุมซ้อมปางตาย เพียงเพราะต้องการยื้อแย่ง "ผลปราณมังกรเพลิง" ที่เขาแลกมาด้วยชีวิต ทว่า... ภายใต้ร่างอันบอบบางและเลือดโชกนี้ กลับกักเก็บดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของ "มหาเทพกระบี่ไป๋เฉิน" ผู้สำเร็จวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ และเคล็ดอสูรกลืนนภา ผู้ซึ่งเคยเหยียบย่างขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งยุทธภพ ก่อนจะถูกหักหลังและวางยาพิษจากสหายสนิทอย่างเฟิงเทียนฮ่าวในชาติภพก่อน! "ฮ่าๆๆ ดูมันสفيقสิครับ ลูกพี่เฟิง มันคงตกใจจนพูดไม่ออกแล้วกระมัง" หนุ่มร่างท้วมคนหนึ่งหัวร่อต่อกระซิก พลางใช้ปลายเท้าเขี่ยเข้าที่ซี่โครงของไป๋เฉินอย่างไม่แยแส ไป๋เฉินไม่ได้ขยับเขยื้อน เขานอนนิ่งอยู่บนพื้นดินที่เย็นเฉียบ ปล่อยให้หยาดโลหิตไหลรินจากมุมปาก ดวงตาคมกริบดุจใบกระบี่ซ่อนเร้นประกายความเย็นเยียบที่สามารถแช่แข็งสรรพสิ่งไว้ภายใน ในชาติภพก่อน เขาโง่เขลาเชื่อมั่นในคำว่ามิตรภาพ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสำนักและสหายรัก จนต้องพบจุดจบด้วยคมกระบี่ของศิษย์ทรยศผู้นั้น แต่สวรรค์ช่างเมตตา หรือความอาฆาตแค้นของเขามันรุนแรงเสียจนฝืนกฎแห่งวัฏสงสาร ดึงเขากลับมาในอดีต... ช่วงเวลาที่เขายยังเป็นเพียงศิษย์สวะที่อ่อนแอที่สุด "พวกเจ้า... สนุกมากสินะครับ" เสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากลำคอแห้งผากนั้นไม่ได้ดังนัก ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงเปลี่ยนไปในพริบตา รอยยิ้มบนใบหน้าของศิษย์ทั้งสามชะงักค้าง ความรู้สึกหนาวเยือกแล่นพล่านจากฝ่าเท้าขึ้นสู่ท้ายทอย ราวกับพวกเขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าอสูรร้ายที่จ้องจะกลืนกินวิญญาณ "เจ้า... แกพูดว่าอะไรนะไอ้สวะ!" ศิษย์คนเดิมแผדเสียงกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่จู่ๆ ก็ก่อตัวขึ้นในอก มันเงื้อหมัดเคลือบด้วยพลังปราณขั้นหลอมรวมลมปราณระดับสาม หมายจะซัดเข้าที่ใบหน้าของไป๋เฉินใหม่อีกครั้งเพื่อสั่งสอน แต่มันช้าไป... ช้าเกินไปสำหรับสายตาของมหาเทพผู้ผ่านศึกมานับร้อยพันครั้ง ไป๋เฉินขยับตัวเพียงเล็กน้อยอย่างไร้ร่องรอย ราวกับสายลมที่พัดผ่านใบไม้ ไหล่ของเขาบิดหลบหมัดนั้นได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกันนั้น สองนิ้วมือที่เต็มไปด้วยคราบเลือดก็พุ่งออกไปดุจสายฟ้าฟาด ปักเข้าที่จุดชีพจรใต้รักแร้ของศิษย์ผู้นั้นอย่างแม่นยำไร้ที่ติ *อั๊ก!* ร่างทรวดทรงของศิษย์ผู้ลงมือแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก พลังปราณในร่างพลันปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในมหาสมุทรที่ไร้การควบคุม กระแสลมปราณย้อนกลับเข้าโจมตีเส้นชีพจรของตนเองจนกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ล้มพับลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายบนพื้นทันทีโดยที่ไป๋เฉินแทบไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย "นี่... แกทำอะไรลงไปวะ!" ศิษย์อีกสองคนหน้าถอดสี ถอยกรูดไปด้านหลังโดยอัตโนมัติ ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจจนมือไม้สั่นเทา พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ไป๋เฉินผู้ที่ควรจะนอนรอความตาย กลับสามารถล้มศิษย์พี่ร่วมสำนักได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ไป๋เฉินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะปร๊ะ แต่ทว่าท่าทีของเขากลับสง่างามและเย่อหยิ่งดุจราชันย์ผู้ครองหล้า รังสีอำมหิตสีเลือดจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากร่างอันผอมโซ กดทับอากาศโดยรอบให้หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เขาปัดฝุ่นละอองที่ไหล่เบาๆ สายตาดุดั่งคมกระบี่กวาดมองคนทั้งสองที่กำลังสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าบาดลึกถึงจิตวิญญาณ "บอกเฟิงเทียนฮ่าวด้วยว่า... หนี้เลือดที่มันติดข้าไว้ในชาติก่อน ถึงเวลาที่ต้องเริ่มชำระดอกเบี้ยกันทีละต้นแล้ว" สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว ไป๋เฉินก็ก้าวเท้าเดินผ่านร่างทั้งสองไปอย่างไม่เหลียวแล ทิ้งให้ความเงียบงันและความหวาดผวาเกาะกินหัวใจของคนทั้งคู่ไปชั่วกาลนาน... และในขณะที่เขากำลังก้าวพ้นธรณีประตูสำนักออกไปสู่โลกกว้าง ท้องนภาที่เคยปลอดโปร่งกลับพลันมืดครึ้มลงฉับพลัน สายฟ้าสีครามคำรามก้องกังวานดุจเสียงหัวเราะเยาะของสวรรค์ ราวกับกำลังรอคอยการกลับมาของผู้ทำลายล้างกฎเกณฑ์ทั้งปวง ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์แห่งวิถีเซียนบทนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%