โลหิตในกายมนุษย์ย่อมไหลเวียนด้วยความร้อนรุ่ม ทว่าโลหิตของธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังนภาไร้ลักษณ์กลับคล้ายถูกแช่แข็งด้วยธารน้ำแข็งหมื่นปี
หลี่ชิงฮั่นทรุดกายลงพิงผนังถ้ำศิลาอันเย็นเยียบ หยาดเหงื่อเย็นชื้นผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าผากนวลเนียน ปราณพิสุทธิ์นภาที่เคยหมุนวนอย่างเชี่ยวกราดภายในตันเทียน บัดนี้กลับติดขัดราวกับสายน้ำที่ถูกความหนาวเหน็บเข้าเกาะกุมจนกลายเป็นน้ำแข็ง การฝืนใช้เคล็ดวิชา "กระบี่เก้าสวรรค์สะบั้นนภา" ในศึกครั้งก่อน ทำให้ชีพจรลมปราณของนางได้รับความเสียหายอย่างหนัก พิษความเย็นจากแดนรกร้างบูรพาเริ่มกัดกินไขกระดูกทีละน้อย
"อย่าขยับ"
เสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาบดเบียดดังขึ้นเหนือศีรษะ ไป๋เฉินก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่ไร้สุ้มเสียง แม้ภายนอกเขาจะดูเยือกเย็นและมีแววตาดุดั่งพญามารที่พร้อมจะสังหารล้างผลาญทุกชีวิตที่ขวางหน้า ทว่าแผ่นหลังกว้างที่ทอดเงาบังลมหนาวให้นางกลับมีความอบอุ่นบางเบาแผ่ออกมาอย่างประหลาด
ชายหนุ่มนั่งลงเบื้องหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวแต่หยาบกร้านจากการถือกระบี่มากราบกรานกดลงที่จุดชีพจรสำคัญบริเวณหัวไหล่และแผ่นหลังของหญิงสาวอย่างแม่นยำ ปราณอสูรบรรพกาลสีทองแดงเข้มข้นสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่ร่างของนางดั่งสายน้ำอุ่นที่แผดเผาความหนาวเหน็บให้มลายหายไป
"อื้อ..."
หลี่ชิงฮั่นครางแผ่วเบาด้วยความตกใจ นางพยายามจะขัดขืนตามสัญชาตญาณของเซียนผู้สูงศักดิ์ที่ไม่เคยยอมให้บุรุษใดแตะต้องเนื้อต้องตัว ทว่าความอ่อนแอทำให้เรี่ยวแรงทั้งหมดมลายสิ้น ร่างกายของนางยามนี้สั่นเทาด้วยพิษไข้และความหนาวเหน็บจนน่าเวทนา
"หากไม่อยากพิการไปตลอดชีวิต จงสงบจิตสงบใจแล้วโคจรลมปราณตามวิถีที่ข้านำทาง" ไป๋เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางยอมหลับตาลง ปล่อยให้จิตสำนึกของตนเองล่องลอยไปตามกระแสลมปราณที่อบอุ่นและป่าเถื่อนของชายหนุ่ม ปราณอสูรของไป๋เฉินเปรียบเสมือนเตาหลอมโลหะอันยิ่งใหญ่ มันเข้าชำระล้างเส้นชีพจรที่อุดตัน ขับไล่ไอเย็นอันชั่วร้ายออกทางปลายนิ้วของนางทีละน้อย ทุกคราที่ลมปราณโคจรผ่านจุดชีพจร ความเจ็บปวดเสียดแท่นราวกับถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงก็ทำให้ร่างบางสะท้านเฮือก ทว่าทุกคราเช่นกันที่มือหนาของไป๋เฉินจะกระชับอ้อมแขนโอบประคองแผ่นหลังของนางให้มั่นคงขึ้น พร้อมกับถ่ายทอดความอบอุ่นที่มั่น and true ไปให้
ถ้ำศิลายามวิกาลเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวอยู่ภายนอกและเสียงลมหายใจที่ประสานกันเป็นจังหวะ
แสงไฟจากกองเพลิงเล็กๆ ที่ไป๋เฉินก่อขึ้นสะท้อนเงาของคนทั้งสองทาบทับลงบนผนังถ้ำ ร่างระหงของหลี่ชิงฮั่นยามนี้ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนแผ่นอกของชายหนุ่ม กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอายอสูรจางๆ ลอยเข้าจมูกของนาง มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ป่าในแดนเซียน ทว่ามันกลับทำให้จิตใจที่หวาดระแวงมาตลอดชีวิตของธิดาศักดิ์สิทธิ์เกิดความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
"เหตุใด...ท่านจึงต้องช่วยข้า" หลี่ชิงฮั่นเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของนางแหบพร่าและเบาหวิว
ไป๋เฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองออกไปนอกปากถ้ำที่ความมืดมิดปกคลุม เขากลืนความทรงจำอันขื่นขมของมหาเทพกระบี่ในอดีตชาติลงคอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทุกลึกซึ้ง
"ในยุทธภพนี้ มีคนมากมายที่พร้อมจะแทงข้างหลังเจ้าเพื่อผลประโยชน์ มีเพียงไม่กี่คนหรอก... ที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างในยามที่เจ้าไร้ค่าที่สุด ข้าก็แค่... ไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะหนี้ชีวิต"
คำกล่าวของเขาแม้จะฟังดูเยชาชา ทว่าการกระทำกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ามือของชายหนุ่มยังคงแนบอยู่บริเวณแผ่นหลังของนาง คอยถ่าย
ทอดความอบอุ่นไม่ยอมหยุดหย่อน แม้ว่าเหงื่อกาฬจะผุดขึ้นเต็มใบหน้าคมคายของเขาแล้วก็ตาม
หลี่ชิงฮั่นเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม แสงไฟสลัวขับเน้นให้สันกรามและจมูกโด่งเป็นคมของเขาดูดุดันราวกับเทพสงครามผู้ไร้ความปรานี ทว่าแววตาที่ทอดมองมายังนางในยามนี้กลับมีความอ่อนโยนที่นางไม่เคยพบพานจากสำนักนภาไร้ลักษณ์แม้แต่น้อย สำนักนั้นสอนให้นางเป็นเซียนที่ไร้ความรู้สึก สอนให้ตัดขาดจากกิเลสและตัณหา ทว่าความอบอุ่นในอ้อมแขนนี้กลับกำลังทำลายกำแพงน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตลงทีละน้อย
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เสียงหัวใจของนางเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะพิษบาดแผล แต่เป็นเพราะความรู้สึกแปลกปลอมที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก นางยื่นมืออันเรียวบางออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วแตะลงที่ชายเสื้อคลุมขาดวิ่นบริเวณหัวไหล่ของไป๋เฉินอย่างแผ่วเบา
ไป๋เฉินก้มลงมอง นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งหิมะพันปีในยามนี้กลับมีใบหน้าขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตคู่นั้นสั่นระริกราวกับลูกนกตกยากในพายุหิมะ
"เจ้าหนาวอยู่หรือ?" ไป๋เฉินเอ่ยถามเสียงนุ่มลงโดยไม่รู้ตัว
"อืม..." นางพยักหน้ารับเบาๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงศักดิ์ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าบุรุษเพศ
ไป๋เฉินถอนหายใจยาวนาน เขาขยับกายเข้าไปโอบกอดร่างบางให้แนบชิดยิ่งขึ้น พร้อมกับดึงผ้าคลุมขนสัตว์อสูรบรรพกาลมาห่อหุ้มร่างของทั้งสองไว้ด้วยกัน ไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มและปราณอสูรที่หมุนวนรอบกายทำให้บรรยากาศภายในถ้ำศิลากลายเป็นเกาะสวาทท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำภายนอก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งลมหายใจของหลี่ชิงฮั่นเริ่มสม่ำเสมอ นางหลับใหลไปในอ้อมแขนของเขาด้วยความเหนื่อยอ่อนและไว้วางใจ
ไป๋เฉินก้มมองหญิงสาวที่ซบพักอยู่บนอกของตน มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนามและศัตรูระดับสะท้านฟ้าอย่างเฟิงเทียนฮ่าว การที่เขามีจุดอ่อนเช่นนางอยู่ข้างกายอาจนำมาซึ่งหายนะในอนาคต ทว่าในขณะเดียวกัน หัวใจที่ตายด้านไปแล้วชาติหนึ่งของเขากกลับเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังโอบอุ้มคนทั้งสองไว้ เสียงฝีเท้าฝ่าพายุหิมะนับร้อยสายก็ดังขึ้นกะทันหันที่เบื้องหน้าปากถ้ำ!
*ฉับพลัน!*
เปลวเพลิงกองเล็กในถ้ำพลันดับวูบลงอย่างไร้สาเหตุ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงทะลุกำแพงศิลามารubเร้าประสาท
"ฮ่าๆๆๆ... ศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เฉิน ช่างสราญรมย์เสียจริงนะ ถึงกับมีสาวงามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเซียนมานอนกกกอดเช่นนี้ ข้า... เฟิงเทียนฮ่าว มาเยือนแล้ว!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีเซียนนี้ด้วยกันนะครับ
*ลั่วอสูรหมื่นภูผา*
วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 11
ไออุ่นในความหนาวเหน็บ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!