“อย่าหันหลังกลับไปมองเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อคุณก็ตาม”
ผมกระซิบเสียงต่ำ มือขวาของผมกำด้ามมีดหมออาคมแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน ส่วนมือซ้ายคว้าข้อมือของแพรวาเอาไว้มั่น ความอบอุ่นจากผิวเนื้อของเธอเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเรายังมีตัวตนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวของหมู่บ้านดอนมรณะแห่งนี้
เบื้องหน้าของเราคือกลุ่มชาวบ้านเกือบสิบชีวิตที่ยืนนิ่งสนิทอยู่กลางลานดิน พวกเขาทุกคนสวมชุดพื้นเมืองสีซีดจาง ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองมาทางเรา แต่กลับไร้ซึ่งแววตาแห่งชีวิต ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจ หรือการขยับของทรวงอกเพื่อแลกเปลี่ยนอากาศ
“รินทร์... พวกเขากำลังมองเราอยู่” แพรวาพึมพำ เสียงของเธอสั่นเครือ “หนูเห็นด้ายสีดำ... มันไม่ได้เชื่อมต่อมาจากหัวใจของพวกเขา แต่มันลากยาวหายเข้าไปในป่าช้าท้ายหมู่บ้าน เหมือนสายใยที่ถูกชักจูงโดยคนเชิดหุ่น”
ผมกวาดสายตาผ่านแว่นตาอาคมที่ลงอักขระไว้ สิ่งที่เธอเห็นตรงกับที่สัมผัสรับรู้ได้ ทั้งหมู่บ้านนี้ไม่ใช่หมู่บ้านร้าง แต่เป็น ‘หมู่บ้านคนตายที่ยังเดินได้’ ร่างกายเหล่านี้ถูกกระตุกด้วยไสยดำระดับสูง วิญญาณของเจ้าของร่างถูกกักขังไว้ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก เหลือเพียงเปลือกที่ถูกบงการ
“ห้ามปล่อยมือจากผมเด็ดขาด” ผมกำชับพลางก้าวเท้าอย่างระมัดระวังบนดินที่แห้งแตกระแหง กลิ่นสาบดินปนกลิ่นกฤษณาจางๆ เตะจมูก มันคือกลิ่นของคนตายที่ผ่านการทำพิธีอาบน้ำศพด้วยน้ำมันพราย
ทันใดนั้น หญิงชราที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงกระดูกลั่น ‘กร๊อบ’ ดังชัดเจนในความเงียบ เธอไม่ได้เดิน แต่ร่างของเธอกลับไถลไปกับพื้นเหมือนถูกลากด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ริมฝีปากที่ซีดเซียวของเธอขยับช้าๆ อย่างฝืนธรรมชาติ
“มา... เยือน... ผิด... ที่...”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงคน แต่มันเหมือนเสียงของใบไม้แห้งที่ถูกขยี้รวมกัน รินทร์หยุดเดินทันที ผมสวดบทคาถา ‘พุทธังอุด ธัมมังปิด สังฆังมัด’ ไว้ในใจ ข่ายอาคมแสงสีขาวจางๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวเราทั้งคู่เพื่อป้องกันการแทรกซึมจากพลังงานชั่วร้าย
“เราไม่ได้มาเพื่อรบกวน” ผมตอบกลับไป น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยอำนาจ “ผมเพียงแต่ต้องการทวงคืนสิ่งที่พวกท่านกักขังไว้ในนี้... เงาที่ท่านขโมยไปจากคนบริสุทธิ์”
ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มขยับตาม พวกเขาไม่ได้วิ่งเข้าหา แต่ค่อยๆ เดินล้อมวงเข้ามาอย่างช้าๆ จังหวะการก้าวนั้นสอดประสานกันอย่างน่าขนลุกเหมือนถูกควบคุมด้วยนาฬิกาเรือนเดียวกัน แพรวากำชายเสื้อของผมแน่นจนนิ้วซีดขาว
“รินทร์ ดูนั่น!” เธอชี้ไปที่เงาของพวกชาวบ้านบนพื้น
ผมหรี่ตาลงมอง เงาของพวกเขาทั้งหมดไม่ได้ทอดตัวตามทิศทางของแสงจันทร์ แต่มันกลับยืดยาวออกไปเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียวสีดำสนิท พุ่งตรงไปยังศาลาไม้เก่าผุพังใจกลางหมู่บ้าน ที่นั่นมีชายร่างสูงสวมชุดดำสนิทนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ สองมือกำลังถักทอเส้นด้ายสีดำในอากาศ ราวกับกำลังปั่นหัวใจของคนทั้งหมู่บ้านให้เป็นเครื่องสังเวย
จอมขมังเวทเงา... เขามาอยู่ที่นี่จริงๆ
“รินทร์ ถ้าเราไม่รีบหยุดเขา ชาวบ้านเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ตายเปล่า แต่จิตวิญญาณพวกเขาจะถูกกลืนกินจนไม่มีทางไปเกิดใหม่” แพรวากล่าวด้วยความร้าวราน เธอมีจิตใจที่เมตตาเกินไป แต่นั่นคือเหตุผลที่ผมต้องปกป้องเธอ
“ฟังผมนะแพรวา” ผมหันไปสบตาเธอ สื่อสารผ่านกระแสจิตที่ฝึกฝนมา “เดี๋ยวผมจะเปิดช่องว่างให้ คุณรวบรวมสมาธิแล้วชี้ไปที่ด้ายสีดำนั่น ส่งพลังจิตของคุณตัดมันให้ขาด ผมจะรับมือกับเงาที่เหลือเอง”
“แต่มันอันตรายเกินไป!”
“ถ้าผมตายที่นี่ คนที่จะช่วยคุณจากจอมขมังเวทคนนี้จะไม่มีเหลือ” ผมกดเสียงหนักแน่น ไม่ใช่เพื่อข่มขวัญ แต่เพื่อให้เธอตระหนักถึงความจำเป็น “เชื่อใจผม”
ผมกระชากมีดหมอออกจากฝัก สลักอักขระบนตัวใบมีดเปล่งแสงสีทองสว่างวาบ ผมพุ่งตัวเข้าใส่กลุ่มชาวบ้านที่เริ่มร่ายรำท่าทางบิดเบี้ยวเพื่อร่ายอาคม ผมกระแทกมีดลงบนพื้นดิน แรงสะเทือนจากพลังอาคมสายขาวซัดร่างของชาวบ้านเหล่านั้นกระเด็นออกไปเหมือนถูกลมพายุพัด แต่พวกเขากลับไร้ความรู้สึก ลุกขึ้นมาใหม่ด้วยท่าทางที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าเดิม
จอมขมังเวทบนศาลาแสยะยิ้มที่มุมปาก เขาไม่ได้ขยับตัว แต่เงาของเขาที่ทอดลงบนพื้นเริ่มขยายตัวเป็นหนามแหลมพุ่งเข้าหาผมเหมือนอสรพิษ ผมเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ปลายหนามเฉียดแก้มไปเพียงนิดจนเลือดซิบ
“เจ้าอ่อนหัดนักรินทร์” เสียงของจอมขมังเวทก้องกังวานในหัว “เจ้าปกป้องคนรักได้เพียงชั่วครู่ แต่เจ้าจะไม่มีวันปกป้องจิตวิญญาณของคนทั้งหมู่บ้านนี้ได้ทัน”
จู่ๆ อุณหภูมิรอบกายก็ลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว ชาวบ้านทุกคนหยุดเคลื่อนไหวพร้อมกัน และหันมามองที่แพรวา ดวงตาของพวกเขากลายเป็นสีดำสนิทราวกับหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง เสียงร้องโหยหวนนับร้อยพุ่งออกมาจากปากของพวกเขาพร้อมกันจนแก้วหูผมแทบแตก
แพรวาทรุดลงกับพื้น เธอเอามือกุมขมับ ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “รินทร์! มัน... มันไม่ได้มีแค่ด้ายด้ายเดียว! มันมีด้ายที่เชื่อมต่อมาที่ตัวฉันด้วย!”
ผมชะงักกึก ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วสันหลัง เมื่อมองกลับไปที่จอมขมังเวทคนนั้น สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือไม่ใช่ด้ายอาคมธรรมดา แต่มันคือเส้นใยที่ถักทอมาจาก ‘อดีต’ และ ‘ความทรงจำ’ ของคนรอบตัวผมทั้งหมด
เขาไม่ได้แค่ต้องการคืนชีพ เขากำลังจะใช้หมู่บ้านนี้เป็นโรงละครแห่งความตายเพื่อดึงแพรวาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรอยอาถรรพ์นี้ตลอดกาล
และในจังหวะที่ผมกำลังจะพุ่งตัวไปหาเธอ เงาของชาวบ้านคนหนึ่งก็ลุกขึ้นจากพื้นดิน สวมร่างเข้ากับแพรวาอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่ร่างของเธอจะค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น โดยที่ดวงตาของเธอนั้น... ไม่ใช่ดวงตาของคนรักที่ผมรู้จักอีกต่อไป!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายอาคมที่มืดมิดและเต็มไปด้วยกลลวงนี้กับผมในตอนนี้ แล้วพบกันตอนหน้าครับ อรุณมนตราขาว
อาคมสยบเงา: รอยอาถรรพ์วิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 19
หมู่บ้านคนตาย
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมสยบเงา: รอยอาถรรพ์วิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!