"คุณกำลังมองหาอะไรในตาฉัน... ชาญชัย?"
น้ำเสียงของกรวิชญ์ราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรไหม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองตรงไปยังชายวัยกลางคนผู้มีศักดิ์เป็นถึงรองผู้อำนวยการสถาบันโบราณคดี ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับแขกของเรือนไม้โบราณริมคลองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและกลิ่นจาง ๆ ของควันธูปผสมผสานกันจนชวนเวียนหัว บรรยากาศรอบตัวอึมครึมเสียยิ่งกว่าท้องฟ้าภายนอกที่กำลังตั้งเค้าฝน
ชาญชัยสะดุ้งเล็กน้อย เขาเบนสายตาหนีจากใบหน้าของกรวิชญ์ที่จ้องมองมาอย่างไม่กะพริบ มือที่ถือแก้วชาน้ำร้อนสั่นเทาจนของเหลวสีอำพันกระฉอกโดนขอบแก้ว
"เปล่า... ผมไม่ได้มองอะไรนี่ครับ คุณรินทร์" ชาญชัยหัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อนริมฝีปากแห้งผาก "เราแค่เครียดกันเท่านั้นเอง... ดูสภาพพวกเราตอนนี้สิครับ แทบจะไม่ต่างจากศพเดินได้อยู่แล้ว"
คำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลยสำหรับคนที่มีประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์อย่างกรวิชญ์ หมอผีหนุ่มไสยเวทขาวผู้ผ่านการเผชิญหน้ากับความตายมานักต่อนัก รินทร์ไม่ได้ตอบคำถาม เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หวายโบราณ แผ่นหลังเหยียดตรง สองมือประสานกันไว้ที่ตัก นิ้วโป้งขวาคลึงวนเบา ๆ บนแหวนเงินโบราณสลักอักขระคาถาที่สวมอยู่ที่นิ้วชี้—สัญญาณเตือนภัยอันเป็นสัญชาตญาณดิบที่สัตตเลขและอาคมในกายกำลังส่งเสียงร่ำร้อง
ความหวาดระแวงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในกลุ่มคนห้าคนที่ติดอยู่ ภายในเรือนหลังนี้ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ มันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าราดำในฤดูฝน
นับตั้งแต่คืนที่ศพของ ดร.วิเชียร ถูกพบในสภาพกะโหลกศีรษะถูกคว้านกลวงและมีคราบน้ำมันพรายไหลย้อย ความไว้วางใจที่เคยมีต่อกันก็พังทลายลงราวกับปราสาททรายถูกคลื่นซัด ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย ใครคือหนอนกระเทาะที่แอบเปิดประตูให้ "เงา" ลึกลับเข้ามาในเขตอาคม? ใครคือคนที่ถือครองมนต์ดำสายต่ำที่คอยบ่อนทำลายกลุ่มจากข้างใน?
ทางด้านมุมห้อง แพรวานั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาเก่า ๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตากลมโตคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้และหวาดกลัว มือเรียวบางทั้งสองข้างกุมจี้หยกขาวที่รินทร์เคยร้อยด้ายสายสิญจน์ให้ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน แพรวากำลังตกเป็นเป้าหมายสำคัญของจอมขมังเวทเงา นั่นคือความจริงที่ทุกคนตระหนักดี แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ สายตาของคนที่นั่งร่วมห้องด้วยในตอนนี้... มันไม่ได้มองแพรวาด้วยความเห็นอกเห็นใจอีกต่อไปแล้ว
"คุณรินทร์กำลังสงสัยพวกเราทุกคนสินะครับ?"
นพดล นักโบราณคดีหนุ่มรุ่นน้องผู้มีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือปนด้วยความหงุดหงิดและหวาดระแวง นพดลขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินวนไปวนมาในห้องคับแคบราวกับเสือขัง "ผมเบื่อเต็มทนแล้ว! เราติดอยู่ที่นี่มาสามวัน ออกไปไหนก็ไม่ได้เพราะพายุเข้า แถมโทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญาณ พวกเราต้องมานั่งหวาดระแวงกันเองว่าใครจะกลายเป็นศพรายต่อไปอย่างนั้นเหรอครับ!"
"ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นพดล... คุณจะร้อนตัวทำไมล่ะครับ"
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบดังมาจากมุมมืดของห้อง พิมพ์พรรณ ภรรยาของชาญชัย เอ่ยแทรกขึ้น เธอสวมเสื้อคาร์ดิแกนสีเทาเข้ม นั่งกอดอกไขว่ห้าง ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตาที่มองนพดลกลับเต็มไปด้วยประกายประชดประชัน "หรือว่า... คืนที่ ดร.วิเชียร ตาย คุณเป็นคนแอบออกไปหาใครที่ท่าน้ำ?"
"คุณพิมพ์! พูดจาให้เกียรติกันบ้างนะครับ!" นพดลหันขวับไปขึ้นเสียงใส่ สีหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "ผมจะออกไปทำบ้าอะไรตอนตีสอง! ถ้าผมจะฆ่าอาจารย์วิเชียร ผมจะช่วยพวกคุณขนของหนีศีลเสมอกันทำไมตั้งแต่แรก!"
"ใครจะไปรู้..." พิมพ์พรรณแค่นหัวเราะในลำคอ "คนเราเวลามีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือโดนมนต์ดำครอบงำจิตใจ หน้าตาพ่อแม่ยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ... จริงไหมล่ะคะคุณชาญชัย?" เธหันไปมองสามี
ชาญชัยขมวดคิ้วมุ่น ปัดมือปฏิเสธพัลวัน "เหลวไหลน่าคุณพิมพ์ อย่ามาพูดจาฟุ้งซ่านในสถานการณ์แบบนี้สิครับ"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะหยิบจับเป็นชิ้นได้ เสียงลมพัดกรรโชกแรงด้านนอกทำให้บานหน้าต่างไม้เก่าแก่สั่นกระพือเสียงดัง *ปัง! ปัง!* ราวกับมีใครกำลังพยายามพังมันเข้ามา ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเป็นเม็ดหนา เม็ดฝนกระทบหลังคากระเบื้องดินเผาเกิดเสียงดังซ่า กลบเสียงรอบด้านจนวังเวง
รินทร์ยังคงนิ่งเงียบ เขาไม่ได้ห้ามปรามการทะเลาะเบาะแว้งตรงหน้า เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้เขาเอ่ยปากห้าม ความระแวงที่ถูกปลุกเร้าด้วยพลังไสยเวทดำย่อมไม่มีวันจางหายไปได้ง่าย ๆ
ดวงตาคมกริบของหมอผีหนุ่มกวาดมองสำรวจใบหน้าของทุกคนทีละคนอย่างละเอียด ชาญชัย... ที่เหงื่อแตกพลั่กแม้ในห้องจะอากาศเย็น นพดล... ที่หายใจหอบถี่และมือสั่นเทา พิมพ์พรรณ... ที่นิ่งสงบผิดมนุษย์มนาจนน่าขนลุก และแพรวา... คนรักของเขาที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความกลัว
*ไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวนตามธรรมชาติของมนุษย์...* รินทร์คิดในใจ ขณะที่กระแสลมปราณและอาคมในกายเริ่มสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานความถี่ต่ำที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวใครคนหนึ่งในห้องนี้ มันเป็นคลื่นพลังงานสีเทาหม่น กลิ่นอายคาวเลือดและซากศพจาง ๆ ที่ถูกอำพรางไว้ด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นเหงื่อไคล
มนต์ดำชนิดนี้ไม่ใช่คุณไสยทั่วไป แต่มันคือ "มนต์ป้อนจิต" หรือคาถาแยกมิตรให้เป็นศัตรู เป็นอาคมสายต่ำที่อาศัยความกลัวและความระแวงในใจของเหยื่อเป็นเชื้อเพลิง ยิ่งคนในกลุ่มทะเลาะกันมากเท่าไหร่ พลังของจอมขมังเวทเงาผู้บงการก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น และเขตอาคมรอบเรือนที่รินทร์ลงอักขระป้องกันไว้ ก็จะยิ่งเสื่อมฤทธิ์ลงทีละน้อยจากจิตใจที่แตกแยกของคนข้างใน
"หยุดเถอะครับ..."
รินทร์เอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มีอำนาจสะกดจิตวิทยานصف ทำให้ทุกเสียงในห้องเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว
หมอผีหนุ่มลุกขึ้นยืนช้า ๆ ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อได้รูปและรอยสักอักขระคาถาจาง ๆ ที่ต้นแขนขวา เขาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะกลางห้องที่วางตะเกียงน้ำมันโบราณ แสงไฟสีส้มสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้
"การที่เรามานั่งทะเลาะกันเอง กล่าวหาซึ่งกันและกัน..." รินทร์กวาดสายตาคมกริบมองทุกคนด้วยความรู้สึกเวทนาปนระแวดระวัง "นั่นคือสิ่งไอ้คนที่อยู่ข้างนอก... กำลังรอคอยอยู่"
"คุณรินทร์หมายความว่ายังไงครับ?" นพดลกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "หรือว่า... มีใครในพวกเราโดนของจริง ๆ?"
"คุณคิดว่าไงล่ะครับ นพดล" รินทร์ตอบเสียงเรียบ แต่สายตาคมกริบหยุดนิ่งอยู่ที่เงาสะท้อนในกระจกโบราณบานใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังด้านหลังของพิมพ์พรรณ "คนที่โดนของ... อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังตกเป็นเครื่องมือของมัน"
พิมพ์พรรณสะดุ้งเฮือก เธอรีบหันขวับไปมองกระจกด้านหลัง สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือกในพริบตา "คุณ... คุณมองอะไรของคุณคะคุณรินทร์ ทำไมต้องมองฉันแบบนั้น!"
"ผมไม่ได้มองคุณครับ พิมพ์พรรณ" รินทร์กล่าวเสียงเย็น แววตาส่อประกายคมกล้า "ผมกำลังมอง... สิ่งที่เกาะอยู่บนบ่าของคุณต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งห้องก็พลันเงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน ราวกับเสียงสายฝนภายนอกถูกตัดขาดหายไปชั่วขณะ ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันขวับไปมองที่พิมพ์พรรณเป็นตาเดียว
พิมพ์พรรณกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเงาดำทมิฬรูปร่างคล้ายมือมนุษย์ยาวผิดปรกติ กำลังโอบกอดรอบลำคอของเธอจากด้านหลัง พร้อมกับรอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหูที่ปรากฏขึ้นบนเงาสะท้อนในกระจก—ไม่ใช่เงาของเธอ แต่เป็นเงาของใครอีกคนที่ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ในห้องนี้!
แพรวาร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เธอกระโดดหลบเข้าหาอ้อมกอดของรินทร์ทันที ร่างบางสั่นเทาน้อย ๆ ขณะที่ซุกใบหน้าเข้ากับแผงอกกว้างของคนรัก รินทร์ใช้มือซ้ายโอบกอดไหล่แพรวาไว้แน่นเพื่อปกป้อง ส่วนมือขวากำกริชโบราณในกระเป๋าเสื้อแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
ชาญชัยและนพดลผถอยหลังกรูดไปชนผนังห้องด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อตระหนักว่า...
ประตูห้องไม่ได้ถูกเปิดจากภายนอก แต่หนอนกระเทาะได้แฝงตัวอยู่ร่วมวงสนทนากับพวกเขามาโดยตลอดตั้งแต่วินาทีแรก!
"ยินดีต้อนรับสู่เกมสุดท้ายครับ... ทุกคน"
เสียงกระซิบแหบพร่าและเย็นเยียบดังลอยมาจากมุมมืดที่ไม่มีใครคาดคิด เสียงนั้นไม่ได้มาจากพิมพ์พรรณ และไม่ได้มาจากเงาในกระจก... แต่ดังออกมาจากลำตัวของ "ชาญชัย" ที่กำลังฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีดำสนิทไร้แววตาของผู้มีชีวิต!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างและเอาใจช่วยรินทร์มา ณ ที่นี้นะครับ อรุณมนตราขาว
อาคมสยบเงา: รอยอาถรรพ์วิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 49
ความสงสัยภายใน
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาคมสยบเงา: รอยอาถรรพ์วิญญาณอาฆาต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!