คุณหมอนักปรุงกับฟาร์มอดีตที่พังทลาย•ตอนที่ 13

ตลาดนัดเช้าที่วุ่นวาย

ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
"ถ้าพวกแกกล้าก้าวเข้ามาขวางทางขนของขึ้นเกวียนแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะเอาไม้กระบองนี้ฟาดขาให้หักคาที ไม่เชื่อก็ลองดู!" เสียงตวาดห้าวหาญของจางเหว่ยดังสนั่นกังวานไปทั่วลานบ้าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบยืนตระหง่านขวางหน้าประตูรั้ว มือหนากำด้ามไม้พายสำหรับคนยาต้มแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างป้าสะใภ้ใหญ่และลูกชายตัวดีที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามาป่วนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ผม (หลินฟาง) วางกล่องไม้บรรจุ "ชาสมุนไพรบำรุงธาตุ" และ "ขี้ผึ้งสมุนไพรไพลสด" ล็อตแรกสุดลงบนเบาะฟางหนานุ่มหลังเกวียนอย่างเบามือ ไอเย็นยามเช้ายังไม่ทันได้แทรกซึมเข้าสู่กระดูก ผมก็สัมผัสได้ถึงความระอุของความโลภที่แผ่ซ่านมาจากญาติๆ จอมสูบกลุ่มนี้ที่ยืนออกันอยู่หน้าบ้าน "โอ้โฮ! ไอ้หลานอกตัญญู กับนังหมอสำส่อนนี่มันคิดจะทำอะไรกันวะ ถึงได้เอาของพวกนี้ขึ้นเกวียนแต่เช้ามืด!" ป้าสะใภ้ใหญ่เท้าสะเอวแหลมเปี๊ยด ใบหน้ายับย่นบิดเบี้ยวด้วยความริษยา นางชะเง้อมองลังไม้สนที่ส่งกลิ่นหอมสมุนไพรจางๆ โชยออกมา "นั่นมันสมุนไพรบนเขาหลังบ้านเรานะ! เป็นสมบัติของตระกูลจาง พวกแกไม่มีสิทธิ์เอาไปขายหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองคนเดียว!" ผมหันกลับไปสบตานางด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า "สมบัติของตระกูลจางอย่างนั้นหรือครับ?" ผมก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้าไปใกล้รั้วไม้ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคมบาดลึก "ตอนที่ผมถูกพวกท่านรุมขับไล่ไสส่งให้ไปนอนตากน้ำค้างในกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน ตอนที่ผมป่วยไข้ปางตายจนแทบไม่เหลือลมหายใจ พวกท่านเคยจำได้ไหมครับว่านี่คือ 'สมบัติของตระกูล' หรือเป็นแค่ 'ขยะ' ที่พวกท่านอยากเขี่ยทิ้ง?" คำพูดของผมทำให้ป้าสะใภ้ใหญ่สะอึก หน้าตาเหเกëยวกราดด้วยความจำนนต่อหลักความจริงรอบตัว แต่ความโลภมีอำนาจเหนือความละอาย นางจึงกรีดเสียงแหลมกลบเกลื่อน "ปากดีนักนะนัง... เอ๊ย! ไอ้หลานอกตัญญู! แกคิดว่าแอบเอาของไปขายที่ตลาดนัดอำเภอแล้วจะรอดสายตาพวกฉันหรือไง วันนี้ถ้าไม่แบ่งเงินกำไรมาก่อนครึ่งหนึ่ง อย่าหวังว่าจะได้ก้าวเท้าออกจากหมู่บ้าน!" จางเหว่ยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หึ ถ้าพวกแกกล้าลองดี ก็ลองก้าวเข้ามาสิ ข้าไม่ได้ใช้กำลังกับผู้หญิงหรอกนะ แต่ถ้าเป็นคนไร้ยางอายที่จ้องจะปล้นของชาวบ้าน ข้าก็ไม่เกี่ยงที่จะใช้กำลังเหมือนกัน!" บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยดเป็นน้ำแข็ง ชาวบ้านหลายคนที่ตื่นเช้ามาเตรียมตัวไปตลาดต่างยืนมองเหตุการณ์ด้วยความระทึก ไม่มีใครกล้าเข้ามาสอดมือยุ่งเพราะเกรงกลัวความดุร้ายของบ้านใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน สายตาทุกคู่ก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าสองสามีภรรยาที่เพิ่งพลิกฟื้นชีวิตจะรอดพ้นจากเงื้อมมือมารเหล่านี้ได้อย่างไร ผมส่งสัญญาณมือให้จางเหว่ยผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเกวียน หยิบถุงผ้าดิบใส่เหรียญกษาปณ์ขึ้นมาเขย่าเบาๆ จนเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งกังวานเรียกสายตาโลภระยับ "อยากได้เงินหรือครับ?" ผมเอ่ยด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ "เสียใจด้วยนะ... เงินที่จะได้จากหยาดเหงื่อแรงงานของผมและสามี แม้แต่แดงเดียวพวกท่านก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง แต่ถ้าอยากได้นัก... รอให้ผมเอาของไปขายหมดเกลี้ยงเสียก่อน แล้วผมจะพิจารณา 'ทำบุญทาน' ให้ก็แล้วกันนะครับ" พูดจบ ผมก็พยักหน้าให้จางเหว่ยสะบัดบังเหียน ม้าลากเกวียนออกตัวพุ่งทะยานผ่านหน้ากลุ่มคนตระกูลจางที่ยืนอ้าปากค้างด้วยความแค้นเคือง ทิ้งให้พวกมันได้แต่ย่ำเท้าเร่าๆ อยู่เบื้องหลัง เส้นทางสู่อำเภอในยามเช้าตรู่เต็มไปด้วยหมอกบางเบา กลิ่นอินทรีย์ของดินและฟางข้าวโชยมาแตะจมูกชวนให้รู้สึกสดชื่น ผมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความตึงเครียดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นของการเริ่มต้นใหม่ การค้าขายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในยุค 70-80 นี้ คือก้าวแรกของการสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคง และเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า หลินฟางคนนี้ไม่ใช่เหยื่อให้ใครรังแกอีกต่อไปแล้ว เมื่อเดินทางมาถึงตลาดนัดเช้าประจำอำเภอ บรรยากาศรอบตัวก็คึกคักจอแจไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเร่ขายของ เสียงรองเท้ากระทบพื้นถนนดินอัดแน่น และกลิ่นหอมของอาหารเช้าจำพวกแป้งทอดและน้ำเต้าหู้ลอยอบอวลชวนน้ำลายสอ จางเหว่ยช่วยผมขนลังไม้ลงมาจัดวางบนแผงลอยชั่วคราวที่เช่าไว้ในทำเลค่อนข้างดี ใกล้กับทางเข้าสำนักงานสหกรณ์ประจำอำเภอ ซึ่งมีผู้คนเดินผ่านไปมาพลุกพล่าน เราจัดเรียง "ชาสมุนไพรบำรุงธาตุ" ที่บรรจุในซองกระดาษคราฟท์สีน้ำตาลอย่างประณีต และวาง "ขี้ผึ้งสมุนไพรไพลสด" ในตลับอะลูมิเนียมขนาดกะทัดรัดเรียงรายเป็นระเบียบ ตัวหนังสือจีนตัวบรรจงที่ผมเขียนป้ายประกาศสรรพคุณด้วยพู่กันจีนดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ต้องหยุดมอง *ชาสมุนไพรสูตรโบราณ: บำรุงกำลัง แก้เหนื่อยล้า เลลมไหลเวียนดี เหมาะสำหรับผู้ใช้แรงงานและคนทำงานหนัก* *ขี้ผึ้งไพลสด:บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเคล็ดขัดยอก หายปวดทันใจในพริบตา* ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ผู้คนยังคงเดินผ่านไปผ่านมาด้วยความลังเล ไม่มีใครกล้าเข้ามาลองสินค้าแปลกใหม่ ยุคนี้ผู้คนระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเงินทองเป็นอย่างมาก การจะซื้อหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคยจึงต้องใช้ความกล้าหาญพอสมควร จางเหว่ยเริ่มมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย เขาลูบต้นคอตัวเองเบาๆพลางหันมามองผมอย่างเป็นห่วง "ภัทร... จะขายออกไหมเนี่ย หรือว่าเราตั้งราคาแพงเกินไป?" ผมส่งยิ้มอ่อนโยนให้สามีเพื่อคลายความกังวล เอื้อมมือไปตบหลังมือหนาของเขาเบาๆ "ใจเย็นๆ ครับคุณสามี ของดีมักต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเสมอ คอยดูเถอะ อีกไม่นานเกินรอ..." สิ้นคำพูดของผม ชายชราคนหนึ่งหลังค่อมเล็กน้อย สวมเสื้อคลุมเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นคนงานแบกหามท่าทางเหน็ดเหนื่อย ก็เดินกะโผลกกะพละเข้ามาใกล้แผงลอยของเรา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทรมานจากอาการปวดหลังเรื้อรัง "พ่อหนุ่ม... ไอ้ขี้ผึ้งนี่... มันช่วยคนแก่ปวดหลังอย่างฉันได้จริงๆ หรือเปล่า?" ชายชราเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมบั้นเอวตัวเองไว้แน่น ผมลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยกิริยาสุภาพนอบน้อมตามวิสัยของแพทย์ผู้มีจิตเมตตา "ใช้ได้ผลแน่นอนครับคุณตา อาการปวดหลังเรื้อรังจากการก้มๆ เงยๆ หรือแบกของหนัก ขี้ผึ้งไพลสดสูตรนี้ของผมช่วยบรรเทาได้ภายในสิบนาทีครับ หากไม่ได้ผลตามที่ผมพูด ผมยินดีคืนเงินให้ท่านเต็มจำนวนโดยไม่มีเงื่อนไขเลยครับ!" คำรับประกันที่หนักแน่นและจริงใจทำให้ชายชราตัดสินใจพยักหน้ายอมลอง ผมจึงจัดการหยิบตลับขี้ผึ้งขึ้นมาเปิดฝา กลิ่นหอมระเหยของสมุนไพรไพลและเมนทอลเย็นๆ โชยเตะจมูกทันที ช่วยให้คนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นรู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมละเลงเนื้อขี้ผึ้งสีเหลืองนวลลงบนฝ่ามือ แล้วนวดคลึงเบาๆ บริเวณบั้นเอวที่ปวดเกร็งของชายชราอย่างถูกจุด ด้วยเทคนิคการกดจุดแผนโบราณที่ผสานพลังจากมิติพิเศษเพียงเล็กน้อยเพื่อเร่งปฏิกิริยาการรักษา เวลาผ่านไปไม่ถึงสามนาที ชายชราที่เมื่อครู่ยังเดินหลังงอด้วยความเจ็บปวด ค่อยๆ ยืดตัวตรงขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เขาขยับตัวหมุนซ้ายหมุนขวาด้วยความคล่องแคล่วที่หายไปนานนับปี "โอ้โฮ! พ่อหนุ่ม! มันหายไปไหนหมดวะเนี่ย! อาการปวดแปล๊บๆ ที่หลังเมื่อกี้มันหายเป็นปลิดทิ้งเลย ตัวเบาหวิวเหมือนได้กลับไปหนุ่มๆ อีกครั้ง!" ชายชราอุทานออกมาเสียงดังลั่นตลาดด้วยความตื่นเต้น เสียงอุทานนั้นดึงดูดสายตาของพ่อค้าแม่ขายและผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของให้หันมามองเป็นตาเดียว ฝูงชนเริ่มกรูเข้ามาล้อมรอบแผงลอยของเราอย่างรวดเร็วราวกับผึ้งแตกรัง "จริงเหรอตา? ขี้ผึ้งนั่นรักษาอาการปวดหลังได้จริงๆ หรือ?" หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "จริงสิแม่นาง! ฉันไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ พ่อหนุ่มนี่เก่งกาจจริงๆ!" ชายชราตบบั้นเอวตัวเองยืนยันเสียงแข็ง ชั่วพริบตาเดียว แผงลอยของเราก็กลายเป็นจุดศูนย์กลางความสนใจของผู้คนในตลาด ชาสมุนไพรและขี้ผึ้งไพลสดถูกแย่งกันหยิบจับจนแทบไม่พอขาย จางเหว่ยต้องคอยหยิบเงินและทอนเงินให้ลูกค้ามือเป็นระวิง รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าคมเข้มของเขาด้วยความภาคภูมิใจ ยอดขายทะยานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนลังไม้เกือบว่างเปล่าในเวลาอันสั้น ความสำเร็จครั้งแรกนี้หอมหวานเสียจนทำให้เหนื่อยล้าแทบไม่รู้สึก ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังชุลมุนและคึกคักถึงขีดสุดนั้นเอง... ร่างของชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นคนหนึ่ง ก็แหวกฝูงชนก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าแผงลอยของเรา ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาคมปลาบกวาดมองสินค้าบนโต๊ะก่อนจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าของผม "หลินฟาง... สินค้าสมุนไพรเหล่านี้ของพวกคุณ มีใบอนุญาตประกอบการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายของคอมมูนหรือยัง?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามท่ามกลางความเงียบงันที่จู่ๆ ก็ปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเหว่ยแข็งค้างทันที ส่วนผม... เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับนายเจ้าหน้าที่คนนั้น หัวใจก็กระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่า ปัญหาใหญ่หลวงกำลังคืบคลานเข้ามาขัดขวางความสำเร็จของเราในวินาทีนี้แล้ว --- ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับแปลงสมุนไพรแห่งความหวังนี้ แล้วเรามาลุ้นระทึกไปพร้อมกันในตอนหน้า, ครับ!
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอนักปรุงกับฟาร์มอดีตที่พังทลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%