เสียงตบโต๊ะไม้สนดังสนั่นจนกาน้ำชาเคลือบอีนาเมลสั่นสะเทือน น้ำชาสีเข้มกระฉอกเปรอะเปื้อนกระดาษบันทึกบัญชีเก่าคร่ำคร่า
"หลินฟาง! เจ้าสะใภ้รองสมองนิ่ม แกกล้าดียังไงถึงพูดจาแบบนี้ออก It!"
ป้าสะใภ้ใหญ่—หลี่ชุ่ยฮวา ถลึงตาจนเส้นเลือดปูดโปーンที่ขมับ ใบหน้าอวบอ้วนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเนื้อสั่น มือหยาบกร้านชี้หน้าหลินฟางราวกับจะจิ้มทะลุเบ้าตา ภายในห้องโถงบ้านตระกูลจางเวลานี้อัดแน่นไปด้วยสมาชิกสายหลักและสายรองที่ถูกเรียกตัวมา “ชำระความ” ตามคำเรียกร้องของหลินฟางเอง
หลินฟางในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย นั่งไขว่ห้างอย่างสงบอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ใบหน้ารูปไข่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี นางปรายตามองถ้วยชาที่กระฉอก ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหยดน้ำช้าๆ อย่างใจเย็น ราวกับเสียงคำรามของป้าสะใภ้ใหญ่เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านข้างหูเท่านั้น
"ป้าใหญ่ ใจเย็นลงหน่อยเถอะครับ ระวังความดันโลหิตจะกำเริบเอา" หลินฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความเสียดสีไว้อย่างแนบเนียน "ที่ผมพูดไปเมื่อครู่ มันไม่ใช่การปรึกษาหารือ... แต่มันคือ 'ประกาศิต' จากครอบครัวของเราต่างหาก"
คำว่า *ประกาศิตจากครอบครัวของเรา* ทำเอาบรรยากาศในห้องโถงดิ่งฮวบลงทันที
จางเหว่ย สามีร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังภรรยา ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อแผ่ไอสังหารและแรงกดดันจากสนามรบออกมาโดยไม่รู้ตัว มือหนาทั้งสองข้างกุมอยู่ที่เข็มขัดหนัง สายตาคมกริบกวาดมองหน้าญาติผู้ใหญ่แต่ละคนที่เคยเหยียบย่ำครอบครัวพวกเขาในยามยากลำบาก ท่าทีที่ปกป้องภรรยาอย่างออกนอกหน้าทำให้บรรดาญาติๆ ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"แยกบ้าน? พวกแกคิดจะแยกบ้านตอนนี้เนี่ยนะ!" ลุงใหญ่—จางต้าเฉียง ที่นั่งสูไปป์ใบหน้าเคร่งเครียด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจ "ปีนี้ภัยแล้งซ้ำเติม ผลผลิตในฟาร์มก็ตกต่ำ แกสองคนคิดจะบินเดี่ยว ทอดทิ้งภาระของตระกูลจางงั้นเรอะ? อกตัญญู! ฟ้าผ่าตายแน่พวกแก!"
หลินฟางลอบหัวسินในลำคอ อกตัญญูงั้นหรือ? คำพูดนี้ช่างน่าขันสิ้นดี
ย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่อดีตสามีร่างทรงคนก่อนยังอ่อนแอ และตัวนางเองยังโง่เขลา ตระกูลจางสายใหญ่นี้สูบเลือดสูบเนื้อพวกเขาไปมากแค่ไหน? ข้าวสารชั้นดีที่ควรจะเป็นเสบียงประทังชีวิตในหน้าหนาว ถูกพวกมันยกเค้าขนออกไปจนเกลี้ยงยุ้งฉางโดยอ้างว่า "เอาไปฝากผู้ใหญ่ในอำเภอเพื่ออนาคตของตระกูล" เนื้อหมูตากแห้งที่จางเหว่ยเสี่ยงชีวิตขึ้นเขาไปล่ามาได้ กลับถูกตราหน้าว่าเป็นของบรรณาการที่สะใภ้รองต้องถวายให้บ้านใหญ่ ปล่อยให้ลูกน้อยและพวกเขาสองคนต้องต้มเปลือกไม้ประทังชีวิตจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด!
หากไม่ใช่เพราะมิติลับในห้วงจิตสำนึกที่มอบโอกาสให้หลินฟางผู้เป็นแพทย์มือหนึ่งแห่งยุคปัจจุบันได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขชะตากรรม ป่านนี้พวกเขากงคงกลายเป็นโครงกระดูกแห้งๆ ฝังอยู่หลังภูเขาไปนานแล้ว
"อกตัญญูหรือครับลุงใหญ่?" หลินฟางยิ้มละไม รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา "แล้วที่พวกท่านแอบย่องเบายามวิกาลเมื่อสามเดือนก่อน ขนข้าวสาลีสามกระสอบสุดท้ายในยุ้งฉางของเราไปโดยไม่บอกกล่าว เรียก0ว่าอะไรหรือครับ? หรือว่านั่นคือ 'ความกตัญญู' แบบที่ตระกูลจางยึดถือกัน?"
เพล้ง!
ใบหน้าของหลี่ชุ่ยฮวาซีดเผือดลงทันที นางสะดุ้งเฮือกราวกับถูกเข็มพิษแทงเข้าที่กลางหลัง ร้องแว้ดออกมาทันควัน "นังเด็กปากจัด! แกพูดจาเหลวไหลอะไร! หลักฐานก็ไม่มี อย่ามาปรักปรำบ้านใหญ่นะ!"
"หลักฐานหรือครับ?" หลินฟางลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างเพรียวบางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ ทอดสายตามองป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยรังสีความกดดันที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด "รอยนิ้วมือเปื้อนคราบน้ำมันหมูบนถังไม้ไผ่ที่กองอยู่หลังเรือนของลูกชายท่าน หลี่เป่ากั๋ว... และบัญชีลับที่บันทึกน้ำหนักข้าวสารที่ท่านเอาไปขายให้ตลาดมืดหมู่บ้านข้างๆ ท่านอยากให้ผมเอาออกมาให้ทุกคนในหมู่บ้านได้ดูตอนนี้เลยไหมครับ ว่าใครกันแน่ที่เป็น 'โจร' ขโมยเสบียงของครอบครัวตัวเอง"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องโถงทันที ทุกสายตาหันไปมองหลี่ชุ่ยฮวาเป็นตาเดียว สีหน้าของนางลนลานจนปิดไม่มิด เหงื่อกาฬไหลซกเต็มกรอบหน้า
จางเหว่ยขยับก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว เงาร่างของชายหนุ่มทาบทับร่างของป้าสะใภ้ใหญ่จนมืดมิด เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเด็ดขาด
"วันนี้พวกเราไม่ได้มาเพื่อต่อรอง... แต่มาเพื่อ 'ประกาศ'" จางเหว่ยประสานสายตากับลุงใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว "หนึ่ง- เราขอแยกบ้านอย่างเป็นทางการ เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้ สอง- ที่ดินทำกินสามไร่ทางทิศตะวันตกและยุ้งฉางหลังเก่าต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวเรา และสาม- หนี้สินทั้งหมดที่บ้านใหญ่ไปกู้ยืมมาโดยอ้างชื่อผม... จงไปเคลียร์กับทางสหกรณ์เอาเอง พวกเราไม่เกี่ยว"
"ไอ้...ไอ้สารเลวจางเหว่ย! แกกล้าตัดขาดกับพ่อแม่และญาติพี่น้องเพื่อผู้หญิงคนเดียวเนี่ยนะ!" ลุงใหญ่ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ
"ภรรยาผม... ไม่ใช่ 'ผู้หญิงคนเดียว' นางคือชีวิตของผม และสิ่งที่พวกท่านทำกับนางและครอบครัวเรา มันเกินกว่าคำว่ามนุษย์จะทนไหวแล้ว" จางเหว่ยเอמהเสียงเฉียบขาด ไร้ซึ่งเยื่อใย
หลินฟางมองแผ่นหลังกว้างของสามี หัวใจดวงน้อยอิ่มเอมไปด้วยความอบอุ่น ชายคนนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ
"เอาล่ะครับ ในเมื่อตกลงกันไม่ได้ ก็ไม่ต้องตกลง" หลินฟางหยิบกระดาษสัญญาแยกบ้านที่นางร่างเตรียมไว้อย่างรัดกุมด้วยลายมือพู่กันที่งดงามออกมาวางกระแทกบนโต๊ะ "นี่คือหนังสือสัญญา ถ้าพวกท่านเซ็นซะตอนนี้ ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี แต่ถ้าไม่..."
หลินฟางแย้มยิ้มอ่อนโยน ทว่าแฝงรังสีอำมหิตที่ทำให้คนมองนึกถึงยมทูต
"...ผมมีวิธีทำให้บ้านใหญ่ของท่าน 'ฉิบหาย' จนไม่มีแผ่นดินจะกลบหน้า ภายในสามวัน... เชิญเลือกเอาครับ"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะระเบิด ลุงใหญ่หอบหายใจฮึกฮัก มือที่ถือปากกาพู่กันสั่นเทาราวกับแบกห้อนหินพันชั่ง ท่ามกลางสายตาของเครือญาติที่เริ่มหวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของสะใภ้รองผู้พลิกผันชะตากรรม
ทว่า ในจังหวะที่ลุงใหญ่กำลังจะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษสัญญานั้นเอง—
*ปัง!*
ประตูไม้หน้าบ้านถูกถีบกระเด็นเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่าเท้าปริศนา ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อคลุมกันหนาวทหารสีเขียวเข้ม ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและคุ้นเคย ดวงเรียวรีคมกราบกรานมองมาที่หลินฟางด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"พี่สะใภ้รอง... ร้อนเงินถึงขนาดต้องรีบแยกบ้านหนีหนี้เลยหรือครับ? ดูท่าทาง... ของในมิติลับของพี่คงจะขายดิบขายดีจนลืมหัวนอนปลายเท้าแล้วสิเนี่ย"
หลินฟางชะงัก ร่างเพรียวแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจน
*หลี่เจี้ยนกั๋ว*—น้องชายต่างมารดาของนางที่ควรจะติดอยู่ในค่ายแรงงานต่างจังหวัด เหตุใดถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางแก้ไขชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
คุณหมอนักปรุงกับฟาร์มอดีตที่พังทลาย•ตอนที่ 4
สะบั้นสัมพันธ์ญาติจอมสูบ
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอนักปรุงกับฟาร์มอดีตที่พังทลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!