"ถ้าคุณตบแต่งบัญชีรายรับรายจ่ายของตระกูลหลินให้สะอาดหมดจดได้ภายในสามวัน ผมจะยอมให้คุณใช้ชีวิตอยู่ในห้องเก็บฟืนหลังบ้านต่อไป... แต่ถ้าทำไม่ได้ เตรียมตัวเก็บกระเป๋าไสหัวออกไปจากหมู่บ้านเราซะ"
เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกดังสนั่น หลิวอี้หลาน มารดาเลี้ยงผู้มีใบหน้าหยิ่งยโสและริมฝีปากที่เคลือบด้วยความริษยา พ่นคำประกาศิตออกมาท่ามกลางวงล้อมของบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่นั่งจิบน้ำชาทำตัวเป็นศาลเตี้ย ท่ามกลางกลิ่นอับของห้องโถงที่อบอวลไปด้วยฝุ่นผงแห่งความยากจนในยุค 1970
หลินฟาง หรือในอีกภพภูมิหนึ่งคือแพทย์หนุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเยียวยาจิตวิญญาณ กวาดสายตาคมกริบมองกงสีตระกูลหลินที่มีแต่ซากปรักหักพังและความเห็นแก่ตัว เขาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวหรือลนลานแม้แต่น้อย รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะช้า ๆ ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าใกล้หมดอายุ
"บัญชีตระกูลหลินเหรอครับ?" หลินฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันตา "บ้านหลังนี้ติดหนี้สหกรณ์การเกษตรอยู่แปดร้อยหยวน เงินสดในลิ้นชักมีไม่ถึงสิบหยวน และพี่ชายต่างมารดาของผมเพิ่งเอาโฉนดที่ดินแปลงสุดท้ายไปจำนองไว้กับเจ้าพ่อเงินกู้ในอำเภอ... นี่คือ 'มรดก' ที่พวกท่านพยายามจะยัดเยียดให้ผมรับผิดชอบ พร้อมกับผู้ชายพิการที่พวกท่านหามาให้เพื่อล้างอายอย่างนั้นสินะครับ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความเกรงกลัวทำให้หลิวอี้หลานหน้าถอดสี นางลุกพรวดขึ้นชี้หน้าด่าด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไอ้ลูกเลี้ยงอกตัญญู! แกกล้าดียังไงมาพูดจาอวดดีแบบนี้! แกมันก็แค่เด็กเก็บมาเลี้ยงที่อาศัยข้าวตระกูลหลินกินไปวัน ๆ ถ้าไม่อยากแต่งงานกับไอ้ใบ้ตระกูลจาง แกก็ต้องใช้หนี้แทนพวกเราทั้งหมด เลือกเอา!"
การคลุมถุงชนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ แต่มันคือการ "ขาย" เขาออกไปเพื่อแลกกับเงินสินสอดห้าสิบหยวนและถังแป้งสาลีสองถัง บรรพบุรุษตระกูลหลินคงต้องหลั่งน้ำตาหากรู้ว่าลูกหลานทำตัวไม่ต่างอะไรกับพ่อค้ามนุษย์
ในจังหวะที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด ประตูไม้หน้าบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังหลินฟาง ร่างสูงใหญ่ของ จางเหว่ย นายทหารปลดประจำการผู้มีแผ่นหลังกว้างราภูเขาและใบหน้าคมคายเคร่งขรึม ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา เขาสวมเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าเก่า ๆ แต่สะอาดสะอ้าน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเขาไม่ได้มองหน้าบรรดาญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นเลย แต่มันกลับทอดมองมาที่หลินฟางด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าใครจะคาดเดา
"ผมไม่ได้เป็นใบ้... และผมก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อภรรยา" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของจางเหว่ยดังขึ้น กวาดสายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องจนทุกคนต้องกลืนน้ำลายลงคอ "เงินสินสอดห้าสิบหยวนและแป้งสาลีสองถัง ผมวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว และในเมื่อสัญญาแต่งงานได้รับการลงนามจากผู้ใหญ่แล้ว หลินฟางคือภรรยาของผม... ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับเขาอีก"
หลินฟางชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยด้านชาและระแวดระวังต่อผู้คนมาตลอดชีวิตแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่ กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก เขาหันไปสบตากับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนเคียงข้าง จางเหว่ยไม่ได้หลบสายตา รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของชายหนุ่มสื่อความหมายชัดเจนว่า *'ไม่ต้องกลัว ผมอยู่ตรงนี้แล้ว'*
"คุณจางเหว่ย..." หลินฟางกระซิบแผ่วเบา
"กลับบ้านเรากันเถอะครับ ฟาร์มของเราที่เชิงเขายังรอให้เราไปช่วยกันฟื้นฟูอยู่" จางเหว่ยเอื้อมมือหนามาจับมือเรียวของหลินฟางไว้ สัมผัสนั้นอบอุ่นและมั่นคงราวกับคำสัญญาตลอดชีวิต
หลิวอี้หลานเห็นท่าไม่ดี รีบโพล่งขึ้นด้วยความโลภ "อ๋อ! อยากพาตัวไปนักใช่ไหม งั้นก็จ่ายหนี้แทนตระกูลหลินมาอีกสองร้อยหยวน ถึงจะยอมปล่อยตัวไป!"
จางเหว่ยหรี่ตามองป้าแก่จอมสูบเลือดเนื้ออย่างเหยียดหยาม เขากำลังจะควักกระเป๋าเงินออกมาชำระสะงั้น แต่หลินฟางกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่สง่างามผุดขึ้นบนใบหน้าของแพทย์หนุ่ม
"ไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียวหครับ คุณป้าหลิว..." หลินฟางก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้หญิงวัยกลางคน ชandสบตานางนิ่งสนิท "เพราะอีกสามวันข้างหน้า... ผมนี่แหละจะเป็นคนยึดบ้านหลังนี้ด้วยตัวของผมเอง"
พูดจบ หลินฟางก็สะบัดแขนเสื้อหมุนตัวเดินเคียงคู่ไปกับจางเหว่ย ทิ้งให้คนตระกูลหลินยืนอึ้งค้างอยู่กับความรู้สึกหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาในสันหลังอย่างไร้สาเหตุ
รถจักรยานคันเก่าของจางเหว่ยจอดรออยู่หน้าบ้าน บนตะแกรงท้ายมีตะกร้าไม้สานที่บุด้วยผ้าสะอาดเรียบร้อย หลินฟางก้าวขึ้นซ้อนท้ายอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวเผลอจับชายเสื้อแจ็คเก็ตของคนข้างหน้าไว้โดยไม่รู้ตัว ขณะที่สองล้อค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากขุมนรกแห่งตระกูลหลิน มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
ระยะทางจากหมู่บ้านตระกูลหลินไปยังฟาร์มร้างเชิงเขาใช้เวลาปั่นจักรยานเกือบครึ่งชั่วโมง สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาสีทองอร่ามที่กำลังรอเก็บเกี่ยว ลมเย็นยามบ่ายพัดโชยกลิ่นอายดินและฟางข้าวเข้ามาปะทะใบหน้า หลินฟางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ความรู้สึกอึดอัดที่สะสมมานานนับแรมปีค่อย ๆ มลายหายไป
เมื่อมาถึง "ฟาร์มตระกูลจาง" ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือบ้านไม้ชั้นเดียวหลังคามุงจากที่ดูทรุดโทรม รั้วไม้ไผ่พังราบเป็นแถบ และแปลงเกษตรกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยวัชพืช แต่ทว่า... ท่ามกลางความรกร้างว่างเปล่านั้น กลับมีกลิ่นหอมบางอย่างลอยล่องมาจากห้องครัวเล็ก ๆ ด้านหลังบ้าน
จางเหว่ยจอดจักรยานพิงกำแพง ก่อนจะหันมามองภรรยาหมาด ๆ ด้วยแววตาเป็นห่วง "คุณคงเหนื่อยมากแล้ว... ผมต้มน้ำซุปกระดูกหมูใส่หัวไชเท้าร้อน ๆ ไว้ในครัว เดี๋ยวผมตักมาให้ทานรองท้องก่อนนะครับ"
คำพูดเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความใส่ใจนั้น ทำให้หลินฟางนิ่งงันไปชั่วขณะ ทันใดนั้นเอง ท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องประท้วงออกมาเบา ๆ อย่างน่าอาย กลิ่นหอมหวานของน้ำซุปเคี่ยวเคี้ยวนานนับชั่วโมงที่ลอยมาแตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณความหิวโหยให้ตื่นขึ้นอย่างเต็มพิกัด
จางเหว่ยยิ้มกว้างอย่างเอ็นดู เดินหายเข้าไปในครัวไม่ถึงนาทีก็เดินกลับออกมาพร้อมกับชามกระเบื้องเคลือบสีขาวลายคราม ในนั้นคือน้ำซุปกระดูกหมูร้อนฉุยที่มีหัวไชเท้าต้มจนเปื่อยนุ่ม ชิ้นเนื้อหมูติดมันส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและพริกไทยป่นละเอียด ลอยควันกรุ่นท่ามกลางอากาศเย็นยามเย็น
หลินฟางรับชามกระเบื้องมาถือไว้ ไอความร้อนแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจ เขายังไม่ทันได้ตักน้ำซุปเข้าปาก จู่ ๆ เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของชายแปลกหน้ากลุ่มใหญ่ที่พังประตูรั้วเข้ามาอย่างป่าเถื่อน!
"ไอ้เหว่ย! ออกมาส่งมอบโฉนดที่ดินตามสัญญาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นกูเผาฟาร์มมึงแน่!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครในทุกๆ ตัวอักษรนะครับ
คุณหมอนักปรุงกับฟาร์มอดีตที่พังทลาย•ตอนที่ 2
ทางเลือกของผู้รอดชีวิต
ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอนักปรุงกับฟาร์มอดีตที่พังทลาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!