เสียงปืนนัดแรกที่แผדก้องทำลายความเงียบสงัดของค่ำคืนในอาณาจักรไร่อ้อย ไม่ใช่เสียงคำรามที่น่ากลัวที่สุดสำหรับศิลา... แต่มันคือเสียงกระสุนที่เจาะทะลุกระจกห้องทำงานส่วนตัวของเขา เข้ามาฝังอยู่บนผนังไม้สักทองด้านหลังเก้าอี้ทำงานต่างหาก
เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้นราวกับเกล็ดเพชรต้องแสงจันทร์ กลิ่นดินปืนจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกาแฟดำและกลิ่นบุหรี่คิวบาที่ยังคงคุกรุ่นในอากาศ ศิลายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้สีเข้ม ใบหน้าคมคายฉายแววดุดันและเย็นชาจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์ภายนอกอย่างรวดเร็วโดยไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย สำหรับเขา... ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่วิธีการที่พวกมันกล้าเหยียบเข้ามาประกาศสงครามถึงถิ่นเรือนพักส่วนตัวต่างหาก คือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
“ไอ้ศิลา! เกิดเรื่องแล้วครับ ทางด้านโกดังทิศใต้ถูกลอบวางเพลิง!” เสียงตะโกนผ่านวิทยุสื่อสารของลูกน้องคนสนิทดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบที่วิ่งเข้ามาประชิดหน้าประตู
ทว่า ก่อนที่ประตูไม้บานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกด้วยความร้อนรน ร่างบางในชุดสูทเข้ารูปของเพียงขวัญก็ก้าวพรวดพราดย่างสามขุมเข้ามาเสียก่อน ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยความดื้อรั้นและถือดี บัดนี้ไหวระริกด้วยความตื่นตระหนก แม้เธอจะพยายามเก็บอาการไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็นก็ตาม เธอกวาดสายตามองเศษกระจกแตกบนพื้น แล้วพุ่งเป้าไปที่ร่างสูงใหญ่ของวิศวกรหนุ่มที่ยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสุขุม
“คุณศิลา... คุณได้ยินเสียง...” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างร้อนรน แต่ยังไม่ทันขาดคำ มือหนาราวกับคีมเหล็กก็พุ่งคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอ แล้วกระชากเข้าหาตัวด้วยแรงมหาศาล
แรงดึงนั้นรุนแรงจนร่างของเพียงขวัญเซถลาปะทะเข้ากับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด ความตึงเครียดจากภายนอกห้องถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันทางอารมณ์อันร้อนรุ่มภายในเสี้ยววินาที ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โอบเอวบางไว้ด้วยแขนข้างหนึ่งอย่างเด็ดขาด ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปปิดผ้าม่านทึบเพื่อตัดขาดสายตาจากภายนอก
“รู้ไหมว่าเธอเดินเข้ามาหาความตายในเวลาแบบนี้ทำไม เพียงขวัญ” เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยความดุร้าย แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อกระสุนปืนนัดเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความกระหายและการควบคุมที่ลุกโชน
“ปล่อยฉันนะ! ข้างนอกกำลังยิงกันอยู่ คุณยังมีอารมณ์มา...”
“หุบปากซะ!” ศิลาคำรามลั่น ขยับเข้าไปประชิดจนแผ่นหลังของเธอแนบติดกับบานประตูที่ปิดสนิท ร่างหนาโถมเข้ากดทับพันธนาการเธอไว้จนแทบไม่มีช่องว่าง รสสัมผัสจากตัวเขาร้อนระอุราวกับเตาหลอมเหล็กในไร่อ้อย กลิ่นอายความเป็นชายและอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาจากการปะทะทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความดิบเถื่อนและเร่าร้อน
เพียงขวัญพยายามขัดขืน เธอเงยหน้าขึ้นจ้องตากับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้หัวใจจะเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวทั้งจากภายนอกและจากผู้ชายตรงหน้า “คุณมันบ้า... ศิลา! คนพวกนั้นต้องการชีวิตคุณ แต่คุณกลับ...”
“พวกมันต้องการสิทธิในที่ดินแปลงนี้ และต้องการเหยียบศักดิ์ศรีฉัน... เหมือนที่เธอกำลังทำอยู่ทุกวันไง!” ศิลาสวนกลับ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงขับทางอารมณ์ที่พุ่งสูงจนควบคุมไม่อยู่ มือหนาเลื่อนขึ้นจับคางมนบังคับให้เธอเงยหน้ารับจุมพิตที่ดุดันและเอาแต่ใจ
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนหวาน แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าและการครอบครองท่ามกลางเสียงปืนที่ยังคงดังเป็นระยะอยู่ไกลๆ ริมฝีปากหนาบดขยี้เรียวปากอิ่มอย่างเร่าร้อนและรุนแรง รสชาติของความดุดันและกลิ่นไอดินปืนเจือจางผสมผสานไปกับความหวานล้ำที่เขาโหยหา เพียงขวัญครางประท้วงในลำคอ พยายามเบือนหน้าหนีแต่ก็ไร้ผล เมื่ออุ้งมือใหญ่เลื่อนลงมาตรึงท้ายทอยของเธอไว้มั่น บังคับให้เธอน้อมรับสัมผัสวาบหวามที่สั่นสะเทือนไปทุกอณูความรู้สึก
ความโกรธ ความตึงเครียด และสัญชาตญาณดิบเถื่อนหลอมรวมกันเป็นเพลิงสวาทที่แผดเผา ทั้งสองร่างเบียดชิดเข้าหากันอย่างไร้ช่องว่าง ความยินยอมพร้อมใจอันลึกซึ้งท่ามกลางวิกฤตทำให้ทุกสัมผัสนั้นหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหมาย ร่างบางสั่นสะท้านยามที่มือหนาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี ปลายนิ้วแข็งแกร่งปลุกเร้าอารมณ์ปรารถนาที่ซ่อนเร้นให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมหายใจหอบกระชั้นประสานกันเป็นจังหวะเดียวกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึก
ท่ามกลางความโกลาหลของกระสุนปืนและเปลวไฟที่เผาผลาญโกดังด้านนอก ศิลาฝังใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขบเม้มผิวเนียนอย่างแรงจนเกิดรอยแดงเพื่อตีตราจอง ขณะที่เพียงขวัญเผลอจิกมือลงบนลาดไหล่กว้างของเขาอย่างลืมตัว ความซาบซ่านรุนแรงแล่นพล่านไปทั่วร่าง ดึงดูดพวกเขาทั้งคู่ให้ดิ่งลึก
ทว่า... ในวินาทีที่เปลวเพลิงแห่งอารมณ์กำลังพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็หยุดชะงักลงที่หน้าประตูห้องทำงาน พร้อมกับเสียงเคาะรัวเร็วก and รุนแรง
“นายครับ! พวกมันบุกเข้ามาถึงลานจอดรถด้านหน้าแล้วครับ! และ... และพวกเราพบหลักฐานสำคัญที่ตกอยู่ในจุดเกิดเหตุ...” เสียงของลูกน้องคนสนิทตะโกนรายงานผ่านประเข้ามาด้วยน้ำเสียงแตกตื่น
ศิลาชะงักกรามขบเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที เขาผละริมฝีปากออกจากซอกคอของหญิงสาวอย่างไม่เต็มใจนัก ปล่อยให้ร่างของเพียงขวัญหอบหายใจโยนตัวพิงบานประตูด้วยความอ่อนแรง
วิศวกรหนุ่มหันกลับไปคว้าปืนพกสั้นที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาปลดล็อกลำกล้องอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองหน้าทักษะและแววตาของเพียงขวัญที่ยังคงแดงก่ำด้วยฤทธิ์สวาทและตื่นตระหนก
“อยู่ที่นี่ ล็อคประตูให้ดี...” ศิลาเอ่ยเสียงต่ำด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่อาจขัดขืน “ถ้าฉันกลับมาไม่เจอเธอ... เธอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
พูดจบ ศิลาก็ผลักประตูเดินออกไปเผชิญหน้ากับความมืดและกระสุนปืนด้านนอกอย่างไม่ลังเล ทิ้งให้เพียงขวัญยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายความเร่าร้อนที่ยังหลงเหลือและหัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
แต่ทว่า... ขณะที่เธอกำลังจะเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงาน สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษเอกสารแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่ใกล้กองเศษกระจก เป็นเอกสารราชการที่มีตราประทับลับสุดยอด และชื่อผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ปรากฏอยู่บนนั้น... กลับเป็นชื่อของบุคคลที่เธอคิดว่าตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดและเปลวไฟแห่งเสน่หานี้ไปด้วยกันนะครับ
วิศวกรเลือดร้อนกับนางเอกสาวผู้ไม่ยอมก้มหัว•ตอนที่ 22
อำนาจที่สั่นคลอน
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเลือดร้อนกับนางเอกสาวผู้ไม่ยอมก้มหัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!