เสียงกลอนประตูห้องทำงานถูกกระชากเปิดผางด้วยแรงอารมณ์ ร่างสูงใหญ่ของศิลาก้าวเข้ามาโดยไม่สนใจว่าใครจะยืนขวางทาง ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องอยู่ที่เพียงขวัญ ซึ่งกำลังยืนถือแฟ้มเอกสารบัญชีชุดลับด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยแต่ยังพยายามเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาของเธอดื้อรั้นจนน่าจับมาฟาดให้หายพยศ ขณะที่ร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์สายลับหนอนบ่อนไส้ในไร่ยังคุกรุ่นอยู่ในอากาศ
"คุณคิดจะเล่นเกมอะไรกันแน่ เพียงขวัญ"
เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยความดุดัน ศิลาสาวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนคนมองแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายบุรุษเพศดิบเถื่อน กลิ่นบุหรี่คละเคล้ากับกลิ่นดินกลิ่นไร่อ้อยลอยวนอยู่รอบตัว ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนขยับเข้ามาปิดกั้นทุกทางหนี จนเพียงขวัญต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือไม้สักหนักอึ้ง
เพียงขวัญเม้มริมฝีปากแน่น เธอกลืนก้อนสะอื้นและอาการหวาดกลัวลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะสวนกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นไม่แพ้กัน "ฉันไม่ได้เล่นเกมอะไรทั้งนั้นค่ะ... เอ้ย... ฉันไม่ได้เล่นเกมอะไรทั้งนั้น! คนที่เล่นเกมตบตาชาวบ้านเพื่อปกปิดความสกปรกในไร่นี้ มันคือคุณต่างหาก ศิลา!"
เพล้ง!
ศิลาใช้มือหนาตบเข้าที่ชั้นหนังสือข้างศีรษะเธออย่างแรง แรงกระแทกทำให้หนังสือตกหล่นลงมาเฉียดไหล่ เผยให้เห็นความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดจนถึงขีดสุด ดวงตาคมวาวโรจน์จ้องมองริมฝีปากอิบอิ่มที่ต่อปากต่อคำเขาไม่หยุด "ปากดีนักนะ... อยากรู้ความจริงนักใช่ไหม อยากเห็นนักใช่ไหมว่าความมืดมิดในไร่นี้มันซ่อนอะไรไว้บ้าง!"
เขากระชากข้อมือเรียวบางนั้นด้วยแรงมหาศาล เพียงขวัญอุทานด้วยความตกใจแต่ไม่ยอมปริปากร้องขอความปรานี เธอพยายามขัดขืน ดึงข้อมือกลับสุดแรง "ปล่อยนะ! คุณจะพาฉันไปไหน ฉันเดินเองได้!"
"ไม่ต้องเดิน... ผมจะอุ้มคุณไปเอง จะได้รู้ซึ้งถึงความตระหนกที่แท้จริง!"
ศิลาไม่ฟังเสียงทททักท้วง เขาช้อนร่างบางขึ้นแนบอกในท่าอุ้มเจ้าสาวอย่างง่ายดาย แม้เพียงขวัญจะทุบตีอกแกร่งและดิ้นรนเพียงใด แรงของเธอก็ไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดผ่านร่างของวิศวกรหนุ่มผู้มีพละกำลังดุจเสือร้าย เขาพาเธอก้าวเดินออกจากตัวเรือนใหญ่ ฝ่าความมืดของยามวิกาลมุ่งตรงสู่เขตหวงห้ามลึกเข้าไปในป่าอ้อยทึบที่ไม่มีใครกล้ากราย
รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อถูกกระชากออกตัวพุ่งทะยานไปตามทางดินลูกรังขรุขระ แสงไฟหน้ารถสาดส่องตัดผ่านกออ้อยสูงท่วมหัวที่ไหวเอนตามแรงลมราวกับภูตผีปีศาจ บรรยากาศภายในห้องโดยสารอึดอัดจนแทบระเบิด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามและเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่
เพียงขวัญนั่งกอดอก ตัวสั่นด้วยความโกรธและหวาดระแวง แต่ดวงตาคู่สวยยังคงแข็งกร้าว "คุณมันเผด็จการ บ้าอำนาจ!"
ศิลาไม่ตอบ เขากรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาคมมองตรงไปข้างหน้าผ่านกระจกที่เปรอะเปื้อนฝุ่น ก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่พื้นที่ลับตาคน รถจอดสนิทหน้าซากโรงงานร้างกลางดงอ้อยที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานหลายปี สถานที่แห่งนี้แหละที่ซ่อนความลับอันโสโครกและคราบเลือดที่เขาต้องแบกรับมันไว้คนเดียว
เมื่อประตูรถถูกเปิดออก ศิลาก็กระชากแขนเพียงขวัญให้ก้าวลงมาสัมผัสกับความหนบหนาวและกลิ่นอัปชื้นของป่าลึก แสงจันทร์สลัวส่องลงมาทาบทับโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิม บรรยากาศวังเวงจนน่าขนลุก
"มองดูซะ... นี่แหละคือด้านมืดที่คุณอยากรู้นัก" ศิลาผลักเธอให้หันไปเผชิญหน้ากับซากอาคาร เสียงทุ้มต่ำของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น "ที่นี่คือจุดที่บัญชีลับของคุณชี้เป้า... เป็นจุดที่เงินสกปรกถูกฟอก และเป็นที่ที่คนทรยศมันจบชีวิตลง"
เพียงขวัญเบิกตากว้างเมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ร่างกายเธอเย็นเฉียบด้วยความตกใจ ความกลัวแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจเมื่อตระหนักว่าเธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหลักฐานแห่งความตายจริงๆ
แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากถามอะไร ศิลาก็สาวเท้าเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว แรงกดดันจากร่างกายหนาใหญ่ทำให้เธอต้องถอยกรูדจนแผ่นหลังแนบติดกับเสาปูนเย็นเยียบของโรงงานร้าง วงแขนแข็งแรงยกขึ้นกักขังเธอไว้ระหว่างอ้อมแขน สกัดกั้นทุกทางหนีอย่างเบ็ดเสร็จ
"กลัวไหม เพียงขวัญ..." ศิลาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นกายชายชาตรีผสมกับความดิบเถื่อนทำให้สติของเธอเตลิดเปิดเปิง "ตอนที่คุณก้าวเข้ามาขุดคุ้ยเรื่องนี้ คุณไม่คิดเลยใช่ไหมว่ามันจะอันตรายถึงชีวิต"
"ฉัน... ฉันไม่กลัวคนอย่างคุณหรอก..." เสียงของเธอสั่นพร่า แม้ปากจะปฏิเสธ แต่ดวงตาที่ไหวระริกกลับฟ้องความจริงว่าเธอกำลังพ่ายแพ้ให้กับความใกล้ชิดอันตรายนี้
ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก "ปากแข็งเสียจริงนะ... งั้นมาดูกันว่าความดื้อรั้นของคุณ จะทนทานต่อไฟนรกที่ผมกำลังจะจุดขึ้นได้สักแค่ไหน"
เขาไม่รอช้า ประทับริมฝีปากลงมาบดขยี้เรียวปากอิ่มของเธออย่างดุดันและเร่าร้อน เป็นการจူးบที่ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่ มีเพียงความหิวกระหาย ความโกรธเกรี้ยว และแรงดึงดูดทางเพศอันรุนแรงที่สะสมมานาน เพียงขวัญเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามทุบตีอกแกร่งและเบือนหน้าหนี แต่ศิลากลับใช้มือหนาตรึงท้ายทอยของเธอไว้บังคับให้รับรสจูบอันดุดันนี้อย่างเต็มใจ
รสจูบที่ทั้งหวานล้ำและขื่นขม ลมหายใจของทั้งคู่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมิดของป่าอ้อย เรียวลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากจนเธอแทบละลาย ร่างกายที่เคยแข็งขืนเริ่มอ่อนยวบยาบลงทีละน้อย ความรู้สึกวาบหวามสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ให้ตื่นขึ้น
มือหนาของศิลาเลื่อนลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อบาง สัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาทำเอาผิวเนื้อของเธอขนลุกชันด้วยความเสียวซ่าน เพียงขวัญส่งเสียงครางประท้วงในลำคอเมื่อความหอมหวานและเสน่หาอันอันตรายนี้ครอบงำสติสัมปชัญญะของเธอจนหมดสิ้น ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นไฟสวาทที่โหมกระหน่ำเผาผลาญหัวใจ
ศิลาถอนริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้เธอยืนหอบหายใจโยนตัวด้วยความเหนื่อยอ่อน ดวงตาคมกริบมองสำรวจริมฝีปากบวมเจ่อและใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความปรารถนา เขาโน้มใบหน้ากระซิบชิดริมหูของเธอด้วยน้ำเสียงพร่าสั่นที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
"จำไว้... ว่าคุณไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของผมไปได้หรอก... และตอนนี้ คนที่ทรยศผมกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรามากกว่าที่คุณคิด"
คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของเพียงขวัญเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่เสียงฝีเท้าฝ่าพงอ้อยดังกรอบแกรบเข้ามาใกล้ซากโรงงานร้างแห่งนี้อย่างรวดเร็ว...
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันเสมอนะครับ
วิศวกรเลือดร้อนกับนางเอกสาวผู้ไม่ยอมก้มหัว•ตอนที่ 9
ความลับในป่าอ้อย
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรเลือดร้อนกับนางเอกสาวผู้ไม่ยอมก้มหัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!