"ถ้าข้อเสนอนี้ผ่าน ยอดส่งมอบของบริษัทคุณจะล่าช้าไปอีกสามสัปดาห์... คุณรินรดา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจเน้นย้ำชื่อท้ายประโยคดังขึ้นอย่างราบเรียบ แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทออกแบบตกแต่งภายในชื่อดัง เงียบกริบลงทันตาเห็น บรรดากรรมการและผู้บริหารฝ่ายต่าง ๆ ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน เมื่อชายหนุ่มในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้ม ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่—รายใหญ่ที่สุดที่กำลังกุมชะตากรรมของโปรเจกต์นี้ไว้ทั้งหมด—กำลังใช้สายตาคมกริบดั่งใบมีด กวาดมองร่างเพรียวบางในชุดสูทกระโปรงสีครีมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
รินรดา พิริยพงศ์ ไม่ได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันนั้นแม้แต่น้อย เธอยังคงรักษาท่าทีสง่างาม ใบหน้ารูปไข่เชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเปราะบางและมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่เสมอในอดีต บัดนี้กลับนิ่งสนิท เย็นชา และสะท้อนความแข็งแกร่งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากรอยร้าวในอดีตอันแสนเจ็บปวด
"ดิฉันได้คำนวณไทม์ไลน์ไว้อย่างรัดกุมแล้วค่ะท่านประธานพฤกษ์" รินรดาเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นและมั่นคงในทุกพยางค์ "การปรับเปลี่ยนวัสดุตามข้อเสนอของทางเรา จะไม่กระทบต่อกำหนดส่งมอบอย่างแน่นอน เพราะทีมงานได้เตรียมแผนสำรองไว้รองรับความเสี่ยงเรียบร้อยแล้วค่ะ"
พฤกษ์ อัครเดโช หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นครึ่งหนึ่ง—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คู่นفสที่เคยทอดทิ้งและมองข้ามเธออย่างไร้เยื่อใยในอดีต บัดนี้กลับจ้องมองเธอราวกับต้องการจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว เขากำลังเล่นเกม... เกมที่เขาจงใจก้าวเข้ามาแทรกแซงทุกย่างก้าวในการทำงานของเธออย่างแนบเนียน
ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่โปรเจกต์รีโนเวทคฤหาสน์โบราณและโรงแรมในเครืออัครเดโชเริ่มต้นขึ้น พฤกษ์ก็หาทางเข้ามามีส่วน ในทุกรายละเอียดของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติแบบแปลน การเลือกใช้วัสดุ หรือแม้กระทั่งการประชุมย่อย เขามักจะปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สาเหตุ พร้อมกับข้ออ้างเรื่อง "การควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด" แต่รินรดารู้ดีว่า... นี่คือการคุกคามทางจิตวิทยา เป็นความพยายามที่จะดึงเธอให้กลับไปอยู่ในอาณัติของเขาอีกครั้ง
"แผนสำรอง?" พฤกษ์ทวนคำ น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันจาง ๆ เขาขยับตัวโน้มไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างวางทอดบนโต๊ะประชุม ดวงตาคมกริมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ผมไม่เคยเชื่อถือแผนสำรอง... ผมเชื่อมั่นในตัว 'คน' ที่เป็นคนควบคุมมันมากกว่า และดูเหมือนว่า... ผมอาจจะต้องขอตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกด้วยตัวเองแบบตัวต่อตัวเสียแล้วล่ะครับ คุณรินรดา"
คำว่า 'ตัวต่อตัว' ถูกเน้นเสียงด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำที่จงใจสื่อความหมายเป็นนัย บรรดาทีมงานในห้องต่างพากันหลบสายตา ทำทีเป็นก้มดูเอกสารในมือเพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศที่เริ่มคุกรุ่นไปด้วยแรงปรารถนาอันตรายและความอึดอัดที่พุ่งสูงขึ้น
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เปลือกตาปิดลงช้า ๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่ตีตื้นขึ้นมาในอก เธอเกลียดสายตาคู่นั้น เกลียดความรู้สึกยามที่หัวใจเจ้ากรรมดันเผลอไหววับไปกับน้ำเสียงทุ้มต่ำคุ้นเคย เธอใช้เวลาตั้งหลายปีในการประกอบเศษซากหัวใจที่เขาเคยทำลายให้แหลقสลายเข้าด้วยกันใหม่ จนกลายเป็นเกราะป้องกันที่มั่นคง แต่วันนี้... แค่เพียงเขากลับมาอยู่ใกล้ ชายผู้เป็นสามีในนามผู้เคยเหยียบย่ำความรู้สึก เปลวไฟแห่งความแค้นและสัมผัสเก่า ๆ ก็พร้อมจะแผดเผาเธอกลับไปสู่จุดเดิมได้ทุกเมื่อ
"ถ้าเป็นการประชุมเรื่องงาน ทางเรายินดีต้อนรับเสมอค่ะท่านประธาน" รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ ไม่หลบเลี่ยง "แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว... ดิฉันเกรงว่าเวลาของดิฉันมีค่าเกินกว่าจะเอามาใช้ในเรื่องไร้สาระพวกนั้นค่ะ"
สิ้นคำพูดนั้น พฤกษ์ก็แค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบวับวาวด้วยความท้าทาย เขารู้สึกราวกับถูกตบหน้าเบา ๆ ด้วยความเย่อหยิ่งของอดีตภรรยา... แต่น่าแปลกที่มันไม่ได้ทำให้เขาโกรธเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เลือดในกายสูบฉีดและกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ในตัวเธออย่างรุนแรง ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่เอาแต่ร้องไห้และรอคอยความรักจากเขาอีกต่อไปแล้ว เธอดำมืด เข้มแข็ง และมีเสน่ห์เย้ายวนจนน่าอันตราย
กระทั่งการประชุมเลิกรา ทุกคนทยอยเดินออกจากห้องจนหมด เหลือเพียงรินรดากำลังเก็บเอกสารใส่แฟ้มด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความกดดันตลอดสองชั่วโมงเต็มสูบพลังงานไปจนหมดสิ้น
"เหนื่อยนักหรือไงครับ..."
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นข้างใบหู พร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดจากลมหายใจที่รินรดรดต้นคอ รินรดาสสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไปหมายจะต่อว่า แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับอกแกร่งของพฤกษ์ที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ประตูห้องประชุมถูกล็อคกลอนไว้สนิทโดยฝีมือของใครบางคน... หรือก็คือเขาคนนี้
"คุณพฤกษ์! ทำบ้าอะไรของคุณคะ ปล่อยนะ!" รินรดาตวัดเสียงดุ พยายามดันอกแกร่งให้ออกห่าง แต่ทว่าอ้อมแขนที่โอบกอดเอวบางไว้ราวกับคีมเหล็ก กลับรั้งร่างของเธอให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม
"ผมแค่อยากรู้ว่า..." พฤกษ์ก้มลงกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อจนขนลุกซู่ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ที่เธวเคยคุ้นเคยโชยเข้าจมูกปลุกเร้าความทรงจำอันตราย "...ปากเก่ง ๆ ของคุณเนี่ย เวลาอยู่ใต้ร่างของผม มันจะยังแข็งข้อได้สักกี่น้ำ"
"คุณมันทุเรศ!" รินรดาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย เธอง้างมือขึ้นหมายจะตบหน้าคมคายนั้นให้หายแค้น แต่พฤกษ์กลับจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้ด้วยมือเดียวได้อย่างง่ายดาย แล้วดันร่างเพรียวไปชิดกับผนังห้องกระจกเย็นเฉียบ
ร่างของทั้งคู่แนบชิดกันจนไร้ช่องว่าง ความร้อนจากกายสาวปะทะกับแผงอกแกร่ง พฤกษ์ก้มลงมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มแน่นด้วยความโกรธ ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันและเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจปิด The สุดท้าย... เขาไม่รอช้าที่จะก้มลงประกบจูบทาบทับริมฝีปากเธอนั้นทันที
มันไม่ใช่จูบที่นุ่มนวลหรือขออนุญาต... แต่มันคือการรุกรานที่ดุดัน เร่าร้อน และเต็มไปด้วยความโหยหา รินรดาเบิกตากว้าง พยายามสะบัดหน้าหนีและเม้มปากแน่น แต่พฤกษ์กลับใช้มืออีกข้างบีบกรามมนของเธอให้เผยอออก ก่อนจะสอดแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในอย่างเอาแต่ใจ
รสจูบที่คุ้นเคยแต่แฝงไปด้วยความเร่าร้อนครั้งใหม่ ทำให้สติของรินรดากระเจิดกระเจิง ร่างกายที่เคยต่อต้านกลับอ่อนยวบลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ความโกรธแค้นในอดีตผสมปนเปกับความวาบหวามที่ถูกปลุกเร้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มือหนาของพฤกษ์เริ่มลูบไล้ไปตามแนวโค้งเว้าของสะโพกมน บีบคลึงเคล้นคลำผ่านเนื้อผ้าอย่างจงใจจนเธอต้องครางแผ่วออกมาในลำคอด้วยความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
เขารู้จุดอ่อนของเธอ... และเธอก็เกลียดตัวเองเหลือเกินที่ร่างกายนี้ยังคงจดจำสัมผัสของเขาได้อย่างแม่นยำ
เมื่อพฤกษ์ผริมฝีปากออกช้าๆ อย่างเสียดาย ทิ้งไว้เพียงรอยแดงเรื่อและบวมเจ่อ รินรดาก็หอบหายใจตัวโยน ดวงตาคู่สวยคลอหน่วงด้วยหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ เธอกัดริมฝีปากตัวเองจนห่อเลือด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาด้วยสายตาร้าวราน
"ต่อให้คุณจะใช้ร่างกายมาบีบบังคับ... หรือทำลายงานของฉันยังไง..." รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตาหยดใสไหลรินผ่านแก้มเนียน "ฉันก็ไม่มีวันกลับไปโง่รักคุณอีกเด็ดขาด พฤกษ์!"
พฤกษ์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นหยาดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ ความรู้สึกแปลบปลาวพุ่งเข้ามาในอกซ้ายราวกับถูกเข็มแทรก แต่ก่อนที่เขาจะได้เอื้อnคำใดแก้ตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรัวเร็ว พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นเคยของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านนอก
"คุณรินรดาครับ! อยู่ข้างในหรือเปล่า? พอดีผมเอาเอกสารสัญญาส่วนที่เหลือมาให้ตรวจสอบครับ..."
เสียงของ 'ธันวา' ทนายความหนุ่มคู่คิดคนสนิทของเธอ ดังทะลุบานประตูเข้ามา ทำให้ร่างของพฤกษ์แข็งทื่อลงทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทด้วยความหึงหวงและกรุ่นโกรธที่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดเมื่อได้ยินชื่อนั้น
รินรดาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะยกยิ้มหยันออกมาอย่างเยือกเย็น ท่ามกลางความตึงเครียดที่ขาดผึ่ง
"ปล่อยฉันค่ะท่านประธาน..." รินรดาเอ่ยเสียงกระซิบเบาหวิวแต่ทิ่มแทงหัวใจคนฟัง "...เพราะดูเหมือนว่า 'คนที่ฉันรอคอยตัวจริง' กำลังมารับฉันกลับแล้วล่ะค่ะ"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปกับตัวละครของเข็มฉายานิศนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นาฬิกาทรายที่ไร้ทราย : รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน•ตอนที่ 16
สงครามประสาท
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นาฬิกาทรายที่ไร้ทราย : รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!