"คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร... พฤกษ์ ถึงคิดว่าฉันจะยืนรออยู่ตรงนี้เพื่อให้คุณเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า?"
น้ำเสียงของรินรดานิ่งสนิท ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดจากเรียวปากสีชาดกลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์หินอ่อน แม้แสงไฟคริสตัลระยิบระยับจะทาบทับลงบนร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเพิร์ลเกรย์ แต่ไอความอบอุ่นในบ้านหลังนี้... ไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก และในวินาทีนี้ มันยิ่งหนาแน่นไปด้วยความเย็นเยียบของเศษซากความสัมพันธ์ที่แหลกสละ
พฤกษ์ อัครเดโช ขบกรามแน่นจนสันกรามคมคลาดเคลื่อน ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬจ้องมองภรรยาทางนิตินัย—หรืออาจกล่าวได้ว่าอดีตภรรยาในทางพฤติกรรม—ด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนจนยากจะหาคำนิยาม เขาเคยชินกับการมีเธออยู่ตรงมุมห้อง คอยเฝ้ารอ คอยปรนนิบัติ และยอมจำนนต่อความเย่อหยิ่งของเขาเสมอมา แต่ทว่า ในวันนี้... แววตาคู่นั้นของรินรดาว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่องรอยของความเจ็บปวดที่เขาเคย พึงใจ จะเห็นมัน ไร้แม้กระทั่งน้ำตา
"อย่าเล่นลิ้นน่า รินรดา" พฤกษ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปประชิดด้วยแรงกดดันที่มักใช้สยบทุกคนในโลกธุรกิจ แต่รินรดากลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เธอยืดกายขึ้นอย่างสง่างาม เชิดหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ราวกับจะประกาศให้รู้ว่า กำแพงทิฐิที่เขาเคยสร้างขึ้นเพื่อกักขังเธ บัดนี้... มันได้พังทลายลงด้วยมือของเธอเองแล้ว
"ฉันไม่ได้เล่นลิ้นค่ะ คุณพฤกษ์..." เธอยกมุมปากยิ้มหยัน เป็นรอยยิ้มที่กรีดแทงหัวใจคนมองได้อย่างเจ็บแสบที่สุด "และฉันก็เหนื่อยเกินกว่าจะมาต่อรองกับคนที่เห็นคุณค่าของสิ่งของก็ต่อเมื่อมันกำลังจะพังคามือ..."
ภาพในอดีตย้อนเข้ามาในห้วงคำนึง รินรดาจำความรู้สึกยามที่ต้องนอนกอดความว่างเปล่าบนเตียงนอนหลังใหญ่กว้างขวาง ความหนาแน่นของความเงียบเหงาที่กัดกินหัวใจในค่ำคืนที่พฤกษ์เลือกจะอยู่สะสางงานอย่างไร้จุดสิ้นสุด หรือแม้กระทั่งยามที่เธอพยายามเอื้อมมือไปคว้าหาความอบอุ่นจากเขา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเย็นชาและคำพูดเฉยชาที่คอยเฉือนรอนความรู้สึก เธอเคยยอมจำนนต่อชะตากรรม เพราะคำว่า "ภรรยา" ที่ผูกมัดไว้ด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจของตระกูล แต่ความรักที่ไร้การเหลียวแล... มันก็เหมือนนาฬิกาทรายที่ถูกปล่อยให้ไหลผ่านไปจนหมดหลอด เหลือเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึก
"ริน..." พฤกษ์หลุดปากเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความตื่นตระหนกวูบผ่านดวงตาคมกริบคู่นั้นอย่างรวดเร็วจนแทบจับสังเกตไม่ได้ เมื่อมือเรียวบางเอื้อมไปปลดแหวนเพชรเม็ดโต—แหวนหมั้นและแหวนแต่งงานที่เคยเป็นเครื่องพันธนาการหัวใจ—ออกจากนิ้วนางข้างซ้ายอย่างไม่ลังเล
เสียงโลหะมีค่ากระทบลงบนโต๊ะหินอ่อนดัง *กริ๊ง* เบาๆ แต่มันกลับดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนฟังราวกับเสียงอสุนีบาต
"เอกสารหย่า ฉันเซ็นให้เรียบร้อยแล้ว วางไว้บนโต๊ะทำงานของคุณเรียบร้อยดีค่ะ" รินรดากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล "ส่วนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว... ฉันไม่ได้เอาอะไรไปนอกจากตัวและหัวใจที่สมบูรณ์ของฉันคืนกลับมา ทุกอย่างที่เป็นของคุณ เชิญเก็บรักษาไว้ในคฤหาสน์หลังนี้ตามสบายเถอะค่ะ"
"คุณไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้น!" พฤกษ์พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น แรงบีบสะท้อนความตระหนกและอารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกปลุกเร้า ความเย่อหยิ่งที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ลมหายใจของชายหนุ่มเริ่มติดขัดเมื่อตระหนักว่า ผู้หญิงคนนี้กำลังจะเดินออกจากชีวิตเขาไปจริงๆ —เดินออกไปแบบที่ไม่มีวันหวนกลับ
รินรดานิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บจากแรงบีบ แต่เธอไม่ยอมปริปากร้องขอความเห็นใจ เธอกลับเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ดวงตาที่เคยทำให้เธอหวั่นไหว แต่บัดนี้กลับสะท้อนภาพความหวาดกลัวที่เขาพยายามปิดบังไว้อย่างมิดชิด
"ปล่อยค่ะ..." เธอเอ่ยเสียงต่ำ ทรงพลัง และเด็ดเดี่ยว "การใช้กำลังรั้งคนตัวเปล่าเล่าเปลือยออกจากบ้านหลังนี้ ไม่ได้ช่วยให้คุณดูสูงส่งขึ้นเลยนะคะ... ท่านประธานพฤกษ์"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของเขาอย่างจัง พฤกษ์ชะงักงัน แรงบีบที่ข้อมือคลายลงโดยอัตโนมัติ เปิดโอกาสให้รินรดาสลัดข้อมือออกจากการเกาะกุมได้อย่างง่ายดาย หญิงสาวหมุนตัวหันหลังให้ทันที โดยไม่แม้แต่จะชายตากลับมามองสามีผู้เคยเย่อหยิ่งและทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจอีกเลย
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง ทุกย่างก้าวคือการประกาศอิสรภาพ ทุกย่างก้าวคือการทิ้งอดีตอันแสนร้าวรานไว้เบื้องหลัง พฤกษ์ยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้องโถง กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบอังกฤษจางๆ ที่คุ้นเคยกำลังจางหายไปพร้อมกับแผ่นหลังระหงที่ลับตาออกไปจากประตูบานใหญ่
ความเงียบงันกลับมาครอบ
งำคฤหาสน์หินอ่อนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข... มันคือความเงียบที่กรีดร้องและแผดเผาหัวใจของคนที่เหลืออยู่ให้แหลกสละเป็นจุล พฤกษ์ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังแท้ มือหนายกขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ ความรู้สึกเคว้งคว้างและโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาซัดกระหน่ำราวกับพายุคลั่ง นี่หรือคือผลลัพธ์ของความเย็นชาที่เขาบรรจงมอบให้เธอตลอดหลายปี? นี่หรือคือสิ่งที่เขาไขว่คว้ามาตลอด—ความสำเร็จที่ไร้เงาของคนที่คอยร่วมยินดี?
ทว่า... ในขณะที่พฤกษ์กำลังจมดิ่งอยู่กับความมืดมนแห่งความเสียใจ เสียงแตรรถยนต์หรูที่จอดรอรับใครบางคนด้านนอกก็ดังแว่วเข้ามา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาทางประตูอีกด้าน—ธันวา ทนายความหนุ่มผู้มีรอยยิ้มสุภาพและสายตาที่มองรินรดาราวกับเธคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก
พฤกษ์เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาสแดงก่ำ อารมณ์หึงหวงและความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขีดสุดเมื่อเห็นธันวายื่นมือไปโอบประคองไหล่บางของรินรดายามก้าวขึ้นรถ ท่าทางที่สนิทสนมและสายตาที่ทั้งสองมอบให้กัน ช่างเป็นภาพบาดตาบาดใจที่กระชากสติของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่งให้ขาดผึ่งลงในพริบตา
เขาลุกพรวดขึ้น หมายจะวิ่งตามออกไปซัดหน้าไอ้ทนายความสารเลวมารยาททรามคนนั้นให้จมดิน แต่ทว่า... ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะเอื้อมไปถึงลูกบิดประตู สายตากลับสะดุดเข้ากับเอกสารแผ่นเล็กๆ สีขาวที่ปลิวตกอยู่บริเวณพรมปูพื้นใกล้โต๊ะทำงาน
มันเป็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่ถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง และมีกระดาษแผ่นหนึ่งร่วงหล่นออกมาอวดข้อความเด่นชัดต่อหน้าต่อตา
พฤกษ์ก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา สายตาคมกวาดมองตัวอักษรและรูปถ่ายอัลตร้าซาวด์ที่แนบมาด้วย หัวใจของเขาราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่ออ่านพบข้อความสรุปผลทางการแพทย์ และชื่อของมารดาที่ปรากฏอยู่บนเอกสารฉบับนั้น
"ริน... ท้อง?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดอันหอมหวานนี้ด้วยกันนะคะ
นาฬิกาทรายที่ไร้ทราย : รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน•ตอนที่ 4
กำแพงที่พังทลายลง
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นาฬิกาทรายที่ไร้ทราย : รอยร้าวในคฤหาสน์หินอ่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!