เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 8

ฝ่าวงล้อมสังหาร

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"หากพวกเจ้ายังก้าวเท้าเข้ามาอีกเพียงครึ่งชốn* รสชาติของสุราในไหของข้าอาจจะเปลี่ยนจากรสหวานกลายเป็นรสเลือดสดๆ ของพวกเจ้าเอง... ว่าอย่างไรล่ะ?" *(ชốn = หน่วยวัดความยาวโบราณของจีน ประมาณ 1 นิ้ว)* เสียงหัวเราะเยียบเย็นดังสะท้อนก้องหุบเขาอัสดง ท่ามกลางหมู่เงาร่างนับร้อยที่รายล้อมพวกเขาไว้ราวกับฝูงหมาป่ากระหายเลือด หลี่เฟยเทียนยังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนก้อนหินใหญ่ มือซ้ายถือไหสุราหมักเก่าเก็บ มือขวาคีบกิ่งไม้แห้งเขี่ยกองไฟที่ใกล้ดับมอด สายตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับคนเมามายที่ยังไม่สร่างนิทรา แต่หากผู้ใดจ้องมองลึกลงไปในดวงตานั้นย่อมเห็นประกายคมปลาบดุจดรรชนีพิฆาตที่พร้อมทะลวงชีพจรฟ้าดินได้ทุกเมื่อ เบื้องหน้าของเขา มู่หรงเสวี่ยยืนสง่านิ่งดั่งรูปสลักน้ำแข็งหมื่นปี อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมยามราตรีจนสะบัดพลิ้วไหว มือเรียวดั่งลำหยกกุมด้ามกระบี่เยือกแข็งแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ปราณกระบี่สีครามเข้มแผ่ซ่านออกมาจากร่างนางจนอุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงอย่างฉับพลัน หยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา "เฟยเทียน... คนเหล่านี้ไม่ใช่ศัตรูระดับล่าง พวกมันคือ 'เจตภูตโลหิต' สิบแปดสายจากสำนักมารทมิฬ" เสียงหวานกังวานดั่งระฆังหยกเอ่ยขึ้นแผ่วเบา โดยที่สายตายังไม่ละไปจากเงาร่างของผู้นำกลุ่มที่ยืนอยู่บนยอดผาหิน "ต่อให้เป็นเงาพญายมมาเอง ข้าก็แค่ถือว่าพวกมันเป็นแมลงวันที่บินมาสร้างความน่ารำคาญยามดื่มสุราก็เท่านั้นเองแม่นางมู่หรง" หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มมุมปาก น้ำเสียงกวนประสาทแต่แฝงด้วยความเยือกเย็นอย่างประหลาด เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน ปัดเศษฝุ่นตามอาภรณ์อย่างไม่รีบร้อน "เจ้าดูแลทางซ้าย ปล่อยทางขวาให้เป็นหน้าที่ของข้า... อย่าเผลอตายเสียก่อนเล่า ข้ายังติดค้างค่าสุราเจ้าอยู่อีกสามไห" "วาจาเหลวไหล" มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงเย็นชาผ่านลำคอ แม้ใบหน้าจะไร้ระลอกคลื่นความหวาดกลัว ทว่าหัวใจดวงน้อยกลับอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด นางและเขาก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความเป็นความตายร่วมกันมาหลายครั้งครา แต่นี่คือ "ศึกใหญ่" ครั้งแรกที่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์พร้อมกันนับร้อย ชีวิตและหลังของนางถูกฝากไว้ที่บุรุษผู้สำมะเลเทเมาผู้นี้อย่างไร้ข้อกังขา "ฆ่า! หั่นพวกมันเป็นหมื่นชิ้น!" เสียงคำรามดั่งฟ้าผ่าดังขึ้นจากผู้นำเงาทมิฬ พริบตานั้น เงาร่างนับร้อยพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันราวกับคลื่นทะเลคลั่ง อาวุธหลากหลายชนิดทั้งกระบี่ ดาบ หอก และโซ่ตรวนสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยับ ปรารถนาจะกลืนกินร่างของคนทั้งสองให้หายไปในพริบตาเดียว! *เปรี้ยง!* มู่หรงเสวี่ยขยับกายดั่งภูตพราย นางชักกระบี่เยือกแข็งออกจากฝักด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ แสงกระบี่สีครามประกายแสงเจิดจ้าตระการตาดั่งดาราตก ประกายความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ห้วงอากาศรอบกายพลานแข็งตัวกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งหนาทึบ สกัดกั้นคมดาบของกลุ่มมือสังหารกลุ่มแรกจนกระเด็นกระดอนถอยร่นไป ทว่ากลุ่มที่สองและสามกลับพุ่งทะยานเข้ามาซ้อนทับอย่างไร้รอยต่อ กระบวนท่าของพวกมันเหี้ยมเกรียมและรวดเร็วจนไร้ช่องโหว่ "ระวังด้านขวา!" มู่หรงเสวี่ยร้องเตือนเมื่อเห็นเงาดาบเล่มหนึ่งแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าใส่จุดบอดของหลี่เฟยเทียน ทว่าหลี่เฟยเทียนหาได้สะดุ้งสะเทือนไม่ ร่างของเขาหมุนวนวูบหนึ่งราวกับสายลมไร้เงา นิ้วชี้และนิ้วกลางผสานกันเป็นดรรชนีเพลิงสุรา ปราณสีทองแดงเข้มข้นพวยพุ่งออกจากปลายนิ้วราวกับอัคคีสวรรค์ *ฉึก!* นิ้วนั้นจิ้มทะลวงเข้าใส่จุดชีพจรกลางหน้าอกของมือสังหารผู้นำทางขวาอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ร่างของมันแข็งค้างในท่าเดิม ก่อนที่กระแสพลังปราณภายในจะระเบิดออกเป็นจุล เลือดสดๆ สาดกระจายย้อมผืนหญ้าสีเขียวให้กลายเป็นสีชาดตระการตา "เจ้าสำมะเลเทเมา... ฝีมือไม่เลวเลยนี่" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยชมขณะที่กระบี่ในมือวาดเป็นวงโค้ง ปล่อยละอองกระบี่น้ำแข็งนับพันเล่มเข้าบดขยี้ศัตรูเบื้องหน้าจนร่วงหล่นราวกับใบไม้ร่วง "ข้าบอกแล้วว่าข้าเก่งเรื่องสู้... โดยเฉพาะการสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับยอดหญิงเช่นเจ้า" หลี่เฟยเทียนหัวเราะร่าเริง แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตาย เขากลับก้าวเท้าพลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำท่ามกลางงานเลี้ยงสุรา ดรรชนีสวรรค์ถูกใช้ออกอย่างต่อเนื่องอย่างไร้ขีดจำกัด ทุกคราที่นิ้วมือของเขาขยับ จะมีเงาร่างของมือสังหารล้มลงอย่างไร้เสียงกรีดร้อง การผสานพลังระหว่างกระบี่เยือกแข็งอันบริสุทธิ์ของมู่หรงเสวี่ยและดรรชนีเพลิงสุราอันดุดันของหลี่เฟยเทียน เปรียบประดุจหยินและหยางที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ น้ำแข็งและเปลวเพลิง ประสานกันทำลายล้างค่ายกลสังหารของสำนักมารทมิฬจนแตกกระเจิง ไม่นานนัก พื้นดินรอบกายก็เต็มไปด้วยซากศพของเหล่ามือสังหารที่นอนระเกะระระกะ ความดุเดือดของการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้หุบเขาอัสดงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่า... ในจังหวะที่หลี่เฟยเทียนกำลังจะสะบัดมือปิดฉากผู้นำเงาทมิฬที่เหลืออยู่คนสุดท้าย บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนแปรเป็นอึดอัดจนหายใจไม่ออก ท้องนภาที่เคยกระจ่างใสด้วยแสงจันทร์ กลับถูกกลืนกินด้วยกลุ่มเมฆหมอกสีดำทมิฬที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นขนาดมหึมาอย่างไร้ที่มา *เปรี้ยงงงง!* สายฟ้าสีเลือดฟาดผ่าลงมาจากกลางนภา พุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับค้อนอัสนีของเทพเจ้า หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินแยก เสียงคำรามอันทรงพลังที่กดดันจนกระดูกแทบร้าวราดดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติเบื้องบน "นั่นมัน... ค่ายกลดาราโลหิตขั้นบรรพกาล!" มู่หรงเสวี่ยหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่าปรมาจารย์ทั่วไปนับร้อยเท่า หลี่เฟยเทียนหุบยิ้มบนใบหน้าทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองขึ้นไปบนท้องฟ้า รอยยิ้มกวนประสาทถูกแทนที่ด้วยความจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมากติกามาก่อน ในมิติที่รอยแยกสีดำกำลังเปิดออก เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองปักลายอสูรโบราณกำลังก้าวเดินออกมาทีละก้าว... ก้าวแรกแผ่นดินสะเทือน ก้าวที่สองวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง! บุคคลผู้นั้นก้มมองลงมา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ *"ศิษย์น้องรอง... เจ้าหนีออกจากสำนักมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องกลับไปรับโทษทัณฑ์แห่งบรรพชนเสียที"* ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมดื่มด่ำและเดินทางฝ่าฟันวิถียุทธภพอันไร้ขอบเขตนี้ไปพร้อมกับข้าเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%