เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 9

ความลับที่ซ่อนใต้ก้นบึ้งใจ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
คราบโลหิตสีดำคล้ำบนพื้นเรือนพักแรมเก่าแก่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอายจันทน์หอมที่มู่หรงเสวี่ยจุดไว้เพื่อขับไล่ไอพิษ หลี่เฟยเทียนไม่แม้แต่จะปรายตามองซากศพของนักฆ่าเดนตายจากพรรคอสูรโลหิตที่นอนแข็งทื่ออยู่เบื้องหน้า องคาพยพทุกส่วนในร่างกายของเขายังคงจดจ่ออยู่กับสตรีผู้ยืนถือกระบี่เยือกแข็งสั่นเทาอยู่ริมหน้าต่างบานเก่า "เจ้ายังเก็บความแค้นเคืองต่อคำสั่งสอนของอาจารย์เจ้าไว้ในใจสินะ... แม่นางมู่หรง" น้ำเสียงของหลี่เฟยเทียนเจือแววเย้าหยอกเช่นเคย แต่ดวงตาคมกริบกลับไร้ซึ่งความล้อเล่น เขายกไหสุราขึ้นกระดกอึกใหญ่ ปล่อยให้ฤทธิ์สุราเผาผลาญลำคอเพื่อสะกดกลั้นกระแสลมปราณที่ปั่นป่วนจากการปะทะเมื่อครู่ มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบคำถาม นางหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้หยาดน้ำค้างยามราตรีร่วงหล่นจากปลายผมสีดำสนิท กระบี่ในมือส่งเสียงร้อง "วิ้ง" คล้ายระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานับร้อยปี ทั่วทั้งร่างของนางแผ่ไอเย็นเยือกที่สามารถแช่แข็งสายธาราได้ทั้งสาย แต่วินาทีนี้ ไอเย็นนั้นกลับสั่นไหวอย่างไร้ระเบียบ บ่งบอกถึงจิตใจที่กำลังแตกสลายจากภายใน "เจ้าไม่เข้าใจ..." สุ้มเสียงราบเรียบดุจน้ำแข็งของนางสั่นเครือเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่บุรุษผู้กวนประสาทอย่างหลี่เฟยเทียนได้ยินรอยร้าวในน้ำเสียงนั้น "สำนักเมฆาพิสุทธิ์... บัญญัติไว้ชัดเจนว่าผู้ฝึกวิชาสายน้ำแข็งหมื่นปี ห้ามมีความรัก ห้ามมีความแค้น ห้ามมีความอาลัยอาวรณ์ ทุกความรู้สึกคือสิ่งแปลกปลอม คือมารร้ายที่จะทำลายวิถีกระบี่" "แล้วเจ้ามีความสุขไหมล่ะ?" หลี่เฟยเทียนขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลังจนมู่หรงเสวี่ยต้องลืมตาขึ้นมอง "การเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงามไร้ตำหนิ แต่หัวใจข้างในแห้งเหี่ยวตายซาก... นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า 'เซียน' หรือคือการเป็นนักโทษในคุกสวรรค์กันแน่?" คำถามนั้นราวกับคมกระบี่ที่กรีดแทงลงตรงกลางใจดำมืด มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือก นางกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อต่อปลายนิ้วขาวซีด ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาดั่งคลื่นพายุโหมซัด ในวันที่นางอายุเพียงแปดขวบ อาจารย์ผู้ล่วงลับบังคับให้นางดื่ม 'โอสถตัดอารมณ์' เม็ดนั้นลงไป—โอสถที่ถูกปรุงขึ้นเพื่อแผดเผาต่อมรับความรู้สึกให้มอดไหม้ เพื่อแลกกับการบรรลุเคล็ดกระบี่เยือกแข็งขั้นสูงสุด "ข้าถูกสอนให้มองโลกเป็นเพียงความว่างเปล่า..." มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง รอยยิ้มที่งดงามยิ่งกว่าดอกเหมยกลางเหมันตฤดู แต่มันกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนน่าใจหาย "ยามที่พี่น้องร่วมสำนักถูกสังหารต่อหน้า... ข้าไม่หลั่งน้ำตา ยามที่อาจารย์สิ้นลม... ข้าไม่รู้สึกอาลัย ข้าคิดมาตลอดว่านั่นคือความสำเร็จ คือความหลุดพ้นที่แท้จริงตามวิถีเซียน จนกระทั่ง..." นางหยุดชะงัก ดวงตาส프คู่คมกริบดั่งน้ำแข็งพันปีหันมาสบตาเข้ากับหลี่เฟยเทียนโดยตรง "...จนกระทั่งข้าได้พบเจ้า" บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบงันลงชั่วขณะ เสียงลมหายใจของคนทั้งสองประสานไปกับเสียงหริ่งหรีดเรไรรอบนอก หลี่เฟยเทียนชะงักมือที่กำลังถือไหสุรา ดวงตาที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์แปรเปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและจริงจัง เขาวางไหสุราลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าเสียงนั้นจะทำลายความเปราะบางในแววตาของสตรีตรงหน้า "ข้ามันเป็นแค่ไอ้ขี้เมาน่ารำคาญคนหนึ่ง..." หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาทีละก้าว "แต่ข้าไม่เคยยอมให้ใครมาพราก 'หัวใจ' ไปจากอกของตัวเอง การที่เจ้าต้องมีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวด... นั่นไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ แต่มันคือการตายทั้งที่ยังหายใจต่างหาก แม่นางมู่หรง" "เจ้าจะรู้อะไร!" มู่หรงเสวี่ยตวาดกร้าว พลังปราณเยือกแข็งระเบิดออกรอบตัวจนข้าวของภายในห้องกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา นางสะบัดกระบี่เข้าใส่หลี่เฟยเทียนด้วยความโกรธเกรี้ยวที่อัดอั้นมานานปี "ถ้าข้ามีความรู้สึก... ข้าจะแบกรับความแค้นของสำนักได้อย่างไร? ถ้าข้าอ่อนแอ... ข้าจะปกป้องคนของข้าได้อย่างไร!" **ฉวะ!** คมกระบี่เฉียดผ่านหัวไหล่ของหลี่เฟยเทียนไปเพียงกระเบียดนิ้ว ทิ้งรอยแผลยาวที่ซึมด้วยโลหิตสีแดงสดตัดกับเสื้อคลุมสีขาว แต่บุรุษหนุ่มกลับไม่หลบเลี่ยง เขากลับพุ่งเข้าประชิดตัวนางในระยะประชิด มือหนาคว้าจับข้อมือเรียวที่ถือกระบี่ไว้แน่นจนพลังปราณของทั้งคู่ปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ดวงตาของทั้งสองห่างกันเพียงไม่กี่คืบ หลี่เฟยเทียนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง "ถ้าความแค้นมันหนักหนาจนเจ้าต้องทิ้งความเป็นมนุษย์..." หลี่เฟยเทียนกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตสวรรค์ "งั้นก็โยกย้ายภาระนั้นมาให้ข้าช่วยแบกสิ... หรือไม่ก็ ร้องไห้ออกมาเสียทีเถอะ แม่นางมู่หรง ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว" สิ้นคำพูดนั้น กำแพงน้ำแข็งที่มู่หรงเสวี่ยสร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นจิตใจมานานนับร้อยปีก็พังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า หยาดน้ำใสๆ ไหลรินจากดวงตาคู่สวย หยดแล้วหยดเล่าตกลงบนหลังมือของหลี่เฟยเทียน ราวกับหยาดน้ำค้างแรกอรุณที่ร1รดลงบนผืนดินแห้งแล้ง นางสะอื้นไห้ออกมาเป็นครั้งแรกในชีวิต เสียงสะكومที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกทำเอาหัวใจของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดินกระตุกวูบ หลี่เฟยเทียนดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกอย่างนุ่มนวล ปล่อยให้นางซบหน้าลงกับบ่ากว้างของตน มือข้างหนึ่งลูบกลุ่มผมนุ่มสลวยอย่างปลอบประโลม ท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ สองร่างแนบชิดหลอมรวมไออุ่นให้แก่กันและกัน ขจัดความโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตวิญญาณของนางมาเนิ่นนาน ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงสู่ความสงบสุขชั่วคราว เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาไกลโพ้นก็ดังสนั่นขึ้นสามครั้งติดๆ กัน! **ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!** ประกายแสงสีทองแดงพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี สะท้อนภาพเงาร่างนับร้อยที่กำลังเคลื่อนตัวปิดล้อมเรือนพักแรมแห่งนี้ไว้ทุกสารทิศ แรงกดดันจากลมปราณระดับมหาเทพแผ่ซùmซ่านเข้ามาจนอากาศแทบหยุดหายใจ หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงทันที เขาดันตัวมู่หรงเสวี่ยให้อยู่ด้านหลัง พร้อมกับชักกระบี่ไม้ไผ่เก่าๆ ออกมาจากเอว และก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว ประตูห้องก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยพลังปราณอันเกรี้ยวกราด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้านก้องฟ้า— "ฮ่าๆๆๆ! มู่หรงเสวี่ย ศิษย์ทรยศแห่งสำนักเมฆาพิสุทธิ์... ในที่สุดข้าก็หาตัวเจ้าพบ เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นจาก 'กฎแห่งสำนัก' ไปได้หรือ?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และดื่มด่ำไปกับเรื่องราวอันลึกซึ้งนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%