"หากสตรีไม่อาจหลั่งน้ำตาเพราะความโศกเศร้า เช่นนั้นก็จงปล่อยให้สุราฤทธิ์แรงแผดเผาความเย็นชาในอกเสื้อของเจ้าจนหมดสิ้นเถอะ มู่หรงเสวี่ย"
สุ้มเสียงแหบพร่าเจือกลิ่นอายสุราหมักร้อยปีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของโรงเตี๊ยมร้าง ณ ชายแดนรกร้าง หลี่เฟยเทียนนั่งไขว่ห้างอยู่บนขอบหน้าต่างที่ผุพัง มือซ้ายถือไหสุราหยกเขียวที่พร่องไปกว่าครึ่ง มือขวาคีบตะเกียบไม้ไผ่เคาะจังหวะกับขอบหน้าต่างอย่างเกียจคร้าน สายตาคมกริบดั่งกระบี่ซ่อนฝักทอดมองไปยังร่างระหงของสตรีชุดขาวที่นั่งนิ่งสนิทอยู่เบื้องล่าง นางงามสง่าดุจเทพเซียนจำศีล แต่แววตากลับว่างเปล่าและเย็นเยียบประดุจธารน้ำแข็งพันปี
มู่หรงเสวี่ยมิได้ขยับเขยื้อน ร่างของนางถูกห่อหุ้มด้วยไอเย็นสีครามจางๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์แห่งวิชากระบี่เยือกแข็งสำนักเมฆาพิสุทธิ์ ทว่ายามนี้ลมปราณในร่างนางปั่นป่วนจากการหักโหมทะลวงจุดชีพจรเพื่อต้านทานพิษโลหิตมารเมื่อค่ำคืนก่อน เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากมน ก่อนจะถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางเบา นางดื้อรั้นเกินกว่าจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ และนั่นคือสิ่งที่หลี่เฟยเทียนนึกระอาใจแกมเอ็นดูอยู่ลึกๆ
"ไร้สาระ" มู่หรงเสวี่ยเค้นเสียงลอดไรฟัน ริมฝีปากบางเฉียบสีซีดเซียวเม้มเข้าหากันแน่น "วิถีแห่งเซียน... ไว้วางจิตให้สงบดั่งน้ำนิ่งสนิท ไยต้องพึ่งพาน้ำเมาโสโครกของเจ้ามาปั่นป่วนลมปราณ"
"น้ำนิ่งสนิทกระไร? ข้าเห็นแต่บึงน้ำคร่ำที่ใกล้จะกลายเป็นน้ำแข็งตายซากมากกว่ากระมัง" หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่หระ เขาดีดตัวลอยละลิ่วลงมาจากขอบหน้าต่างอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงโปร่งทอดน่องเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าว กลิ่นอายสุราฤทธิ์แรงผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษผู้ผ่านศึกมาโชกโชนโชยปะทะนาสิกของนาง จนมู่หรงเสวี่ยต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดเคือง
เขาย่อกายลงนั่งยองๆ เบื้องหน้าหญิงสาว เท้าคางมองดวงหน้าเย็นชาที่งดงามหยาดเยิ้มปานล่มเมืองแต่ไร้ซึ่งรอยยิ้มสิ้นเชิง
"เจ้าจำที่ข้าเคยบอกเมื่อสามวันก่อนได้หรือไม่ เสวี่ยเอ๋อร์? คนเราเกิดมาครั้งหนึ่ง หากมิเคยหัวเราะจนท้องแข็ง และมิเคยร้องไห้จนแทบกระอักเลือด ชีวิตย่อมเป็นเพียงเศษซากเศษกระดาษยันต์ที่รอวันผุกร่อน เจ้าแบกสำนักเมฆาพิสุทธิ์ไว้บนบ่า แบกความคาดหวังของบรรพชนจนกระดูกสันหลังแทบหัก... เจ้าเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า หัวใจใต้ซี่โครงข้างซ้ายของเจ้านั้น... มันยังเต้นอยู่หรือไม่?"
ปลายนิ้วหยาบกร้านของหลี่เฟยเทียนยื่นออกไปหมายจะแตะที่ปลายคางมน แต่มู่หรงเสวี่ยกลับสะบัดหน้าหนีอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประกายกระบี่เยือกแข็งวาบขึ้นในดวงตานางทันที
"หลี่เฟยเทียน! อย่าบังaani..."
*หมับ!*
รวดเร็วยิ่งกว่าความคิด หลี่เฟยเทียนฉวยข้อมือเรียวบางของนางไว้ได้ทัน ปราณคุ้มกายอันดุดันของเขาถูกส่งผ่านปลายนิ้วเข้ากดจุดชีพจร "เหมันต์สกัด" ที่หัวไหล่ของนางอย่างนิ่มนวลแต่เด็ดขาด ทำให้ไอเย็นที่กำลังย้อนตีกลับเข้าสู่หัวใจของมู่หรงเสวี่ยต้องสงบลงชั่วพริบตา นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนเจ็บใจ ยามเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสปราณอันอบอุ่นและยิ่งσόรตลึกล้ำราวกับมหาสมุทรไร้ขอบเขตที่ไหลทะลักเข้ามาโอบอุ้มลมปราณอันปั่นป่วนของตนไว้
"เจ้า... ทำบ้าอะไรอีกแล้ว" เสียงของนางสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นตระหนกที่หัวใจซึ่งด้านชามาเนิ่นนาน กลับถูกความอบอุ่นนี้รุกรานจนเกิดริ้วรอยร้าว
"ข้ากำลังช่วยชีวิตว่าที่ภรรยา... อ้ะๆ อย่าเพิ่งชักกระบี่ออกมาก드 ข้าล้อเล่นน่า" หลี่เฟยเทียนยิ้มกริ่ม ดวงตาพราวระยับด้วยประกายเจ้าเล่ห์ เขาพลิกมืออีกข้าง หยิบไหสุราหยกเขียวขึ้นมา เปิดจุกด้วยการดีดนิ้วเพียงคราเดียว กลิ่นหอมหวานปนฉุนกึกของสุรา 'จันทราทมิฬ' ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถงร้างทันที
"อ้าปากเสีย" เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
"ไม่! ข้าไม่ดื่มของเหลวไร้สาระพวกนี้!"
"หากเจ้าไม่ดื่ม ข้าจะใช้วิธีป้อนเจ้า... แบบที่ศิษย์พี่สำนักมารเคยทำกับแม่นางน้อยสำนักคุณธรรมในโรงเตี๊ยมเมืองล่างดีรึไม่?" หลี่เฟยเทียนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นสุราเป่ารดพวงแก้มขาวเนียนของนาง จนมู่หรงเสวี่ยรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่
นางโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ แม้สีหน้าจะยังคงมีความเย็นชาประดับอยู่ แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยโทสะ "เจ้า... คนไร้ยางอาย!"
"ยอมรับว่าไร้ยางอายดีกว่าต้องเห็นคนงามอกแตกตายเพราะความดื้อรั้น" หลี่เฟยเทียนถอนหายใจเบาๆ แววตากลัดกลุ้มเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกล้ำที่หาได้ยากยิ่ง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลราwithเสียงกระซิบจากสายลม "เสวี่ยเอ๋อร์... สุราจอกนี้ มิได้มีไว้เพื่อให้เมามาย แต่มีไว้เพื่อล้างคราบน้ำตาที่เจ้ากลืนกินมันลงไปในยามที่ไม่มีใครมองต่างหาก"
สิ้นคำพูดนั้น นิ้วเรียวยาวของบุรุษหนุ่มก็แตะเบาๆ ที่ริมฝีปากบางของนาง บังคับให้อ้าออกเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะยกไหสุราขึ้นเทหยดสุราสีอำพันรสเลิศลงไปอย่างระมัดระวัง
*อึก...*
รสชาติแรกที่ปะทะปลายลิ้นคือความเผ็ดร้อนดุจเปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสําสำเนียงความอัดอั้น ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว ความเย็นยะเยือกจากลมปราณในกายก็ผสานเข้ากับฤทธิ์สุรา เกิดเป็นกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านลามเลียไปทั่วร่าง ราวกับน้ำทิพย์ชะล้างความเหนื่อยล้าจากการเดินทางนับหมื่นลี้ มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเงียบงัน บัดนี้กลับกระหน่ำเต้นรัวเร็วจนน่าตกใจ ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งตีตื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ
นางหลับตาลง ปล่อยให้ฤทธิ์สุราและปราณอุ่นซ่านเยียวยาเส้นชีพจรที่เสียหาย ความเย็นชาที่สะสมมานับร้อยปีคล้ายถูกกะเทาะออกเป็นรอยร้าวเล็กๆ
หลี่เฟยเทียนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางเบา เขายกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่บ้าง พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ "นั่นแหละ... ยิ้มเสียบ้างเถอะ ยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี"
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังโรยตัวปกคลุมคนทั้งสอง บรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
เปลวเพลิงจากกองไฟที่มอดดับไปแล้ว กลับถูกพัดโหมด้วยลมปราณสีดำทมิฬที่หนתวแน่นจนน่าสะพรึงกลัว อุณหภูมิภายในโรงเตี๊ยมลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา เสียงหัวเราะแหบพร่าดุจเสียงนกแสกกรีดร้องดังแว่วมาจากยอดหลังคา
*เปรี้ยง!*
กระเบื้องหลังคาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทนับสิบสายพุ่งทะยานลงมาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในค่ายกลปิดตาย ปลายกระบี่อาบยาพิษนับสิบเล่มชี้ตรงมาที่หลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยอย่างพร้อมเพรียง!
ผู้นำกลุ่มเป็นบุรุษร่างยักษ์สวมหน้ากากรูปอสูรโลหิต มันส่งเสียงหัวเราะน่าเกลียดน่ากลัวออกมาก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ฮ่าๆๆๆ! มู่หรงเสวี่ย! ข้าตามหาตัวเจ้าแทบพลิกแผ่นดิน ไม่นึกเลยว่าศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆาพิสุทธิ์ จะกำลังนั่งกกกอดกับขอทานขี้เมาอยู่หลังเขาเช่นนี้! ส่งกระบี่เยือกแข็งและเคล็ดวิชาบรรพกาลมาเสีย ดีๆ ไม่เช่นนั้น... ข้าจะส่งหัวของมันไปสังเวยเจ้าสำนักคนใหม่!"
มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้นทันที แววตาที่เพิ่งจะมีความอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับคืนสู่ความเย็นยะเยือกดุจใบมีดน้ำแข็งอีกครั้ง นางขยับมือหมายจะชักกระบี่ออกจากฝัก
ทว่า หลี่เฟยเทียนกลับยกมือขึ้นแตะไหล่นางเบาๆ รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่หายวับไป เหลือเพียงแววตาคมกริบดั่งพญายมที่ลืมตาตื่น
"ช้าก่อน เสวี่ยเอ๋อร์..." หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยจิตสังหารที่ทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว "สุนัขพวกนี้... ขัดจังหวะเวลาดื่มสุราอันแสนรื่นรมย์ของเราจนหมดสิ้น... เจ้าว่า เราควรเอาเลือดของพวกมัน มาล้างจอกสุราจอกใหม่ดีหรือไม่?"
*เคร้ง!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังสะท้านสะเทือนไปทั่วผืนป่า ร่างเงาทมิฬพุ่งเข้าหาทั้งสองคนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทว่าในจังหวะที่คมกระบี่จู่โจมถึงระยะห่างเพียงสามชี่ หลี่เฟยเทียนกลับไม่ได้หยิบกระบี่ของตนขึ้นมา... แต่เขากลับพลิกข้อมือซ้าย ดีดหยดสุราจากไหในมือออกไปสามหยดกลางอากาศ!
*ตูม! ตูม! ตูม!*
หยดสุราสามหยดนั้นแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นปราณกระบี่ที่รุนแรงราวมหาสมุทรคลั่ง พัดร่างของมือสังหารแถวแรกแหลกสลายเป็นจุลในพริบตาเดียว! ก่อนที่เงาร่างลึกลับอีกสายหนึ่งจะก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงตบมือช้าๆ ที่ทำให้ลมหายใจของมู่หรงเสวี่ยต้องสะดุดกึกด้วยความตกใจสุดขีด!
"ฝีมือไม่เลวสมคำร่ำลือ... ศิษย์พี่รองแห่งยอดเขาเทียนซาน... ไฉนท่านจึงตกต่ำถึงเพียงนี้เล่า?"
[ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และดื่มด่ำไปกับเรื่องราวอันลึกซึ้งนี้ด้วยกันเสมอนะครับ]
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 10
สุราจอกนี้แด่เพื่อนร่วมทาง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!