"เคร้ง!"
ประกายไฟสีครามสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของโรงเตี๊ยมร้าง ปลายกระบี่เยือกแข็งของมู่หรงเสวี่ยหยุดอยู่ห่างจากลำคอของหลี่เฟยเทียนเพียงครึ่งนิ้ว ไอร้อนจากลมหายใจของนางปะทะเข้ากับความเย็นยะเยือกของคมกระบี่จนเกิดเป็นละอองน้ำค้างเกาะพราว ทว่าดวงตาคู่คมของนางกลับไม่ได้มองที่ตัวเขา แต่มุ่งสมาธิไปยังเงาร่างสามสายที่กำลังพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ
"ดูท่า... เราคงไม่ได้แค่ทดสอบฝีมือกันเล่นๆเสียแล้วกระมังครับแม่นางมู่หรง เพราะดูเหมือนว่าจะมี 'แขกที่ไม่ได้รับเชิญ' ก้าวเข้ามาในเกมของเราเสียแล้ว..."
หลี่เฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เจือความขี้เล่นอยู่เช่นเคย ร่างกายของเขายังคงเอนพิงอยู่กับเสาไม้ผุๆ มือข้างหนึ่งถือไหสุราเก่าคร่ำคร่าที่รอยผนึกปากไหเพิ่งถูกกะเทาะออกเมื่อครู่ ปราณสุราอุ่นจัดลอยกรุ่นกลิ่นหอมหวานผสมกลิ่นอายสมุนไพรโบราณตลบอบอวลตัดกับกลิ่นอายสังหารภายนอกอย่างสิ้นเชิง
มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบคำ นางเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยความรวดเร็วราสายฟ้าแลบ ท่วงท่าองอาจและเย็นชายิ่งนัก ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ขยับวูบเดียวก็ไปยืนขวางหน้าประตูทางเข้า รัศมีปราณกระบี่น้ำแข็งแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนหยาดฝนที่สาดส่องเข้ามาด้านนอกแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงกราวลงพื้น
"สำนักโลหิตทมิฬ..." มู่หรงเสวี่ยเปล่งเสียงออกมาดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์ "พวกมันตามกลิ่นกระบี่พิสุทธิ์ของเจ้ามาหรือหลี่เฟยเทียน?"
"แม่นางกล่าวหาข้าเกินไปแล้วครับ" หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอ ยกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ หยดสุราสีอำพันไหลย้อยลงตามมุมปากก่อนจะถูกเขาใช้หลังมือปาดออกลวกๆ "ข้าเป็นเพียงแค่คนขายสุราตกอับผู้หนึ่ง เหตุใดจึงมีศัตรูระดับมือสังหารเงาโลหิตมาต้อนรับขับสู้ถึงเพียงนี้... แต่อย่างว่า ของดีย่อมมีผู้จ้องมองเป็นธรรมดา"
สิ้นเสียงของเขา เงาทั้งสามก็พุ่งทะลวงทะยานเข้ามาประชิดตัว ผู้นำกลุ่มสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ มือถือมีดสั้นอาบยาพิษสีม่วงเข้ม ส่งเสียงหัวเราะแหบแห้งราวกระดูกเสียดสีกัน "ฮี่ๆๆ หลี่เฟยเทียน! มู่หรงเสวี่ย! พวกเจ้าหนีไม่พ้นหรอก ส่ง 'กุญแจ' มาซะดีๆ ไม่เช่นนั้นโรงเตี๊ยมแห่งนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!"
มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงเย็นชา นางไม่คิดเอ่ยคำไร้สาระให้มากความ นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบาๆ กระบี่เยือกแข็งหลุดจากฝักอีกครั้ง คลื่นพลังความเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกไปดั่งคลื่นสึนามิสีขาวโพลน อุณหภูมิภายในห้องดิ่งฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว มือสังหารทั้งสามชะงักงันไปชั่วขณะเมื่อพบว่าปราณกระบี่ยังไม่ทันกระทบตัว ผิวหนังของพวกมันก็เริ่มถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เสียแล้ว
"วิชากระบี่เมฆาพิสุทธิ์ขั้นที่เจ็ด... หิมะโปรยปรายทั่วหล้า!"
พริบตานั้น เงากระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าประจันบานอย่างดุเดือด เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว เศษไม้และฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย บรรยากาศเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น มู่หรงเสวี่ยร่ายรำกระบี่ราวกับเทพธิดารำแพนหางหงส์ ทว่าทุกกระบวนท่าล้วนเด็ดขาดและคร่าชีวิต มือสังหารสำนักโลหิตทมิฬแม้จะมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ แต่ต่อหน้ากระบี่เยือกแข็งของนาง กลับทำได้เพียงถอยร่นทีละก้าวอย่างยากลำบาก
ทว่า หลี่เฟยเทียนกลับมิได้เข้าร่วมวงต่อสู้ เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยมองสำรวจภายในไหสุราเก่าที่ตนถืออยู่ มือเรียวหนาของบุรุษผู้สำมะเลเทเมาล้วงลงไปสัมผัสก้นไห ปรากฏว่าที่ก้นไหหาได้มีเพียงสุราไม่ แต่มันมีแผ่นหนังโบราณผืนหนึ่งที่ถูกเคลือบด้วยอักขระลับซ่อนอยู่!
*ฉลาดลึกล้ำนัก... ซ่อนแผนที่ไว้ในไหสุราที่คนมักมองข้ามว่าไร้ค่า* หลี่เฟยเทียนคิดในใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"หลี่เฟยเทียน! มัวชักช้าอันใดอยู่!" เสียงตะโกนอย่างร้อนรนของมู่หรงเสวี่ยดังแทรกขึ้นมา นางกำลังถูกมือสังหารอีกสองคนรุมล้อมด้วยค่ายกลลับ ร่างบางถอยหลังมาสามก้าว มุมปากมีรอยเลือดสีชาดไหลซึมเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้อ่อนด้อยอย่างที่คิด
"ทราบแล้วครับแม่นาง อย่าเพิ่งรีบเร่งร้อนใจไป... การดื่มสุราบ่มเพาะอารมณ์ฉันใด การเปิดดูแผนที่สมบัติก็ต้องมีจังหวะฉันนั้น"
หลี่เฟยเทียนดีดตัวลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ดูคล้ายคนเมามายเมื่อครู่กลับเปล่งประกายออร่าสีทองจางๆ ออกมาอย่างน่าประหลาด นิ้วมือขวาของเขาชี้ออกไปในอากาศเบาๆ "ดรรชนีทะยานฟ้า!"
*เปรี้ยง!*
กระแสลมปราณอันรุนแรงและฉับไวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบพุ่งแหวกอากาศออกไปทะลวงร่างของมือสังหารที่กำลังเงื้อม5ดาบหมายจะลอบทำร้ายมู่หรงเสวี่ยจากด้านหลัง ร่างของมันแข็งค้างในท่าเดิม ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างและล้มฟุบลงแน่นิ่งไปในพริบตาเดียว โดยที่ไม่มีใครทันมองเห็นด้วยซ้ำว่าเขาใช้วิชาอันใดออกไป
มู่หรงเสวี่ยหันมามองด้วยแววตาประหลาดใจแกแกมระแวง นางรู้ว่าหลี่เฟยเทียนเก่งกาจ แต่ไม่เคยคิดว่าวิชาดรรชนีของเขาจะไร้ร่องรอยและน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
ผู้นำสำนักโลหิตทมิฬที่สวมหน้ากากกระดูกเห็นลูกน้องตายตกในพริบตาเดียว สีหน้าภายใต้หน้ากากพลเปลี่ยนเป็นซีดเผือด มันแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไอ้สารเลว! ตายซะเถอะ!" มันรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือ ซัดลูกดอกพิษโลหิตนับพันดอกพุ่งเข้าใส่หลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยพร้อมกันในคราเดียว
หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงหึเบาๆ มือซ้ายคว้าไหสุราขึ้นมาแล้วสะบัดออกไปเบาๆ ปราณสุราแปรเปลี่ยนเป็นม่านโล่หมุนวนราวกับพายุหมุน ปัดป้องลูกดอกพิษตกลงพื้นจนเกิดเสียงดัง "ฟ่อ..." ควันพิษสีดำพวยพุ่งขึ้นทันทีที่สัมผัสพื้นไม้
ก่อนที่ผู้นำมือสังหารจะทันได้ตั้งตัว หลี่เฟยเทียนก็ก้าวเท้ามาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้ามันดั่งภูตผี ฝ่ามือหนาวางแปะลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา
"พวกเจ้าตามหาเจ้านี่อยู่สินะ..." หลี่เฟยเทียนเอ่ยกระซิบข้างหูมันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งของมู่หรงเสวีย
ในมืออีกข้างของเขา แผ่นหนังโบราณที่ดึงออกมาจากไหสุราถูกกางออก แสงเรืองรองจากอักขระบนแผ่นหนังสะท้อนเข้ากับดวงตาของผู้นำสำนักโลหิตทมิฬ มันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ทันทีที่ได้เห็นรอยประทับบนแผ่นหนังผืนนั้น
"นั่นมัน... ตราประทับของ 'แดนผนึกมารสวรรค์'!... เป็นไปไม่ได้! มันสูญหายไปตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?!"
มู่หรงเสวี่ยรีบก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคู่คมจ้องมองแผนที่ในมือของหลี่เฟยเทียนอย่างไม่วางตา นางพบว่าเส้นทางบนแผ่นหนังนั้นไม่ได้นำไปสู่สมบัติธรรมดา แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งตรงไปยังใจกลางหุบเขาหมื่นอสูร—สถานที่ซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยค่ายกลบรรพกาล และเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่เกี่ยวข้องกับสำนักเมฆาพิสุทธิ์ของนางโดยตรง!
"ดูท่า... เรื่องราวจะสนุกกว่าที่คิดเสียแล้วกระมังครับ" หลี่เฟยเทียนยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายลึกล้ำราวกับมองทะลุผ่านความลับทั้งหมดของยุทธภพ "เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในไหสุราใบนี้นั้น... ไม่ใช่แค่แผนที่สมบัติ แต่เป็น 'คำสาป' ที่กำลังรอเวลาตื่นขึ้นมากลืนกินทั้งยุทธภพต่างหากล่ะครับ"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง...
จู่ๆ ท้องน้ายามราตรีที่เคยมีฝนโปรยปราย กลับปรากฏเสียงคำรามกึกก้องราวกระบี่สวรรค์ฟาดฟันลงมา เมฆฝนสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระดับขอบเขตบรรพกาลแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งรัศมีร้อยลี้จนแม้แต่ลมหายใจยังติดขัด
และก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ตั้งตัว... เสียงกระดิ่งสำริดโบราณก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันจากเบื้องนอกโรงเตี๊ยม... พร้อมกับเสียงอันแหบพร่าเย็นยะเยือกที่ดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตสำนึกของทุกคน ทิ้งท้ายคำพูดที่ทำให้หัวใจของมู่หรงเสวี่ยแทบหยุดเต้น!
*ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้าในตอนนี้นะครับ*
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 5
เบาะแสจากคัมภีร์ที่สาบสูญ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!