"ข้าไม่ได้โง่เขลา... เฟยเทียน"
สุ้มเสียงของมู่หรงเสวี่ยราบเรียบเยือกเย็นราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะหมื่นปี แต่ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าภายใต้ท่าทีสงบนิ่งดุจรูปสลักหยกนั้น คลื่นอารมณ์กำลังโหมกระหน่ำซัดสาดทำลายล้างความเชื่อมั่นทั้งหมดที่นางเคยยึดถือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักเมฆาพิสุทธิ์ยืนหยัดค้ำฟ้าในฐานะเสาหลักแห่งยุทธภพ ศิษย์ในสำนักล้วนได้รับการฝึกฝนให้ซื่อตรง จงรักภักดี และยอมตายเพื่อคุณธรรม ทว่ายามนี้ เมื่อเงาแห่งความมืดมิดคืบคลานเข้าสู่ใจกลางนิกาย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหาใช่ศัตรูภายนอก หากแต่เป็นหนอนบ่อนไส้ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาเดียวกัน
นางก้มมองคราบโลหิตสีดำคล้ำที่หยดลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้า กลิ่นอายของมันช่างน่าสะอิดสะเอียน มันคือพิษโลหิตมารที่สูญหายไปจากยุทธภพร่วมร้อยปี พิษชนิดนี้ผู้ฝึกยุทธ์สายมารเท่านั้นจึงจะหลอมขึ้นมาได้ และผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงห้องเก็บตำลับชั้นในของพรรคเมฆาพิสุทธิ์เพื่อค้นคว้าวิชานี้ มีเพียงผู้อาวุโสและศิษย์สายตรงไม่เกินห้าคนเท่านั้น!
"เจ้าคิดมากไปแล้วแม่นางมู่หรง" หลี่เฟยเทียนส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างเกียจคร้าน มือขวาข้างหนึ่งถือไหเหล้าหมักอายุกาลสิบปี ยกขึ้นดื่มอึกใหญ่จนหยดสุราไหลรินเปรอะเปื้อนคางสากระคายหนวดเครา นัยน์ตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับคนเมามายไร้สติ ทว่าประกายลึกล้ำที่วาบผ่านก้นบึ้งดวงตานั้นกลับคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝัก "ในยุทธภพนี้ คนเรามักหวาดระแวงเงาของตนเองยามค่ำคืน แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า... งูพิษที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พรมผืนงาม มักรอจังหวะฉกกัดยามที่เจ้าเผลอเรอที่สุด"
"เจ้ากำลังหมายถึงใคร?" มู่หรงเสวี่ยหันขวับมามอง สายตาคู่นั้นคมปลาบดุจประกายกระบี่เยือกแข็ง มือเรียวบางสั่นระริกเล็กน้อยยามกุมด้ามกระบี่ประจำกาย ความเจ็บปวดฉายชัดในแววตา นางไม่อยากเชื่อว่าคนใกล้ชิดที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาจะกล้าทรยศหักหลัง
"ข้ายังไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด เหตุใดแม่นางจึงร้อนรนปานนั้นเล่า?" หลี่เฟยเทียนยิ้มเยาะ ย่างสามขุมเข้าไปใกล้ร่างระหง กลิ่นอายสุราผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศจางๆ ลอยเข้ากระทบนาสิกของนาง มู่หรงเสวี่ยถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว นางไม่ชอบให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะประชิดเช่นนี้ โดยเฉพาะบุรุษกวนประสาทผู้นี้ ทว่าในยามที่จิตใจว้าวุ่นและไร้ที่พึ่งพิง แผ่นหลังกว้างที่ดูสำมะเลเทเมาผู้นี้กลับสร้างความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาดที่นางไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับกับตัวเอง
"เจ้าคนสำมะเลเทเมา..." นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด "ศิษย์น้องสี่คอยติดตามข้ามาตั้งแต่เยาว์วัย ศิษย์น้องรองก็เป็นผู้ช่วยชีวิตข้าจากค่ายกลอัคคีผลาญสวรรค์ ส่วนผู้อาวุโสไป๋... คือผู้ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้ข้าด้วยตนเอง ทุกคนล้วนมีบุญคุณและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จะให้ข้ากังขาพวกเขาได้อย่างไร!"
"ความผูกพัน? บุญคุณ?" หลี่เฟยเทียนแค่นหัวเราะเสียงดังลั่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่งจนน่าตกใจ "แม่นางมู่หรง เจ้าท่องตำราคุณธรรมมามากเกินไปจนสมองตีบตันเสียแล้ว ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ มีสิ่งใดอมตะนิรันดร์นอกเหนือจากขอบเขตพลังและอายุขัย? ผลประโยชน์ อำนาจ และการทะยานสู่จุดสูงสุด... สิ่งเหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนมิตรภาพให้กลายเป็นคมกระบี่ที่แทงทะลุหัวใจได้ในชั่วพริบตาเดียว เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่า *'คนสนิทที่สุด คือคนที่จะลงมือเหี้ยมโหดที่สุด'*?"
คำพูดของหลี่เฟยเทียนราวน้ำเย็นจัดสาดซัดลงกลางกระหม่อม มู่หรงเสวี่ยตัวชาวาบ นางยืนนิ่งค้างดั่งถูกสาปให้กลายเป็นหิน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานผุดขึ้นมาในหัว ศิษย์น้องสี่ผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นนิตย์ ยื่นโอสถฟื้นฟูพลังปราณให้รอยยิ้มแปลกประหลาด และในคืนเดียวกันนั้น ค่ายกลป้องกันสำนักก็เกิดรอยร้าวขึ้นอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้
หากมิใช่คนภายในเปิดประตูค่ายกล... แล้วผู้ใดจะทำได้?
"ถ้าเช่นนั้น... เจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร?" สุ้มเสียงของมู่หรงเสวี่ยแผ่วเบาราวกับล่องลอยอยู่ในความฝัน ความเย่อหยิ่งทระนงตนก่อนหน้านี้มลายหายสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้แบกรับชะตากรรมอันหนักอึ้งและกำลังเคว้งคว้างกลางพายุฝน
"ง่ายมาก" หลี่เฟยเทียนยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายเจ้าเล่ห์ "เราก็แค่ 'ตีงูให้หลังหัก' เสียก่อนที่มันจะฉกเรา... คืนนี้ ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบก่อตั้งสำนักเมฆาพิสุทธิ์ เจ้าทำเป็นแกล้งป่วยและเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องพัก ส่วนข้า... จะออกไปเดินเล่นรับลมชมจันทร์ยามค่ำคืนในเขตหวงห้ามของพรรคพعสิ ว่าหนูสกปรกตัวไหนจะอดใจไม่ไหว โผล่หัวออกมาขุดคุ้ยหาคัมภีร์ลับพะยะค่ะ"
"เจ้าจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ?" มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ระดับความอันตรายในเขตหวงห้ามนั้นสูงส่งเพียงใดนางย่อมรู้ดี ยิ่งไปกว่านั้น หนอนบ่อนไส้ในสำนักย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา หากหลี่เฟยเทียนพลาดท่าขึ้นมา...
"เหยื่อล่อ?" หลี่เฟยเทียนหัวเราะหึๆ พลางโบกมือปฏิเสธ "เข้าใจผิดแล้วแม่นาง... ข้ามิใช่เหยื่อ แต่ข้าคือ 'นักล่า' ต่างหาก"
สิ้นเสียงคำพูดอันทรงพลังนั้น พลังปราณไร้รูปสายหนึ่งก็ระเบิดออกจากร่างของหลี่เฟยเทียนชั่วพริบตา แรงกดดันมหาศาลกดทับจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว รอยร้าวบนพื้นศิลาแตกลึกกระจายออกเป็นวงกว้าง มู่หรงเสวี่ยถึงกับต้องถอยหลังไปอีกสามก้าวเพื่อต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ นางมองแผ่นหลังของบุรุษผู้ถือไหเหล้าด้วยความตะลึงงัน หัวใจเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่างนั้นหรือ? บุรุษผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มสำมะเลเทเมา!
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงระฆังเตือนภัยเก้าคราก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากหอคอยทิศเหนือของสำนักเมฆาพิสุทธิ์!
*ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!*
เสียงระฆังโบราณที่มิได้ดังขึ้นมานับร้อยปี บ่งบอกถึงวิกฤตการณ์ระดับทำลายล้างพรรค มู่หรงเสวี่ยหน้าถอดสีทันที นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ "นั่นคือหอเก็บกระบี่วิญญาณ... เกิดอะไรขึ้น!"
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง มองทะลุผ่านความมืดไปยังทิศทางของหอคอยที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันสีดำประหลาด รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไป เหลือเพียงความเย็นชาคมกริบราวกับคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก
"ดูเหมือนว่า... หนูสกปรกตัวนั้น จะรีบร้อนอยากตายเสียก่อนที่งานเลี้ยงจะเริ่มเสียแล้วกระมังครับ"
---
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและลุ้นระทึกไปกับความลับของพรรคเมฆาพิสุทธิ์ในตอนนี้ด้วยนะครับ พรุ่งนี้เรามาติดตามกันต่อว่าเงาปริศนาในหอเก็บกระบี่คือใครนะครับ!
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 6
รอยร้าวในพรรคเมฆาพิสุทธิ์
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!