เสียงกระแทกของถ้วยกระเบื้องเคลือบกระทบโต๊ะไม้ดังสนั่นจนของเหลวสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทบนพื้นโรงเตี๊ยมร้าง กลางหุบเขาลมทมิฬ บรรยากาศรอบด้านเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่หอบกระชั้นของยอดฝีมือผู้หนึ่ง
"พวกเจ้ากล้ากล่าวหาพรรคมารว่าเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมตระกูลหลี่เมื่อยี่สิบปีก่อน แต่กลับลืมเงาหัวตัวเองที่เหยียบย่ำซากศพเหล่านั้นขึ้นสู่อำนาจสินะครับ..."
หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งคล้ายคนเมามายไร้สติ ทว่าประกายวับวามในดวงตานั้นกลับคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในฝักไม้ผุๆ มือข้างหนึ่งยกไหสุราขึ้นกระดกอึกใหญ่ น้ำสุราไหลรินผ่านมุมปากลงมาตามลำ cổ องอาจและไม่ยี่ห้อต่อสถานการณ์อันตรายรอบกาย
เบื้องหน้าของเขาคือเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์เอกนับสิบชีวิตในชุดคลุมขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาอัคคี สัญลักษณ์อันน่าเกรงขามของ 'สำนักกระบี่ฟ้าคราม' หนึ่งในสามสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะที่ผู้คนต่างกราบไหว้บูชา
มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งสงบอยู่เคียงข้าง ร่างระหงของนางแผ่ไอเย็นเยือกแข็งแผ่ซ่านออกมารอบรัศมีสาม丈 ปลายกระบี่เยือกแข็งในมือสั่นระริกเล็กน้อย มิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะคลื่นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในอก นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า ความจริงที่นางตามหามาตลอดชีวิต ภายใต้คำสอนอันสูงส่งและคุณธรรมจอมปลอมของอาจารย์ จะเน่าเฟะและโสโครกถึงเพียงนี้
"หลี่เฟยเทียน เจ้าอย่าได้ปากพล่อยใส่ร้ายสำนักฝ่ายธรรมะของเรา!" ผู้อาวุโสซ่ง ผู้มีศักดิ์เป็นถึงรองเจ้าสำนักกระบี่ฟ้าคราม ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอับอายและเคียดแค้น "ตระกูลหลี่ของเจ้าสมควรตายเพราะคบค้าสมาคมกับมารโลหิต สำนักของเราเพียงแค่ 'ผดุงความยุติธรรม' แทนยุทธภพเท่านั้น!"
"ผดุงความยุติธรรม?" หลี่เฟยเทียนทวนคำ ยิ้มเยาะจนเห็นไรฟัน "ช่างเป็นคำพูดที่หอมหวานเสียจริง จนข้าเกือบจะเชื่อแล้วว่าพวกท่านกินอิ่มนอนหลับได้ทุกคืนโดยไม่ต้องฝันร้ายถึงวิญญาณนับร้อยที่ถูกพวกท่านสังหารเพื่อแย่งชิง 'คัมภีร์สุริยันจันทรา' เมื่อยี่สิบปีก่อน!"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมพลันกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกจากร่างของหลี่เฟยเทียนโดยไม่ต้องขยับตัว แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่ขยายออกไป บีบให้เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักกระบี่ฟ้าครามถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต
ศัตรูที่แท้จริงไม่เคยสวมหน้ากากอสูรหรือประกาศตัวเป็นมารร้าย... พวกมันมักสวมชุดขาวสะอาดบริสุทธิ์ ถือคัมภีร์คุณธรรมไว้ในมือซ้าย และซ่อนมีดสั้นอาบยาพิษไว้ในมือขวาต่างหากเล่า
"ศิษย์พี่ซ่ง อย่าได้เสวนาพาทีกับคนสติฟั่นเฟือนผู้นี้อีกเลย!" ผู้อาวุโสอีกคนกัดฟันกรอด ประสานมือส่งสัญญาณลับบางอย่าง "วันนี้ไม่ว่าอย่างไร ทั้งมันและนังตัวดีทรยศสำนักอย่างมู่หรงเสวี่ย จะต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อมิให้ความลับรั่วไหลออกไปสู่ยุทธภพภายนอก!"
ฉับพลันนั้น ค่ายกลกระบี่สวรรค์เก้าทิศก็ถูกกระตุ้นขึ้น แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ยอดเขาโดยรอบสั่นสะเทือน เล่มกระบี่นับร้อยเล่มปรากฏขึ้นกลางอากาศ หันปลายคมกริบพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่
มู่หรงเสวี่ยขยับตัววูบ นางก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า ร่างอรชรกลายเป็นเงาสะท้อนแสงจันทร์ กระบี่เยือกแข็งในมือวาดออกเป็นวงโค้ง ปราณกระบี่สีครามจัดจ้านแผ่พุ่งออกไปปะทะกับค่ายกลเบื้องบนจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว เศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าถอยไปก่อนนะครับ..." น้ำเสียงของหลี่เฟยเทียนเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงชั่วพริบตา แม้ภายนอกจะดูไม่ยี่ห้อ แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับกวาดมองไปทั่วทิศทางเพื่อคำนวณจุดอ่อนของค่ายกล
"ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องให้ท่านปกป้องตลอดเวลาหรอกนะ หลี่เฟยเทียน" มู่หรงเสวี่ยกล่าวตอบเสียงเรียบเย็น แต่นัยน์ตาคู่สวยกลับทอประกายความผูกพันลึกซึ้ง นางตวัดกระบี่ต้านทานกระบี่นับร้อยที่ถาโถมเข้ามาดั่งห่าฝน ทว่าค่ายกลนี้ถูกเตรียมการมาอย่างดีเยี่ยม ยิ่งปะทะ พลังปราณของนางก็ยิ่งถูกสูบฉีดออกไปจนลมหายใจเริ่มติดขัด
หลี่เฟยเทียนถอนหายใจยาวเหยียด เขาโยนไหสุราในมือทิ้งลงพื้นจนแตกกระจาย "เฮ้อ... ข้าอุตส่าห์อยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในฐานะคนเมาผู้หนึ่งแท้ๆ เหตุใดพวกสุนัขรับใช้ผู้มีคุณธรรมปลอมๆ เหล่านี้ ถึงขยันมาหาที่ตายกันนักนะ"
สิ้นเสียง ร่างของหลี่เฟยเทียนก็เลือนหายไปจากจุดเดิม ราวกับสายลมที่ไร้ร่องรอย
*เปรี้ยง! พรวด!*
เสียงกระดูกหักดังประสานกับเสียงกรีดร้องโหยหวน ผู้อาวุโสซ่งเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเงาร่างของบุรุษผู้ถือสุรามาปรากฏอยู่เบื้องหน้าตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ดรรชนีเรีย้าสึที่รวบรวมลมปราณอันบริสุทธิ์และดุดัน จี้เข้าที่จุดชีพจรกลางหน้าอกของเขาอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
"วิชา... ดรรชนีสะท้อนฟ้า... เจ้า... เจ้าเป็นทายาทคนสุดท้ายของ..." ผู้อาวุโสซ่งกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มเลือดใหญ่ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวขีดสุดเมื่อตระหนักว่าพวกตนกำลังต่อกรกับปีศาจตนใด
"ถูกต้องครับ ข้าคือบุตรชายของคนที่พวกท่านรุมสังหารเมื่อยี่สิบปีก่อน" หลี่เฟยเทียนกระซิบข้างหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเย็นยะเยือกดั่งมาจากขุมนรก "และวันนี้... คือการทวงหนี้เลือด"
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยเทียนกำลังจะกดปลายนิ้วปิดฉากชีวิตของผู้อาวุโสซ่งเพื่อล้างแค้นให้บิดามมารดา แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยกระจ่างใสพลันถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีดำทมิฬหนาทึบ สายฟ้าสีแดงฉานผ่าฟาดลงมากลางวงล้อมอย่างไร้ที่มา
ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์... แต่เป็นปราณมารอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากใต้หุบเขาลมทมิฬ!
พร้อมกันนั้น ร่างของเงาลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ก็ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ มือข้างหนึ่งถือกระบี่ที่อาบไปด้วยโลหิตสีดำสนิท และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้น... กลับทำให้หลี่เฟยเทียนต้องชะงักกึก สีหน้าที่เคยเยعเย้ยมาตลอดกลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ศิษย์พี่ใหญ่... เจ้ายังไม่ตาย?"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ — เซียนสุราเมามาย
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 22
เงาที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!