เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 21

ความจริงจากอดีตชาติ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
“สตรีที่ถือกระบี่เยือกแข็งจนนิ้วมือชาด้าน... ในอดีตชาติย่อมเคยใช้คมดาบปักอกข้าจนกระอักโลหิตสีชาดมาแล้วสินะแม่นางมู่” เสียงหัวเราะเจือฤทธิ์สุราดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของถ้ำศิลาโบราณ หลี่เฟยเทียนยกไหเหล้าขึ้นซดอึกใหญ่ หยาดสุราสีอำพันไหลรินผ่านมุมปากลงสู่ปกเสื้อเปื้อนฝุ่น ขณะที่ดวงตาสีดำสนิทคู่เดิมมิได้ทอประกายเกียจคร้านดังเช่นทุกครา กลับลุ่มลึกดุจห้วงมหาสมุทรที่ซ่อนคลั่งลมพายุไว้เบื้องล่าง มู่หรงเสวี่ยชะงักงัน ปลายกระบี่เมฆาพิสุทธิ์ในมือที่เคยสั่นไหวเล็กน้อยยามเผชิญหน้ากับศัตรู บัดนี้กลับหยุดนิ่งสนิท นางจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความเย็นชาดุจน้ำแข็งหมื่นปีคล้ายถูกเผาผลาญด้วยประกายไฟบางอย่างจากก้นบึ้งความทรงจำที่เพิ่งตื่นรู้ “เจ้า... พูดเรื่องไร้สาระอันใดกัน” เสียงของนางราบเรียบ เย็นเยือก แต่กลับสั่นเครือเล็กน้อยอย่างที่ตัวนางเองก็ไม่อาจควบคุม หลี่เฟยเทียนยิ้มหยัน ปลายลิ้นกวาดเช็ดคราบสุราบนริมฝีปาก เขาส1าวเท้าเข้าไปใกล้สตรีผู้สง่างาม ทว่าห่างกันเพียงคืบเดียว กลิ่นอายความตายและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ก็ปะทะเข้าหากันอย่างรุนแรง ภาพในห้วงนิมิตเมื่อครู่ยังคงชัดเจนแจ่มแจ้ง—ภาพของลานประลองบนยอดเขาหิมะไร้พ่าย ร่างของสตรีชุดขาวผู้ถือกระบี่พิฆาตที่หลั่งน้ำตาขณะแทงกระบี่ทะลวงหัวใจของเขา พร้อมคำกล่าวสุดท้ายที่สลักลึกในวิญญาณ *“หลี่เฟยเทียน... ชาตินี้ข้าติดค้างท่าน ชาติหน้า... ขออย่าได้พบกันอีก”* “ไร้สาระงั้นหรือ?” หลี่เฟยเทียนแค่นหัวเราะ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าอันงดงามล่มเมืองที่ซีดเผือดลงถนัดตา “สตรีนางนั้น... ที่ยอมสละตบะหมื่นปีเพื่อหลอมรวมดวงจิตเข้ากับวัฏสงสาร ยอมทนทุกข์ทรมานข้ามภพข้ามชาติเพื่อตามหาเศษเสี้ยววิญญาณที่แตกสลายของข้า... ก็คือตัวเจ้ามิใช่หรือ มู่หรงเสวี่ย!” สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในถ้ำศิลาพลันแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันจากลมปราณระดับบรรพกาลทะลักทะลายออกมาจากร่างของทั้งสองโดยไม่รู้ตัว หินผารอบด้านสั่นสะเทือน อักขระโบราณที่สลักไว้บนผนังถ้ำเริ่มเปล่งแสงสีทองสว่างวาบราวกับรับรู้ถึงการตื่นขึ้นของอดีตชาติที่ถูกผนึกไว้ด้วยกาลเวลา มู่หรงเสวี่ยถอยหลังไปกึ่งก้าว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความทรงจำที่ขาดหาย ราวกับเศษกระจกที่แหลกละเอียด ค่อยๆ ประกอบเข้ารูปทีละน้อย ภาพของสมรภูมิเลือด กลิ่นอายของสงครามระหว่างเซียนและมาร และภาพของบุรุษผู้หนึ่งที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนางไว้เบื้องหลัง หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองดั่งกระแสน้ำป่าที่ไหลหลาก *“ที่แท้... ข้าไม่ได้ตามหาคนผิด...”* นางพึมพำกับตนเอง หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หน่วยตาคู่สวย หยดน้ำตาที่เยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลา ก่อนจะระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวทันที “เจ้าจำได้แล้วกระมัง?” หลี่เฟยเทียนทอดถอนหายใจยาวนาน ความกวนประสาทเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเหนื่อยล้าของวิญญาณที่เดินทางมาอย่างยาวนาน เขายื่นมือออกหมายจะสัมผัสแก้มเนียนนุ่มที่อาบไล้ด้วยหยาดน้ำตาคู่นั้น ทว่ามือที่เคยจับกระบี่พลิกฟ้าพลิกดินกลับชะงักค้างกลางอากาศ “แล้วอย่างไรเล่า?” มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับลุกโชนด้วยไฟแค้นและรอยร้าวในหัวใจ “ในเมื่ออดีตชาติเราคือศัตรูผู้ห้ำหั่น ในเมื่อชะตากรรมกำหนดให้เราต้องเลือกคนละเส้นทาง เหตุใดสวรรค์จึงยังเล่นตลกให้เราต้องมาพบกันในภพชาตินี้อีก!” “เพราะสวรรค์มันโง่เขลาน่ะสิ” หลี่เฟยเทียนตอบเสียงทุ้มต่ำแต่น้ำเสียงหนักแน่นดั่งขุนเขา เขาก้าวเข้าไปประชิดตัวนางในเสี้ยววินาที รวบร่างอรชรเข้าสู่อ้อมแขนอย่างถือวิสาสะ แม้มู่หรงเสวี่ยจะตื่นตระหนกและพยายามต้านทานด้วยพลังปราณน้ำแข็ง แต่วินาทีที่ฝ่ามืออุ่นร้อนของเขาแนบลงที่แผ่นหลัง นางกลับรู้สึกราวกับถูกหลอมละลายทั้งตัว “ปล่อยข้า...” นางกระซิบเสียงสั่น “ไม่ปล่อย” หลี่เฟยเทียนกล่าวอย่างดื้อดึง ปลายจมูกชนเข้ากับเส้นผมสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นหอมเย็น “ในอดีตชาติข้าโง่เขลา ยอมตายเพื่อให้เจ้ารอดพ้นจากทัณฑ์สวรรค์ มาในชาตินี้... ข้าไม่มีวันปล่อยให้กระบี่เล่มนั้นได้แทงลงมาที่อกข้าเป็นครั้งที่สองหรอกนะ” ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเจ็บปวดและโหยหาอันล้ำลึก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังสะท้อนก้องมาจากปากถ้ำ *ตึง! ตึง! ตึง!* แรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านเข้ามา พร้อมกับกลิ่นอายอันชั่วร้ายที่คุ้นเคยยิ่ง—กลิ่นอายของ "นิกายโลหิตทมิฬ" ศัตรูคู่อาฆาตที่ตามล่าพวกเขาทั้งสองมาตลอดทาง! หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขาดันร่างของมู่หรงเสวี่ยให้อยู่ด้านหลัง ก่อนจะชักกระบี่หักครึ่งเล่มเก่าๆ ออกมาจากเอว “ดูท่าแขกไม่ได้รับเชิญจะมาเร็วกว่าที่คิดนะแม่นางมู่” หลี่เฟยเทียนเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่แสงประกายสีทองจากอักขระโบราณรอบถ้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือด “สัญญาระหว่างเราในอดีตชาติ... เอาไว้สะสางกันทีหลัง ตอนนี้เรามาลองดูซิว่า ศัตรูพวกนี้จะรับกระบี่ล้างภพของพวกเราได้สักกี่กระบวนท่า” ทว่า ก่อนที่เงาร่างแรกของมือสังหารจะพุ่งทะยานเข้ามาในเขตอาคม เสียงหัวเราะแหบพร่าอันน่าขนลุกก็ดังแทรกขึ้นจากความมืดมิดเบื้องนอก... เสียงที่ทำให้ใบหน้าของมู่หรงเสวี่ยเปลี่ยนเป็นซีดเผือกในพริบตา *“ฮ่าๆๆ... หลี่เฟยเทียน มู่หรงเสวี่ย... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมาถึงดินแดนรกร้างแห่งนี้ จะรอดพ้นจาก ‘เงาบรรพกาล’ ไปได้?”* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ — เซียนสุราเมามาย
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%