ความตายมักมาเยือนในยามที่มนุษย์มั่นใจในลมหายใจของตนเองมากที่สุด…
กลิ่นอายความอับชื้นของดินชื้นแฉะและกลิ่นคาวเลือดที่จางหายไป กลับถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันชนิดที่ทำให้แก้วหูอื้ออึง หุบเขาไร้เสียงมิได้มีชื่อมาเพราะโชคช่วย ทุกสรรพเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมพัดผ่านยอดไม้หรือแม้แต่เสียงหัวใจเต้น ล้วนถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัวนี้
หลี่เฟยเทียนหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน มือขวายังคงถือไหสุราเซรามิกสีหม่องที่พร่องน้ำไปครึ่งหนึ่ง นัยน์ตาหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นดรุณี ปราณสุราหมุนวนในตันtian (จุดตันเถียน) ขับไล่ความมึนเมาออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนของนักฆ่าผู้ผ่านความเป็นความตายมานับร้อยหน
"ระวังตัว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเตือนออกไปเพียงสั้นๆ ทว่าจริงจังอย่างยิ่งยวด
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือทางเดินแคบๆ ที่ทอดตัวคดเคี้ยวราวกับลำไส้ของปีศาจ ผนังหินสองข้างทางเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนโบราณที่แผ่ไอเย็นเยียบ มู่หรงเสวี่ย ศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆาพิสุทธิ์ ไม่ได้เอ่ยคำใด นางเพียงแต่ขยับกายถอยหลังเข้ามาชิดแผ่นหลังของเขาโดยสัญชาตญาณ กระบี่เยือกแข็งในฝักเริ่มสั่นระริก เสียงเกล็ดน้ำแข็งกระทบกันดัง *กริ๊ง* เบาๆ เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าจิตสังหารรอบตัวกำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด
*ฟรึบ!*
ม่านหมอกสีเทาพлุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินอย่างไร้สุ้มเสียง มันมิใช่ไอหมอกธรรมดา หากแต่เป็น "ค่ายกลจิตมายาหมื่นอสูร" ที่ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน!
ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพตรงหน้าของหลี่เฟยเทียนก็บิดเบี้ยว ทิวทัศน์หุบเขาอันมืดมิดพลันแปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงโลกันตร์ เสียงโหยหวนของวิญญาณนับหมื่นดังอื้ออึงอยู่ในโสตประสาท ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต วันที่สำนักเก่าแก่ของเขาถูกเผาทำลายและหยาดโลหิตของสหายร่วมสาบานที่ไหลนองพื้น กำลังย้อนกลับมาทิ่มแทงจิตใจอย่างบ้าคลั่ง
*เจ้าอ่อนแอ... เจ้าปล่อยให้พวกเขาตาย...* เสียงกระซิบก้องกังวานอยู่ในหัว พยายามดึงสติของเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความรู้สึกผิดและความบ้าคลั่ง
ทางด้านมู่หรงเสวี่ย นางเองก็เผชิญหน้ากับภาพมายาที่น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน ในสายตาของนาง บิดาผู้ล่วงลับและอาจารย์ผู้เข้มงวดกำลังยืนมองมาด้วยแววตาผิดหวัง พร้อมกับเสียงตำหนิที่ว่านางไม่สามารถปกป้องสำนักได้ ทั่วร่างของนางแข็งทื่อ หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นตามไรผม ปราณน้ำแข็งหมื่นปีที่เคยควบคุมได้ดั่งใจกลับปั่นป่วนจนเกือบจะย้อนกลับเข้าทำลายเส้นลมปราณของตนเอง
นี่คือกับดักทางจิตที่ร้ายกาจที่สุด มันไม่ใช้คมดาบคร่าชีวิต แต่ใช้ความกลัวและปมในใจของเหยื่อมาเป็นอาวุธสังหารผู้ฝึกยุทธ์ให้ตายทั้งกลม!
"ฮึ่ม... เล่นกลตื้นเขิน"
หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน แม้ในจิตใต้สำนึกจะถูกรุมเร้าด้วยภาพหลอนอันเจ็บปวดเพียงใด แต่รอยยิ้มกวนประสาทกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ดวงตาที่เคยฉ่ำด้วยสุรากลับทอประกายคมกริบดั่งดาราในคืนเดือนมืด เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้จิตใจหลงกลแม้แต่ลมหายใจเดียว ร่างกายนี้จะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดไร้วิญญาณ
*เปรี้ยง!*
หลี่เฟยเทียนระเบิดลมปราณภายในออกอย่างไร้ความปรานี ปราณสุราทะยานขึ้นสู่ฟ้าทะลวงผ่านหมอกมายาจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องในมิติแห่งจิตใจ เขายกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ กลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้นแผ่ซ่านไปทั่วช่องปาก ก่อนที่เขาจะตบฝ่ามือลงบนอากาศเบาๆ
"วิชาดรรชนีพิสุทธิ์: นิ้วเดียวทะลวงนภา!"
นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากัน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วราวกับสายฟ้าแลบ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่เป็นการฟาดฟันเข้าใส่จุดศูนย์กลางของค่ายกลจิตมายาโดยตรง! พลังปราณอันดุดันและทรงพลังแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้ภาพลวงตาและความโศกเศร้าทั้งปวงจนแหลกสลายเป็นจุล ทัศนียภาพรอบกายพลันกลับคืนสู่ความจริงในพริบตา
ทว่า ในขณะเดียวกันนั้นเอง มู่หรงเสวี่ยที่ยังคงติดอยู่ในห้วงมายากลับตวัดกระบี่เยือกแข็งออกไปอย่างไร้ทิศทาง ปราณน้ำแข็งหมื่นปีพวยพุ่งออกรอบตัวอย่างไร้การควบคุม ความเย็นยะเยือกแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้าจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง ร่างของนางเซียนผู้สูงส่งสั่นเทิ้ม ลมหายใจติดขัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเนื่องจากการต่อสู้กับจิตใจตนเองอย่างดุเดือด
หลี่เฟยเทียนก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วราวกับภูตผี เขาไม่ลังเลที่จะคว้าข้อมือเรียวบางที่กำลังถือกระบี่ไว้แน่น ถ่าย
ถ่ายทอดลมปราณอุ่นร้อนของตนเองเข้าไปในร่างของนางเพื่อช่วยกดดันปราณน้ำแข็งที่กำลังตีกลับ
"เสวี่ยเอ๋อร์ ตั้งสติ! ภาพพวกนั้นเป็นเพียงเงาอดีต เจ้าในยามนี้คือนักสามานย์ผู้ถือกระบี่เยือกแข็ง หาใช่เด็กน้อยที่รอคอยความช่วยเหลือ!" น้ำเสียงของเขาแม้จะเจือด้วยความกวนประสาทตามนิสัย แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่หนักแน่นและอบอุ่นอย่างประหลาด
มู่หรงเสวี่ยสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาที่เหม่อลอยกลับมาโฟกัสอีกครั้ง นางหันมาสบตากับชายหนุ่มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม กลิ่นอายสุราผสมกลิ่นอายบุรุษจางๆ ลอยปะปนกับไอเย็นรอบตัว หัวใจที่เคยด้านชากลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
"เจ้า..." นางอ้าปากจะเอ่ยคำตำหนิ แต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด เงาร่างสีดำสนิทนับสิบสายก็พุ่งแหวกความมืดของหุบเขาเข้ามาล้อมรอบพวกเขาทั้งสองไว้ในพริบตา!
"ระวัง!" มู่หรงเสวี่ยพลิกตัวกลับ กระบี่เยือกแข็งในมือเปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้า เตรียมพร้อมรับมือกับการลอบโจมตีระลอกใหม่
ทว่า สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้ามิใช่สัตว์อสูรหรือนักฆ่าเดนตาย ทว่ากลับเป็นเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากเงินลายประหลาด มือข้างหนึ่งถือคัมภีร์โบราณที่เรืองแสงสีเลือด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ใบหน้าใต้หน้ากากนั้น กลับมีเค้าโครงที่คล้ายคลึงกับอาจารย์ของสำนักเมฆาพิสุทธิ์ราวกับพิมพ์เดียวกัน!
"ศิษย์หนีไม่พ้นหรอก..." เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับคัมภีร์ในมือที่กางออก ปลดปล่อยอักขระเวทโบราณพุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสองด้วยความเร็วราวดาวตก!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและเผชิญหน้ากับความเร้าใจในตอนนี้นะครับ
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 3
คดีประหลาดที่หุบเขาไร้เสียง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!