เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 15

คำสารภาพที่ไม่ได้เอ่ย

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
“หากเจ้ายังจ้องมองข้าด้วยสายตาที่เย็นชาเยี่ยงนั้นอยู่ล่ะก็ บางทีสุราในจอกนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นน้ำแข็งก่อนที่ข้าจะได้ลิ้มรสเสียอีกนะ แม่นางมู่หรง” หลี่เฟยเทียนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นกลางกองไฟที่กำลังปะทุเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ เขาไม่ได้หันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่เลือกจะทอดสายตาไปยังผืนป่าทึบเบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมิดที่โอบล้อมยามค่ำคืน กลิ่นอายสุราหมักจากไหที่วางอยู่ข้างกายยังคงอบอวลปะปนกับกลิ่นไอชื้นของดิน มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบทันที นางเพียงแต่ขยับกระบี่คู่กายที่วางพิงไว้กับโขดหินให้เข้าที่ พลังปราณไอเย็นรอบกายของนางดูจะแผ่กระจายออกมามากกว่าปกติเพียงเพราะคำพูดกวนประสาทของบุรุษผู้นี้ ดวงตาสีน้ำแข็งที่มักจะไร้ความรู้สึกคู่นั้น เผยร่องรอยของความหม่นหมองชั่ววูบก่อนจะเลือนหายไป “เจ้าเอาแต่เมามายเพื่อหลีกหนีความเป็นจริง หรือเมามายเพื่อจะได้กล้าพูดจาไร้สาระเช่นนี้กันแน่ หลี่เฟยเทียน” น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ไร้คลื่น ทว่าหากตั้งใจฟังให้ดี จะพบความสั่นไหวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น หลี่เฟยเทียนหัวเราะหึในลำคอ เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ รสชาติเผ็ดร้อนบาดลึกผ่านลำคอช่างคล้ายคลึงกับความรู้สึกที่เขากำลังเผชิญ “คนเรามักมองหาเหตุผลในความบ้าบิ่นเสมอ ทั้งที่ความจริงแล้ว... บางครั้งการไม่พูดอะไรเลยอาจเป็นวิธีที่โหดร้ายที่สุดก็ได้” เขาวางจอกลงบนโขดหินอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาสบตานางตรงๆ แสงไฟวับแวมตกกระทบใบหน้าคมสันที่ดูสำมะเลเทเมาทว่ากลับแฝงด้วยความทะนงตนบางอย่าง “เจ้าแบกรับเมฆาพิสุทธิ์ไว้บนบ่าเพียงลำพัง ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าบ้างหรืออย่างไร? ปราณกระบี่ของเจ้านั้นแข็งแกร่งดุจยอดเขา แต่จิตใจของเจ้า... กลับเปราะบางราวกับเกล็ดหิมะที่สัมผัสไออุ่นเพียงชั่วครู่ก็ละลายหายไป” มู่หรงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย มือที่เคยวางบนด้ามกระบี่กำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “หน้าที่คือสิ่งที่ข้าต้องทำ เรื่องของข้า ไม่จำเป็นต้องให้จอมยุทธ์เร่ร่อนเช่นเจ้ามาใส่ใจ” “ใส่ใจรึ?” หลี่เฟยเทียนแค่นยิ้ม ดวงตาที่มักจะดูเลื่อนลอยกลับมีความคมกล้าดั่งคมกระบี่ขึ้นมาในทันที เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกจากร่างนาง “ถ้าข้าไม่ใส่ใจ ข้าจะยอมเสี่ยงตายเข้าไปในหุบเขาพันอสูรเพียงเพื่อหาหญ้าเหมันต์มารักษาอาการบาดเจ็บที่เจ้าปิดบังไว้ทำไมกัน?” คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของนาง มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาที่เคยเฉยชาบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง ความอึดอัดที่สั่งสมมาตลอดการเดินทางคล้ายจะทะลักออกมาเหมือนเขื่อนที่แตกพัง นางอ้าปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่แล้วถ้อยคำเหล่านั้นก็กลืนหายไปในลำคอ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ห่างเหิน แต่มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยมวลความรู้สึกมหาศาลที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาเป็นคำพูด “หลี่เฟยเทียน...” นางเรียกชื่อเขาแผ่วเบา “หากวันหนึ่งข้างหน้า... ข้าต้องเลือกระหว่างสำนักกับเส้นทางที่ข้าปรารถนา... เจ้าคิดว่าข้าควรเลือกสิ่งใด?” “คนอย่างข้าไม่เคยให้คำแนะนำใคร” เขาตอบเสียงต่ำพลางเอื้อมมือไปคว้าไหสุราขึ้นมาทว่ามือของเขากลับไปแตะโดนมือของนางที่วางอยู่บนโขดหินโดยบังเอิญ ไอเย็นจัดจากปลายนิ้วของนางปะทะเข้ากับความอุ่นซ่านของเขา แรงสั่นสะเทือนแล่นปราดไปทั่วร่างของทั้งคู่ มู่หรงเสวี่ยไม่ได้ชักมือกลับ หัวใจของนางเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก นี่คือความใกล้ชิดที่เกินกว่าจรรยาบรรณแห่งศิษย์สำนักใหญ่จะพึงกระทำ แต่ในวินาทีนี้นางกลับไม่ปรารถนาที่จะถอยห่าง “เจ้าไม่จำเป็นต้องเลือกหรอก” หลี่เฟยเทียนเอ่ยต่อ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน “ตราบใดที่ข้ายังไม่ล้มลงไปนอนตายข้างทาง สุราไหนี้จะยังมีคนร่วมดื่ม และกระบี่ของเจ้า... จะไม่มีวันต้องฟาดฟันอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป” ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปฉับพลัน! ไอสังหารรุนแรงพุ่งทะยานมาจากทิศทางที่พวกเขานั่งอยู่ ต้นไม้รอบข้างสั่นไหวราวกับถูกคลื่นพลังงานมหาศาลกดทับ หลี่เฟยเทียนลุกขึ้นยืนในทันที สัญชาตญาณนักฆ่าและยอดฝีมือปะทุขึ้นในดวงตาที่เคยเมามาย เขารีบผลักมู่หรงเสวี่ยไปด้านหลังพร้อมชักกระบี่สั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา เงาร่างสีดำนับสิบสายปรากฏขึ้นรอบกองไฟ แต่ละคนแผ่กลิ่นอายของอักขระเวทต้องห้ามที่คุ้นเคย... พวกมันคือมือสังหารจากหุบเขาไร้เงาที่ตามล่าตัวมู่หรงเสวี่ยมาตลอดทาง “ดูท่าคืนนี้เราคงไม่ได้ดื่มสุรากันต่อแล้วสินะ” หลี่เฟยเทียนเหยียดยิ้มพลางหมุนคอไล่ความเมื่อยขบ “เจ้าถอยไปอยู่ข้างหลังข้าเสีย ถ้าเจ้าไม่อยากให้เลือดของพวกเศษสวะพวกนี้มาเปื้อนชุดสีขาวบริสุทธิ์ของเจ้า” มู่หรงเสวี่ยกระชับกระบี่ในมือแน่น ความสับสนในใจเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดขาดของนักรบ “ข้าไม่ใช่นางกำนัลที่ต้องคอยให้เจ้าปกป้อง หลี่เฟยเทียน... ครั้งนี้ข้าจะขอเป็นคนเปิดทางเอง!” ทว่าในจังหวะที่นางก้าวออกมา ลำแสงสีแดงฉานก็พุ่งตรงลงมาจากท้องฟ้าดั่งอุกกาบาต กระแทกเข้ากับพื้นดินกั้นกลางระหว่างพวกเขากับมือสังหาร แรงปะทะนั้นมหาศาลจนพื้นดินแตกแยกออกเป็นร่องลึก ร่างชายชราในชุดคลุมสีเทาเข้มผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนรอยแยกนั้น กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมานั้นเหนือชั้นกว่าขอบเขตที่พวกเขาทั้งสองเคยพบเจอมาอย่างเทียบไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด... บนหน้าอกของชายชราผู้นั้น ปักตราสัญลักษณ์ที่ทำให้นัยน์ตาของมู่หรงเสวี่ยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง “ท่านอาจารย์อา...?” มู่หรงเสวี่ยครางออกมาด้วยความสิ้นหวัง หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง สัมผัสได้ถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา “ดูท่าการสารภาพความในใจของเราคงต้องเก็บไว้ในโลงศพเสียแล้วกระมังแม่นาง... เพราะคืนนี้ ดูเหมือนข้าจะต้องลงมือกับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักของเจ้าเสียแล้ว!” ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมากับข้าและตัวละครทั้งสองในทุกบทตอนนะครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%