"เจ้าจะจ้องข้าด้วยสายตาอยากกินเลือดกินเนื้อเช่นนี้ไปถึงไหนกันแม่นางมู่หรง? หรือเกรงว่าหากละสายตาจากข้าเพียงชั่วพริบตา วิญญาณจอมโจรสุราเช่นข้าจะลอยไปสิงสถิตอยู่บนร่างของแม่มดโลหิตนางอื่นเสียก่อน?"
เสียงหัวเราะแหบพร่าเจือกลิ่นสุราหมักร้อยปีดังขึ้นทำลายความเงียบงันภายในถ้ำศิลาโบราณ หลี่เฟยเทียนเอนกายพิงผนังหินเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดเนื่องจากพิษโลหิตอัคคีที่ยังคงกัดกินชีพจร ทว่ามุมปากของเขากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้มกวนประสาทที่พร้อมจะแผดเผาความอดทนของคู่สนทนาให้มอดไหม้ได้ทุกเมื่อ
เบื้องหน้าของเขาคือมู่หรงเสวี่ย หญิงสาวผู้เปรียบดั่งประติมากรรมน้ำแข็งหมื่นปี นางนั่งขัดสมาธิโคจรปราณเยือกแข็งเพื่อกดขี่พิษร้ายในร่างของชายหนุ่ม ปลายกระบี่วิเศษปักลงกับพื้นหิน ไอเย็นสีขาวบริสุทธิ์แผ่พุ่งออกมาจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างบนผนังถ้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยับ
ยามนี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเปรอะเปื้อนคราบโลหิตและฝุ่นผงจากการต่อสู้บนหน้าผากว้างมีหยาดเหงื่อผุดพราย ทว่าความงดงามล่มเมืองกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเยือกเย็นที่ปะปนกับความเหนื่อยล้ากลับขับเน้นให้นางดูเปราะบางและน่าทะนุถนอมในคราเดียวกัน
มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาดั่งหยกคู่นั้นคมกริบประดุจคมกระบี่ไร้พ่าย นางตวัดสายตามามองบุรุษผู้ไร้ซึ่งความสำรวมตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย
"หากเจ้ายังมีเรี่ยวแรงมาพ่นวาจาไร้สาระเช่นนี้ เกรงว่าพิษโลหิตอัคคีคงจะยังทรมานเจ้าไม่พอกระมัง" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผืนน้ำในฤดูหนาว ทว่ากลับสั่นเครือเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
"ฮ่าๆๆ... แม่นางมู่หรงใจร้ายกับข้าเกินไปแล้ว" หลี่เฟยเทียนฝืนหัวเราะออกมาพลਾਂกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต กลิ่นไอความร้อนแผดเผากระจายไปทั่วบริเวณจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "ข้าเอาชีวิตเข้าแลกปกป้องศิษย์เอกสำนักเมฆาพิสุทธิ์ผู้สูงส่งถึงเพียงนี้ เจ้าไม่กล่าววาจาซาบซึ้งสักคำ ยังจะมีใจมาแช่งช่างให้ข้าตายเร็วขึ้นอีกหรือ?"
มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น นางมองคราบโลหิตสีดำบนพื้นหิน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับปีกลับรู้สึกเจแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนบนยอดเขาอัคคีทมิฬยังคงฉายชัดในความทรงจำ ภาพที่บุรุษสำมะเลเทเมาผู้นี้ใช้ร่างทั้งร่างรับกระบี่โลหิตแทนตน ยอมให้กระแสพลังมารทะลวงผ่านแผ่นหลังเพื่อแลกกับการเปิดช่องว่างให้วิชาดรรชนีของเขาเข้าประชิดศัตรู
ความบ้าคลั่งนั้น... ความเด็ดเดี่ยวที่ไร้เหตุผลนั้น... มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ทำได้
"เจ้าทำทำไม" มู่หรงเสวี่ยเอמהถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาดั่งหยกจับจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาพราวระยับของชายหนุ่ม "ด้วยฝีมือของเจ้า ต่อให้ข้าสิ้นชีพ เจ้าก็ยังสามารถหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล เหตุใดต้องเอาชีวิตเข้าแลก?"
หลี่เฟยเทียนหุบยิ้มกวนประสาทลงชั่วขณะ แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยววูบไหวขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำที่มีแสงเรืองรองจากหินปราณ
"ในยุทธภพนี้ มีเรื่องมากมายที่ต้องใช้เหตุผลและผลประโยชน์ในการตัดสินใจ..." หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่หาได้ยากยิ่ง แววตาเหม่อลอยคล้ายระลึกถึงอดีตอันยาวนาน "แต่สำนักเมฆาพิสุทธิ์ของเจ้า กับจอมโจรสุราเร่ร่อนเช่นข้า... ข้าแค่อยากทำตามหัวใจตัวเองสักครั้งก็เท่านั้น"
หัวใจของมู่หรงเสวี่ยกระตุกวูบ คำพูดเรียบง่ายไร้ซึ่งคำหวานซึ้งเหล่านั้นกลับทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชากระบี่ใดๆ ในใต้หล้า มันกรีดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณที่ถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งมาตลอดชีวิตของนาง
นางขยับกายเข้าไปใกล้ร่างของชายหนุ่ม กลิ่นอายความเย็นบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้าปกคลุมร่างของหลี่เฟยเทียนเพื่อช่วยระงับพิษร้าย นางยื่นมือเรียวงามออกไปกดจุดชีพจรบริเวณแผ่นอกของเขา นิ้วมือเรียวสัมผัสกับผิวเนื้ออุ่นร้อนผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่น ทำให้ทั้งคู่ต่างสะท้านเฮือกด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
"อย่าขยับ" มู่หรงเสวี่ยกล่าวเสียงพร่า ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินไป ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งสองผสานกลิ่นไอเข้าหากันในพื้นที่แคบๆ
"แม่นางมู่หรง... เจ้าใกล้ชิดข้าถึงเพียงนี้ หากศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักของเจ้ามาพบเข้า ชื่อเสียงเรียงนามของแม่นางน้ำแข็งหมื่นปีคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีแน่" หลี่เฟยเทียนยังไม่วายส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายเต็มใบหน้า
"หากพวกเขากล้าพูดจาเหลိုးไหล ข้าจะใช้กระบี่เยือกแข็งตัดลิ้นพวกมันทีละคน" มู่หรงเสวี่ยกล่าวเสียงเยียบเย็น ทว่าดวงตากลับพราวระยับด้วยประกายความรู้สึกที่ซ่อนเร้น
บรรยากาศภายในถ้ำศิลาเงียบสงบลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหยดน้ำกระทบพื้นหิน ความเจ็บปวดจากบาดแผลค่อยๆ เลือนหายไปภายใต้การโคจรปราณร่วมกันของคนทั้งสอง พลังหยินและหยางหมุนวนประสานกันอย่างกลมกลืน ก่อเกิดเป็นม่านพลังโปร่งใสปกป้องรอบกายพวกเขาทั้งสอง
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่ ภวังค์แห่งความสงบก็ถูกกระชากด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังสะท้อนมาจากปากถ้ำ
*ตึง! ตึง! ตึง!*
แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปถึงก้นถ้ำ พร้อมกับกลิ่นอายปราณมารอันชั่วร้ายที่แผ่พุ่งเข้ามาปกคลุมปากทางเข้าดั่งเมฆหมอกสีดำทมิฬ
มู่หรงเสวี่ยชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ร่างเพรียวระหงดีดตัวลุกขึ้นยืนในพริบตา มือขวาคว้าด้ามกระบี่วิเศษไว้มั่น นัยน์ตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีอีกครั้ง จิตสังหารพวยพุ่งทะลักออกมาจนหินงอกหินย้อยรอบถ้ำสั่นสะท้าน
"พวกมันตามมาเร็วเกินคาด..." มู่หรงเสวี่ยพึมพำเสียงต่ำ
หลี่เฟยเทียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นพิงผนังหิน แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว แต่แววตาคมกริบกลับเปล่งประกายความดุดันดั่งพญาอินทรีที่พร้อมขยี้เหยื่อ เขาเอื้อมมือไปหยิบไหสุราที่บุบสลายข้างกาย เปิดจุกซดน้ำมงคลลงคออึกใหญ่เพื่อเรียกพลังปราณเฮือกสุดท้าย
"ดูท่า... ค่ำคืนนี้คงไม่มีทางให้เราได้นอนพักผ่อนกันอย่างสงบเสียแล้วกระมัง" หลี่เฟยเทียนยิ้มหยัน พลางยื่นมือไปจับด้ามกระบี่ไม้ไผ่เก่าๆ ที่เหน็บไว้ข้างเอว
ทว่า ก่อนที่มู่หรงเสวี่ยจะทันได้ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูเบื้องนอก แสงสว่างวาบสีทองอร่ามก็พุ่งทะลวงผ่านม่านพลังมารตกลงมาเบื้องหน้าของคนทั้งสอง พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งขุนเขา
"ฮ่าๆๆ... สมกับเป็นศิษย์เอกเมฆาพิสุทธิ์และจอมโจรสุราผู้โด่งดัง หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่เองหรอกหรือ!"
เงาร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามก้าวเท้าเดินผ่านม่านควันพิษเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับกดทับสติสัมปชัญญะของคนทั้งสองให้จมดิ่งลงสู่ความหวาดกลัว ใบหน้าใต้เงาหมวกสานเงยขึ้นเผยให้เห็นดวงตาส สีแดงฉานและรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก
มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สีหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก "เป็นไปไม่ได้! ผู้อำนวยการคลังสมบัติสำนักมารโลหิต... เหตุใดมันถึงตามมาเจอที่นี่ได้?!"
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง รอยยิ้มกวนประสาทหายวับไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่เหนือล้ำกว่าระดับเดิมพันหลายเท่าตัว — บุรุษชุดทองผู้นี้มิใช่ยอดฝีมือทั่วไป แต่เป็นถึงผู้อาวุโสระดับบรรพชนที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว!
มือหนาของหลี่เฟยเทียนเอื้อมไปกุมมือเรียวบางของมู่หรงเสวี่ยที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยจากแรงกดดันอันมหาศาลโดยไม่รู้ตัว
"จำคำข้าไว้ให้ดีนะแม่นางมู่หรง..." หลี่เฟยเทียนกระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา "หากวันนี้เราต้องตายร่วมกันที่นี่... อย่างน้อย ข้าก็ดีใจที่ได้ลิ้มรสสุราหมักร้อยปีคู่กับสตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า"
มู่หรงเสวี่ยหันมามองชายหนุ่ม นัยน์ตาดั่งหยกไหวระริก ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกเก็บกดไว้พังทลายลงในวินาทีนั้น นางบีบมือตอบรับเขาแน่น พร้อมกับชักกระบี่เยือกแข็งออกจากฝักจนเกิดเสียงก้องกังวานสะท้านฟ้า
— คมกระบี่สีฟ้าครามเปล่งประกายเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดในถ้ำศิลา ขณะที่เงาร่างชุดทองกำลังก้าวเข้ามาประชิดตัว และวินาทีที่ปลายกระบี่พุ่งเข้าปะทะกับพลังมารอันดุดันนั้นเอง ผนังถ้ำด้านหลังของพวกเขาก็พลันพังทลายลง เปิดเผยให้เห็นความลับอันน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกที่สุดของหุบเขาอัคคีทมิฬ... ความลับที่จะพลิกชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองไปตลอดกาล!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ — เซียนสุราเมามาย
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 19
รอยประทับบนยอดเขา
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!