กลิ่นอายความตายมิได้มาพร้อมกับเสียงคำรามของอสุนีบาท ทว่ามันคละคลุ้งมากับความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวยามราตรีใกล้สาง
ภายในห้องพักโทรมๆ ของโรงเตี๊ยมร้างปลายด่าน หลี่เฟยเทียนในยามนี้มิได้มีสภาพของเซียนสุราผู้สำมะเลเทเมา ดวงตาที่มักหรี่กึ่งหลับกึ่งตื่นเพื่อซ่อนประกายคมกริบ กลับเบิกกว้างดั่งเหยี่ยวหนุ่มที่มองเหยื่อเบื้องล่าง ในมือข้างหนึ่งของเขายังคงถือไหสุราที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง หยดสุราฤทธิ์แรงกล้าหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบพื้นไม้จนเกิดเสียงกังวานราวกับเสียงระฆังสำริดในวัดร้าง
"เจ้ายังไม่นอนอีกหรือ..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืด หลี่เฟยเทียนมิได้หันไปมอง ทว่าเขารู้ดีว่าเบื้องหลังบานหน้าต่างกระดาษที่ผุกร่อน ร่างอันระหงของสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนต้านทานสายลมหนาวเหน็บแห่งแดนประจิมอยู่ นางมิใช่ใครอื่น—แต่มือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งสำนักเมฆาพิสุทธิ์ มู่หรงเสวี่ย
เงาร่างบอบบางในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ก้าวผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ราวกับภูตพรายไร้ร่องรอย กลิ่นอายความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวนางทำให้บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงหลายสิบองศา ดวงหน้าประดุจแกะสลักจากหยกน้ำแข็งยังคงความเรียบเฉย ทว่าแววตาคู่คมกลับซ่อนคลื่นอารมณ์บางอย่างที่แม้แต่น้ำแข็งหมื่นปีก็ไม่อาจแช่แข็งได้
มู่หรงเสวี่ยปรายตามองไหสุราในมือเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งสนิท "คนที่ดื่มสุราล้างผลาญชีวิตตนเองเช่นท่าน มีสิทธิ์อันใดมาถามหาความฝันจากข้า"
หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน เขาเงยหน้าขึ้นซดสุราอึกใหญ่ ปล่อยให้ฤทธิ์สุราแผดเผาลำคอก่อนจะกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ
"ฮ่าๆๆ... สุราไม่ได้มีไว้เพื่อล้างผลาญชีวิต แต่มันมีไว้เพื่อยื้อเวลาให้ข้าได้มองดูความโง่เขลาของโลกใบนี้ต่างหาก เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าลองเงี่ยหูฟังให้ดีสิ... เสียงฝีเท้าของพวกมันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว"
สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนแปรเป็นอึดอัดแน่นทึบ แรงกดดันจากลมปราณระดับมหาอำนาจจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาโอบล้อมโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไว้ราวกับตาข่ายเหล็กกล้า พวกมันคือยอดฝีมือจากพรรคอสูรโลหิตและสำนักวิหกเพลิงที่ผนึกกำลังกันเพื่อสะ้างรอยเลือดล้างบางยุทธภพในค่ำคืนนี้
มู่หรงเสวี่ยไม่ตื่นตระหนก นางชักกระบี่เยือกแข็งออกจากฝัก ช้าๆ ทว่ามั่นคง เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดัง 'กริ๊ง' สะท้อนกังวานยามรัตติกาล แสงสีฟ้าครามเรืองรองขับให้ใบหน้าของนางงดงามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่ง ทว่าเต็มไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"พวกมันมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สามั่วยาม" มู่หรงเสวี่ยกล่าวเบาๆ นิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามคมกระบี่ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่พุ่งออกรอบตัวจนละอองฝุ่นในอากาศจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "คืนนี้... เลือดของข้าหรือเลือดของพวกมัน จะต้องย้อมผืนดินแห่งนี้ให้กลายเป็นสีชาด"
หลี่เฟยเทียนหุบยิ้ม ดวงตาที่เคยฉายแววหยอกเย้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาวางไหสุราลงบนโต๊ะไม้ผุพังอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงกระทบจะไปทำลายสมาธิของสตรีข้างกาย มือข้างขวาของเขายื่นไปแตะที่ด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ ที่เหน็บอยู่ข้างเอว—กระบี่ที่ไม่มีแม้แต่ฝัก ไม่มีแม้แต่ประกายเจิดจ้า ทว่ากลับเป็นสิ่งที่ชาวยุทธทั่วหล้าต่างหวาดผวา
"เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่..." หลี่เฟยเทียนเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าก้องกังวานลึกซึ้งถึงก้นบึ้งหัวใจ "วิถีกระบี่มิใช่การฆ่าฟันเพื่อเอาชนะ แต่เป็นการปกป้องสิ่งที่เจ้าไม่อาจสูญเสียไป... หากคืนนี้ฟ้าดินจะลงทัณฑ์พวกเรา ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี้แหละ แหวกฟ้าผ่าดินเปิดทางให้เจ้าเดินออกไปเอง"
มู่หรงเสวี่ยสะท้านเฮือกในใจ นางหันมามองบุรุษผู้กวนประสาทผู้นี้ แววตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งมาตลอดชีวิตพลันไหววับ ประโยคเรียบง่ายเมื่อครู่กลับมีน้ำหนักดั่งขุนเขาไท่ซาน ทะลุทะลวงเข้ามาถึงกลางใจนางอย่างไร้การป้องกัน
ก่อนที่นางจะได้เอื้อMวาจาใดตอบกลับ เสียงระเบิดตูมสนั่นก็ดังขึ้นที่เบื้องล่าง ประตูไม้ของโรงเตี๊ยมถูกพลังปราณอันโหดเหี้ยมกระแทกจนแหลกละเอียดเป็นจุล!
เศษไม้ปลิวว่อนคละคลุ้งไปทั่ว ฝุ่นควันจางลงเผยให้เห็นร่างของเงาทมิฬนับสิบชีวิตยืนตระหง่านอยู่ที่โถงด้านล่าง ผู้นำกลุ่มคือ 'มารโลหิตเก้าสวรรค์' ผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนความเหี้ยมโหดในยุทธภพ มันกวาดตามองขึ้นมาบนชั้นสองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม น่ารังเกียจ และเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
"หลี่เฟยเทียน! มู่หรงเสวี่ย! พวกเจ้าหนีไม่ thoát แล้ว วันนี้คือวันตายของพวกเจ้า จงส่งตำราวิชาบรรพกาลมาเสียโดยดี มิฉะนั้น ข้าจะตัดหัวพวกเจ้าไปเสียบประจานหน้าประตูเมือง!" เสียงคำรามของมารโลหิตสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับจนโครงสร้างโรงเตี๊ยมส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังทลายลงมาทุกเมื่อ
มู่หรงเสวี่ยขยับตัวเตรียมพุ่งทะยานออกไปเผชิญหน้า ทว่ากลับถูกมือหนาข้างหนึ่งคว้าข้อมือไว้เสียก่อน
หลี่เฟยเทียนดึงนางเข้ามาใกล้โดยไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้วของนาง กลิ่นสุราเจือจางผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้มู่หรงเสวี่ยชะงักงัน หัวใจเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
"ให้ข้าจัดการพวกสุนัขรับใช้พวกนี้ก่อนเถอะ..." หลี่เฟยเทียนกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงของเขาเบาราวกับสายลม ทว่าเปี่ยมด้วยความมั่นใจอันไร้ขีดจำกัด "ส่วนเจ้า... จงเก็บแรงไว้ฟันหัวไอ้คนที่อยู่เบื้องหลังพวกมันก็พอ"
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลี่เฟยเทียนอีกครั้ง เขาก้าวเท้าออกไปยืนขวางหน้ามู่หรงเสวี่ย ปลดปล่อยพลังปราณที่ถูกสะกดไว้ภายใต้ฤทธิ์สุราออกมาในคราเดียว!
ตูม!
คลื่นพลังสีทองอร่ามพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แหวกเมฆหมอกหนาทึบจนแสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบร่างของเขาราวกับเทพเจ้าสงจุติลงมาจุติ แรงกดดันระดับที่ทำให้ฟ้าดินต้องสั่นสะเทือนแผ่ขยายออกไปจนเหล่ามารโลหิตที่ยืนอยู่ด้านล่างถึงกับหน้าถอดสี กระอักเลือดออกมาคำโตพร้อมเพรียงกันโดยยังไม่ทันได้ลงมือด้วยซ้ำ!
ดวงตาของมารโลหิตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด มันมองบุรุษที่ถือไหสุราในมือข้างหนึ่งด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่งที่สายข่าวของมันปกปิดไว้...
"ทะ... ที่แท้ข่าวลือเรื่องเจ้าพิการทางลมปราณ เป็นแค่เรื่องลวงโลก! เจ้า... เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนกระบี่แท้จริงแล้วหรือ!"
หลี่เฟยเทียนไม่ตอบคำถามนั้น เขายกไหสุราขึ้นจิบอีกอึกหนึ่งอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะกวาดสายตาคมปลาบมองเหล่ามารเบื้องล่างด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"ช้าไปเจ็ดลมหายใจ... พวกเจ้าเลือกทางตายได้อัปลักษณ์เสียจริง"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุยุทธภพมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
--- เซียนสุราเมามาย ---
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 26
รุ่งอรุณก่อนพายุ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!