โลหิตสีดำคล้ำหลั่งรินจากมุมปากของหลี่เฟยเทียน หยดลงกระทบพื้นศิลาอัคคีจนเกิดเสียงเดือดพล่านราวกับน้ำมันร้อนจัด กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วค่ายกลโลหิตหมื่นวิญญาณ ภายในหุบเหวอเวจี เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือทัพหน้าแห่งพรรคมารทมิฬนับพันชีวิตที่แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆ... ไอ้ขยะสุรา เจ้าคิดจริงหรือว่าลำพังแค่ดรรชนีสามศอกของเจ้า จะทะลวงผ่านค่ายกลบรรพกาลนี้ไปได้?" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสะท้อนก้องมาจากเงามืด ประมุขมารโลหิตก้าวออกมาจากม่านหมอกสีชาด ร่างกายของมันสูงใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น แผ่ไอสังหารระดับขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แบบกดทับลงมาจนบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
มู่หรงเสวี่ยยืนหยัดอยู่เบื้องข้าง ร่างระหงของนางอาบย้อมไปด้วยละอองเลือด ไหล่เรียวบางสั่นระริกเล็กน้อยจากการใช้พลังปราณกระบี่เยือกแข็งเกินขีดจำกัด ทว่าแววตาคู่คมกลับปราศจากความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางกระชับกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"เสวี่ยเอ๋อร์..." หลี่เฟยเทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขายังคงติดสำเนียงกวนประสาทและมีกลิ่นสุราคละคลุ้ง แม้ลมหายใจจะติดขัด "เจ้าว่า... ข้าควรซัดมันด้วยกระบวนท่า 'เมามายพลิกฟ้า' หรือจะใช้หมัดเดียวส่งมันไปลงนรกดี?"
"เพ้อเจ้อ..." มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงลอดไรฟัน มุมปากของนางมีคราบโลหิตสีชาดไหลริน แต่นางกลับแย้มยิ้มออกมาบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางพายุหิมะ "หากท่านยังพูดมาก ข้าจะใช้กระบี่นี้แทงท่านให้ตายก่อนที่พวกมันจะลงมือ"
"ปากคอเราะร้ายเช่นนี้ สมกับเป็นศิษย์เอกสำนักเมฆาพิสุทธิ์จริงๆ..." หลี่เฟยเทียนหัวเราะหึๆ ในลำคอ ทว่าในวินาทีต่อมา ประกายตาสีชาดของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก
ตูม!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม พลังปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆทมิฬจนเกิดช่องว่าง เคล็ดวิชา 'สุราไร้สติ ดรรชนีสะท้านภพ' ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา ร่างของหลี่เฟยเทียนหายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภูตผีที่ไร้ร่องรอย
"ระวัง! มันพุ่งมาทางนี้!" หนึ่งในยอดฝีมือพรรคมารแผดเสียงร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก
ชั่วพริบตานั้น แสงดรรชนีสายหนึ่งพาดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาด ดรรชนีที่ดูคล้ายเรียบง่าย ไร้ซึ่งกระบวนท่าซับซ้อน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่บีบคั้นจนผู้อื่นแทบสำลัก ปลายดรรชนีพุ่งทะลวงทะลุกลางหน้าอกของยอดฝีมือพรรคมารผู้นั้นอย่างแม่นยำ ร่างของมันแข็งค้าง ดวงเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นละอองฝุ่นสีดำท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน
การต่อสู้ตะลุมบอนอันดุเดือดเลือดพล่านได้ปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว!
กองทัพมารนับพันกรูกันเข้ามาดั่งคลื่นมหาสมุทร เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟจากการปะทะของพลังปราณสว่างวาบทั่วหุบเหวอเวจี มู่หรงเสวี่ยเคลื่อนไหวราวกับเทพธิดาน้ำแข็ง ร่างบางร่ายรำท่ามกลางวงล้อม กระบี่เยือกแข็งวาดลวดลายส่ายสะบัด ไอความเย็นยะเยือกแช่แข็งร่างของศัตรูจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งสีเลือด ก่อนจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ด้วยคลื่นพลังกระบี่อันคมกริบ
ทว่า ฝ่ายพรรคมารหาได้อ่อนด้อย พวกมันมีจำนวนมหาศาลและใช้ค่ายกลโลหิตดูดกลืนพลังชีวิตของศัตรู ยิ่งสู้พลังของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยก็ยิ่งถูกบั่นทอนลง
"ฮ่าๆๆ พวกเจ้าดิ้นรนไปก็เท่านั้น!" ประหมุขมารโลหิตคำรามลั่น มันพุ่งเข้าหาหลี่เฟยเทียนด้วยความเร็วปานสายฟ้า หมัดมหึมาที่ห่อหุ้มด้วยโลหิตนับพันดวงวิญญาณซัดเข้าใส่แผ่นอกของชายหนุ่มอย่างจัง
เปรี้ยง!
หลี่เฟยเทียนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบวา เท้าไถไปกับพื้นศิลาจนเกิดประกายไฟแลบแปลบ เขากระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ปราณในร่างปั่นป่วนจนเกือบหลุดจากการควบคุม
"เฟยเทียน!" มู่หรงเสวี่ยใจหายวาบ นางสะบัดกระบี่สังหารศัตรูเบื้องหน้าแล้วพุ่งทะยานเข้าไปรับร่างของเขาไว้ อ้อมแขนที่เยือกเย็นโอบประคองร่างที่ร้อนรุ่มด้วยพิษโลหิตของชายหนุ่มไว้แน่น
"ข้า... ยังไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า..." หลี่เฟยเทียนฝืนยิ้ม มุมปากเปื้อนเลือด ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังประมุขมารที่กำลังเดินเข้ามาหาช้าๆ พร้อมรอยยิ้มกระหายเลือด "แค่... เสียดายที่ยังไม่ได้ดื่มสุราดีๆ อีกสักจอกก่อนตาย"
"ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านยังจะห่วงสุราอีกหรือ?" มู่หรงเสวี่ยดุเสียงสั่น น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตากลมโตกระทบลงบนแก้มของเขา ความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ความห่วงใย และความรักที่เก็บซ่อนไว้ตลอดกาลหลั่งไหลออกมาในวินาทีเป็นตายนี้
"เพราะมีเจ้าอยู่... ข้าจึงอยากมีชีวิตอยู่ดื่มสุรากับเจ้าไปชั่วชีวิตต่างหาก" หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าอันงดงามของนางอย่างชัดเจน
ประมุขมารโลหิตหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ "ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าสมเพชเสียจริง! เอาล่ะ ส่งชีวิตและพลังของพวกเจ้ามาให้ข้าเสียดีๆ!" มันเงื้อมือขึ้นเตรียมซัดพลังเฮือกสุดท้ายปลิดชีพทั้งสอง
ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง หลี่เฟยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ทั่วร่างพลันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าทะลวงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับมังกรที่ตื่นจากการจำศีล ดรรชนีในมือขวาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งกลิ่นอายความตาย ทว่าเปี่ยมด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์และทำลายล้างในเวลาเดียวกัน
วิชาลับขั้นสูงสุดของสำนักเซียนสุรา... 'ดรรชนีเดียวพลิกฟ้าดิน' กำลังจะถูกปลดปล่อย!
ทว่า... ก่อนที่ดรรชนีนั้นจะพุ่งออกไป ท้องนเหนือหุบเหวอเวจีกลับคำรามกึกก้องด้วยเสียงสายฟ้าฟาดสีม่วงเข้ม สายตาของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยพลันเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าเงาร่างปริศนาผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินลงมาจากรอยแยกของมิติ พร้อมกับกระบี่โบราณที่แผ่ไอสังหารเหนือล้ำกว่าผู้ใดในใต้หล้า และเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมด...
"หลี่เฟยเทียน... หนี้แค้นเมื่อร้อยปีก่อน ถึงเวลาต้องชำระแล้ว!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซัดพลังปราณสนับสนุน "เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี" มาด้วยกันจนถึงตอนนี้ และเตรียมพบกับความเดือดระอุในตอนถัดไปได้เลยครับ
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 27
บุกทะลวงฐานทัพมาร
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!