"หากเจ้ายังก้าวเท้าด้วยจังหวะที่เชื่องช้าเช่นนี้ ข้าเกรงว่าน้ำแข็งหมื่นปีบนยอดเขานั่นคงละลายกลายเป็นแม่น้ำไปเสียก่อนที่เจ้าจะไปถึง"
เสียงเย็นเยียบดุจกระบี่น้ำแข็งที่กรีดผ่านอากาศดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในชุดขาวบริสุทธิ์ที่ยืนตระหง่านอยู่บนโขดหินเบื้องหน้า มู่หรงเสวี่ยปรายตามองบุรุษขี้เมาที่กำลังยันกายขึ้นจากพื้นดินด้วยอาการโซเซ ปลายนิ้วเรียวงามของนางจับกระชับด้ามกระบี่ที่ฝังอักขระเวทสีครามไว้แน่น
หลี่เฟยเทียนหัวเราะร่วน ก่อนจะยกไหสุราขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นสุราหมักจากดอกท้อกระจายฟุ้งกลบไอเย็นยะเยือกของหุบเขา "แม่นางมู่หรง ความรีบร้อนคือศัตรูของวิถีเซียน เจ้าก็รู้ดีว่าเส้นทางสู่ยอดเขาหิมะมิได้มีเพียงความหนาวเหน็บ แต่มันยังมี 'กับดัก' ที่ซ่อนเร้นอยู่ในอากาศธาตุ ยิ่งเจ้าเร่งเร้าจิตใจให้ร้อนรุ่ม ปราณของเจ้าจะยิ่งแปรปรวน และนั่นจะเป็นช่องโหว่ให้มารร้ายในใจเจ้าเข้าครอบงำ"
"เพ้อเจ้อ!" นางตวาดสั้นๆ แต่แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจน้ำแข็งกลับวูบไหวเพียงชั่วครู่ "ข้าไม่ได้เดินทางเพื่อมาฟังเจ้าพล่ามเรื่องสัจธรรม ข้ามาเพื่อแสวงหาเคล็ดวิชาลบล้างคำสาปทมิฬ หากเจ้าไม่พร้อมก็จงถอยกลับไปเสีย ตั้งแต่เราก้าวเท้าออกจากประตูสำนัก เจ้าเอาแต่ดื่มสุราและทำตัวไร้สาระ เช่นนี้หรือคือผู้ที่เรียกตนเองว่ายอดฝีมือ?"
หลี่เฟยเทียนหยัดกายขึ้นเต็มความสูง แววตาที่ดูพร่ามัวจากการเมามายกลับกลายเป็นคมกริบดุจดวงตาพยัคฆ์ในชั่วพริบตา เขากวาดสายตามองขึ้นไปยังยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ปกคลุมด้วยพายุหิมะโหมกระหน่ำตลอดปี ที่นั่นคือสถานที่บำเพ็ญเพียรขั้นสูงที่น้อยคนนักจะเข้าถึง
"เจ้าคิดว่าข้าเมามายไร้สติงั้นหรือ?" เขาเปรยพลางดีดหยดสุราออกจากปลายนิ้ว หยดสุรานั้นกลายเป็นประกายแสงสีทองพุ่งผ่านม่านหมอกหิมะไปกระทบกับก้อนหินเบื้องหน้า เสียง 'ตึง!' ดังสะท้อนก้อง ก้อนหินยักษ์ที่ขวางทางอยู่แตกกระจายออกเป็นผุยผงด้วยพลังดรรชนีที่แฝงมากับหยดสุรานั้น
มู่หรงเสวี่ยนิ่งอึ้ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางรับรู้ได้ถึงพลังกดดันที่มหาศาลซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเสเพลของเขา
"ข้าเพียงแต่ต้องดื่มเพื่อย้อมใจ" หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง "เพราะการเผชิญหน้ากับ 'ทัณฑ์หิมะ' เบื้องหน้า มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะกระทำได้ หากปราณในกายข้าไม่หมุนเวียนดั่งกระแสน้ำไหลหลากเช่นนี้ ข้าคงกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปนานแล้ว... ไปเถิดแม่นาง ยิ่งสูงยิ่งหนาว และข้าก็ชอบที่จะเห็นเจ้าข้ามผ่านความเย็นยะเยือกนั้นด้วยตาของข้าเอง"
ทั้งสองออกเดินทางต่อไป บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากทางเดินหินสู่ทุ่งหิมะสีขาวโพลนที่ไร้รอยเท้า อากาศรอบตัวเริ่มหนักอึ้งดั่งถูกกดทับด้วยภูเขาขนาดย่อม มู่หรงเสวี่ยสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แฝงมากับสายลมทุกระลอก นางชักกระบี่ออกจากฝัก แสงสีครามสว่างวาบราวกับดวงดาราที่ร่วงหล่นลงมาสู่โลกมนุษย์
"ระวัง!" หลี่เฟยเทียนร้องเตือนก่อนจะรวบเอวบางของนางเข้ามาในอ้อมแขนแล้วเหวี่ยงร่างหลบไปด้านข้าง เพียงเสี้ยววินาทีที่ตำแหน่งเดิมของนางเคยอยู่ เงาสีดำสนิทพุ่งผ่านไปราวกับวิญญาณร้าย มันคืออสูรหิมะที่มีร่างกายโปร่งแสงจนกลมกลืนไปกับพายุ
มู่หรงเสวี่ยใจเต้นแรง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความใกล้ชิดที่ทำเอาลมหายใจของนางติดขัด นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พุ่งพล่าน "ปล่อยข้า... ข้าจัดการเองได้"
"ข้ามิได้จะโอบกอดเจ้าเพราะเสน่หาหรอกนะแม่นาง" หลี่เฟยเทียนขยิบตาให้กวนๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับร่างอสูรที่ล้อมพวกเขาทั้งสองไว้ "แต่การสู้กับอสูรที่ไร้ตัวตนในสภาพอากาศเช่นนี้ หากเจ้าพลาดแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าจะถูกดึงเข้าสู่มิติว่างเปล่าทันที... ข้าไม่อยากเสียเวลาหาศพเจ้าในนั้นหรอก"
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างดุเดือด หลี่เฟยเทียนใช้วิชาดรรชนีไร้ลักษณ์ ปลายนิ้วของเขาสะบัดผ่านอากาศ เกิดเป็นรอยแยกมิติที่ดูดกลืนไอเย็นเข้าสู่ไส้ใน ส่วนมู่หรงเสวี่ยร่ายกระบี่เมฆาพิสุทธิ์ พลิ้วไหวราวกับเกล็ดหิมะที่ร่ายรำท่ามกลางพายุ เคมีระหว่างทั้งสองประสานกันอย่างน่าประหลาด แม้จะต่างวิถี แต่กลับส่งเสริมกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า ในขณะที่อสูรหิมะตัวสุดท้ายกำลังจะสลายไป เสียงกระดิ่งลึกลับก็ดังก้องมาจากยอดเขา มันเป็นเสียงที่ทำให้วิญญาณของทั้งคู่สั่นสะท้าน
ร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดคลุมสีเทาหม่นปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุหิมะที่หยุดนิ่งสนิทโดยฉับพลัน เขายืนอยู่บนอากาศเหนือพวกเขาขึ้นไปไม่กี่วา ดวงตาสีขุ่นมัวของเขามองลงมายังทั้งสองด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"ผู้มาเยือนจากแดนล่าง..." ชายชราเอ่ยด้วยเสียงที่ดูเหมือนดังมาจากโลกหลังความตาย "เจ้าเป็นผู้ที่นำ 'เปลวไฟแห่งคำสาป' มาด้วยใช่หรือไม่?"
มู่หรงเสวี่ยชะงัก ร่างกายของนางสั่นเทิ้มเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากตัวชายชราคนนี้ กลิ่นอายของคนที่ทำลายสำนักเมฆาพิสุทธิ์ของนางเมื่อสิบปีก่อน
หลี่เฟยเทียนวางไหสุราลงบนพื้นน้ำแข็งอย่างนุ่มนวล มือขวาเลื่อนไปจับด้ามกระบี่ที่พกติดตัวมาแต่มิเคยใช้ มันคือกระบี่ที่ไม่มีแม้แต่คม แต่ไอสังหารที่แผ่ออกมานั้นทำเอาเมฆบนท้องฟ้าแยกออกจากกัน
"เจ้าคือผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งนิกายมารหิมะสินะ" หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา "ข้ากำลังรอให้เจ้าปรากฏตัวอยู่พอดี เตรียมตัวตกนรกได้เลยเพราะข้าไม่อยากดื่มสุราคนเดียวในยามดึก"
ทันใดนั้น ชายชราก็ขยับฝ่ามือ พายุหิมะมหาศาลหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นพุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสอง ทว่าในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังจะก้าวออกไปรับการโจมตี หลี่เฟยเทียนกลับผลักนางไปด้านหลังแล้วกระโดดขึ้นไปเผชิญหน้ากับพายุเพียงลำพัง
"หลี่เฟยเทียน! อย่าทำอะไรบ้าๆ!" มู่หรงเสวี่ยตะโกนลั่น
เขากลับหันมายิ้มให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพุ่งเข้าสู่พายุที่มืดมิดดุจหมึก "จำไว้แม่นาง... หากข้าตาย เจ้าจงจำไว้ว่าสุราขวดสุดท้ายที่ข้าดื่ม ข้าให้เจ้าเก็บเอาไว้!"
สิ้นคำพูด ร่างของเขาก็ถูกพายุกลืนหายไป พร้อมกับเสียงระเบิดกัมปนาทที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขาหิมะ...
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงติดตามการเดินทางอันยาวนานและเปี่ยมไปด้วยสัจธรรมนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ!
เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 13
การเดินทางสู่ยอดเขาหิมะ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้สติกับยอดหญิงน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!