สถาปนิกสาวขีดเส้นตาย หัวใจนายอินทีเรีย•ตอนที่ 2

สงครามบนแปลนกระดาษ

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“เส้นสายบ้าบออะไรของคุณเนี่ย รินรดา!” เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะประชุมกระจกนิรภัยดังสนั่น สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของโครงการคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง พิมพ์มาดายืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาฉาบไว้ด้วยประกายไฟแห่งความโกรธเกรี้ยว ปลายเล็บที่ทาเล็บเจลสีนู้ดเรียบหรูจิกเข้ากับขอบกระดาษแปลนแปลนสถาปัตยกรรมจนยับยู่ยี่ ใครจะไปคิด... ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในฐานะหัวหน้าทีมอินทีเรียดีไซเนอร์คนใหม่ จะเป็น 'ยัยรุ่นพี่ตัวแสบ' สมัยมหาวิทยาลัย ผู้เคยฝากรอยแผลเป็นทางความรู้สึกและสงครามประสาทไว้ให้เธอไม่เว้นแต่ละวัน โลกกลมยิ่งกว่าลูกบอล แต่อีตารินรดาคนนี้กลมเสียจนน่าหงุดหงิด! รินรดาไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เธอยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง มือเรียวเรียวยาวหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นอย่างใจเย็น รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นเป็นเส้นตรงที่ทรงพลังพอกลั่นแกล้งให้คนสติหลุดได้ในสามวินาที ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างสมส่วนของสถาปนิกสาวที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงด้วยความสนุกสนาน เหมือนแมวป่ากำลังตะปบเหยื่อที่ดิ้นรนอยู่ในกำมือ “เรียกซะเต็มยศเชียวนะคะ น้องพิมพ์... อ้อ ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า 'ท่านสถาปนิกผู้เคร่งครัด'สินะคะ” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ กวนประสาท และจงใจลากเสียงยาวอย่างน่าหมั่นไส้ “แต่แปลกจังนะคะ คนที่เก่งกาจเรื่องการคำนวณโครงสร้างอย่างคุณ กลับมองไม่เห็นความสุนทรีย์ของพื้นที่ใช้สอยที่ฉันออกแบบเอาเสียเลย” “สุนทรีย์บ้านคุณสิคะ!” พิมพ์มาดาปรีแตกจนเผลอขึ้นเสียงใส่ “ผนังโค้งที่คุณขีดเส้นตีกรอบเข้ามาเนี่ย มันกินพื้นที่เสาหลักรับน้ำหนักไปถึงสิบเซนติเมตร! ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา หรือมีแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก ตึกทั้งตึกจะพังลงมาเพราะดีไซน์ไร้สาระของคุณรู้ตัวบ้างไหม!” “โอ๊ะ! ตึกจะพังเลยเหรอคะ? น่ากลัวจัง...” รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวภายใต้กางเกงสแลคเข้ารูปก้าวเข้ามาประชิดตัวพิมพ์มาดาทีละน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ เจือกลิ่นมัสก์เย้ายวนลอยเข้าแตะจมูกสถาปนิกสาวจนเธอเผลอกลั้นหายใจ “คุณนี่มันโรคจิตชนิดหนึ่งจริงๆ นะคะพิมพ์ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา คุณยังคงหมกมุ่นอยู่กับการขีดเส้นตรงแข็งทื่อ เพื่อขังตัวเองไว้ในกรอบเดิมๆ และตอนนี้... คุณยังจะเอาความกลัวกะลาหัวของคุณ มาครอบงำงานศิลปะของฉันอีกเหรอ?” “มันไม่ใช่ศิลปะค่ะ! มันคือความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์!” พิมพ์มาดาถอยหลังไปก้าวหนึ่งเมื่อแผ่นหลังเกือบชนเข้ากับผนังกระจก แต่รินรดากลับใช้มือข้างหนึ่งยันกระจกไว้ กักขังร่างของเธอไว้ในวงแขนอย่างจงใจ ความร้อนจากร่างกายของอีกฝ่ายแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าจนพิมพ์มาดารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพล ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายเกินไปต่างหาก “ความปลอดภัยเหรอคะ?” รินรดาก้มหน้าลงกระซิบข้างใบหูของสถาปนิกสาว น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด “หรือว่าคุณแค่กลัว... กลัวว่าเส้นโค้งพริ้วไหวของฉัน จะไปทำลายระเบียบเป๊ะๆ ในชีวิตที่คุณพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดความอ่อนแอข้างในกันแน่ล่ะ, พิมพ์?” ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ข้างแก้มทำให้พิมพ์มาดาสติกระเจิง เธออยากจะผลักอกอีกฝ่ายออกไปให้พ้นทาง อยากจะกรีดร้องใส่หน้าให้สะใจ แต่สายตาคู่คมที่มองตรงมา—ดวงตาคู่ที่เคยทำให้เธอใจสั่นเมื่อหลายปีก่อน และยังคงทำหน้าที่เดิมได้ดีเยี่ยมในตอนนี้—กำลังสะท้อนภาพเงาของเธอที่ไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ “ถอยไปนะคะ รินรดา” พิมพ์มาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามบังคับมือไม่ให้สั่นเทาขณะจ้องหน้าอีกฝ่ายตรงๆ “เรากำลังพูดเรื่องงาน อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปน” “เรื่องงานเหรอคะ?” รินรดายิ้มยั่ว นัยน์ตาสีเข้มพราวระยับด้วยประกายความท้าทาย “ถ้าอยากให้ฉันแก้แบบนัก... ก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิคะ ว่าเหตุผลของคุณมันเหนือกว่าความต้องการของฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่การเอาคู่มือวิศวกรรมเล่มหนาเตอะมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความใจสั่นของคุณเวลานี้” “ฉันไม่ได้ใจสั่น!” “อ๋อเหรอคะ? งั้นทำไมชีพจรตรงซอกคอของคุณถึงเต้นแรงขนาดนั้นล่ะ หืม?” รินรดานิ้วเรียวยาวเลื่อนขึ้นมาแตะเบาๆ ที่บริเวณชีพจรใต้คางของพิมพ์มาดาโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำเอาพิมพ์มาดาสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปทั่วร่าง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและอารมณ์บางอย่างที่พุ่งพล่านจนควบคุมไม่ได้ ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนด้วยความเขินอายปนเคือง เธอยกมือขึ้นเตรียมจะปัดมือนั้นออก แต่รินรดากลับไวwasย็วกว่าคว้าข้อมือของเธอทั้งสองข้างไขว้ไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น บรรยากาศในห้องประชุมที่เคยคุกรุ่นด้วยสงครามทางความคิด กลายสภาพเป็นสนามอารมณ์ที่อบอวลไปด้วยความยั่วยวนและแรงดึงดูดมหาศาล พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอกำลังจะอ้าปากด่ากราดเพื่อกู้ศักดิ์ศรี แต่ทว่า— *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูห้องประชุมจะถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ โดยร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบเฉียบ—บุคคลที่ทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักค้าง “ขอโทษทีครับ พอดีผมเอาเอกสารงบประมาณส่วนสุดท้ายมาให้ตรวจ... เอ๊ะ ผมเข้ามาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?” รินรดาชะงัก เธอยอมปล่อยข้อมือของพิมพ์มาดาช้าๆ แล้วถอยหลังกลับไปยืนตั้งหลักอย่างสง่างาม ในขณะที่พิมพ์มาดารีบจัดเสื้อผ้าและแว่นตาของตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ทว่า... ทันทีที่พิมพ์มาดาหันไปสบตากับชายหนุ่มผู้มาใหม่เต็มๆ ตา เธอก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นเป็นครั้งที่สองของวันด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม— เพราะผู้ชายคนนั้นคือ ‘กรณ์’ อดีตคู่หมั้นหนุ่มเพอร์เฟกต์ที่เพิ่งบอกเลิกเธอไปเมื่อสามเดือนก่อน และตอนนี้เขากลับยืนยิ้มระรื่นอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของพิมพ์มาดาดิ่งพสุธา “สวัสดีครับทุกคน... อ้อ ลืมบอกไปว่า ในฐานะที่ผมเป็น ‘เจ้าของโครงการ’ คนใหม่ ผมขออนุมัติให้ใช้ดีไซน์ผนังโค้งของคุณรินรดา เป็นแบบมาสเตอร์พีซหลักของตึกนี้ก็แล้วกันนะครับ” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและลุ้นไปกับความสัมพันธ์อันร้อนระอุคู่นี้ค่ะ แล้วพบกันตอนหน้ากับความแซ่บทวีคูณนะคะ!
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวขีดเส้นตาย หัวใจนายอินทีเรีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%