กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มผสมกับความตึงเครียดระดับสิบในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท เอสเตท แอนด์ บียอนด์ เดเวลลอปเมนต์ ช่างเป็นส่วนผสมที่ชวนให้อึดอัดเสียจนพิมพ์มาดาอยากจะควักเอาไม้บรรทัดสามเหลี่ยมมาวัดองศาความไร้สาระของคนรอบข้างเสียเดี๋ยวนี้
“โปรเจกต์ ‘The Heritage Artisan’ มูลค่าร่วมพันล้าน สถาปัตยกรรมภายนอกต้องสะท้อนความคลาสสิกเหนือกาลเวลา แต่ภายใน... เราต้องการความสดใหม่ที่ไร้กรอบ”
เสียงทุ้มกังวานของประธานกรรมการบริหารเอ่ยขึ้น พร้อมกับสายตาที่กวาดมองผู้รับเหมาและทีมดีไซน์แถวหน้าของประเทศที่นั่งเรียงรายกันอยู่ ทว่า สำหรับพิมพ์มาดาแล้ว ประโยคเหล่านั้นไม่ได้น่าสนใจเท่ากับร่างโปร่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม—ร่างของสถาปัตยกรรมภายในหรืออินทีเรียดีไซเนอร์ตัวแม่ที่เธียรเกลียดขี้หน้ามาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
รินรดา หรือ ริน กำลังหมุนปากกาในมือเล่นอย่างสบายอารมณ์ มุมปากยกยิ้มขึ้นนิดๆ คล้ายกำลังเยาะเย้ยทุกระเบียบข้อบังคับที่พิมพ์มาดาเพิ่งนำเสนอผ่านจอโปรเจคเตอร์ไปหมาดๆ
“โครงสร้างหลักของตึกนี้ถูกออกแบบให้รับน้ำหนักด้วยระบบคานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบโมเดิร์นคอร์ พื้นที่ใช้สอยจึงต้องเป็นไปตามกรอบเรขาคณิตที่คำนวณมาอย่างแม่นยำถึงมิลลิเมตรค่ะ” พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจในฐานะหัวหน้าทีมสถาปนิก
“แม่นยำ... จนไร้ชีวิตชีวาหรือเปล่าคะ คุณพิมพ์มาดา”
รินรดาแทรกขึ้นทันทีโดยไม่รอให้พิมพ์พูดจบ หล่อนวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘กริ๊ก’ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างวางทศบนโต๊ะประชุม ดวงตากลมโตคมกริบจ้องมองมาที่พิมพ์ด้วยประกายตาท้าทายที่ทำเอาต่อมรับความรู้สึกของพิมพ์กระตุกวูบ
“ถ้ามัวแต่ยึดติดกับมิลลิเมตรบนกระดาษ ตึกนี้ก็คงเป็นได้แค่แท่งคอนกรีตน่าเบื่อแท่งหนึ่ง ไม่ใช่พื้นที่ที่มนุษย์จะเข้าไปหายใจและใช้ชีวิตหรอกนะคะ”
“งานสถาปัตยกรรมไม่ใช่เรื่องของการเพ้อฝันไปวันๆ นะคะคุณรินรดา มันคือความปลอดภัยและฟังก์ชันที่สอดรับกันอย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าโครงสร้างข้างในคุณจะทุบจะแต่งตามใจชอบจนทำลายระบบระบายอากาศที่ฉันวางไว้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?” พิมพ์ตอกกลับทันควัน นัยน์ตาคมกริบหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อปะทะกับสายตาแพรวพราวคู่นั้น
“ก็รับผิดชอบร่วมกันในฐานะ ‘คู่หู’ ทางโปรเจกต์ไงคะ... หรือว่าคุณกลัวว่างานออกแบบภายในที่ ‘จัดจ้าน’ ของฉัน จะไปกลบความเรียบจนน่าเบื่อของคุณซะมิดล่ะ?” รินรดายกยิ้มมุมปาก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายคิ้วกระตุกด้วยความไม่พอใจ รอยยิ้มนั้นก็ยิ่งกว้างขึ้นจนน่าหมั่นไส้
บรรยากาศในห้องประชุมเดือดระอุขึ้นมาทันทีจนกรรมการบริหารต้องกระแอมเบาๆ เพื่อเบรกสงครามประสาทที่กำลังพุ่งพล่าน
“พอๆ ครับ ทั้งสองท่าน... ทางบอร์ดบริหารได้ตัดสินใจแล้ว เราจะให้ ‘พิมพ์มาดาดีไซน์สตูดิโอ’ และ ‘รินรดาอินทีเรียร์’ ทำงานร่วมกันในโปรเจกต์นี้แบบ 50 ต่อ 50 บังคับให้พวกคุณต้องแชร์สตูดิโอเดียวกันตลอดหกเดือนข้างหน้า หวังว่าจะไม่มีใครถอนตัวก่อนนะ”
สิ้นคำประกาศนั้น พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าลงกลางกลางกบาล ชร์แชร์สตูดิโอกับยัยตัวแสบนี่นะ? ฝันร้ายชัดๆ!
หลังการประชุมเลิกรา ผู้คนทยอยเดินออกจากห้องจนหมด เหลือเพียงแค่พิมพ์มาดาที่กำลังเก็บแท็บเล็ตและม้วนแบบแปลนลงกระเป๋าด้วยความหงุดหงิด มือเรียวสั่นเล็กน้อยด้วยความโมโหที่ต้องมาติดกับดักร่วมงานกับคนที่เธอเกลียดขี้หน้าที่สุด
“ดูท่าทางคุณจะเครียดตั้งแต่เส้นแรกเลยนะคะ สถาปนิกมือหนึ่ง”
เสียงหวานทุ้มกระซิบข้างหูอย่างกะทันหัน จนพิมพ์สะดุ้งเฮือก หันขวับไปพบว่ารินรดามายืนอยู่ชิดเสียจนได้กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาเจือกลิ่นกุหลาบจางๆ ลอยเข้าจมูก ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่มีไม่ถึงคืบ
พิมพ์ถอยหลังกรูดจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะประชุม แววตาตื่นตระหนกปนความถือดีฉายชัดบนใบหน้าสวย “ถอยไปห่างๆ เลยนะคุณรินรดา มายืนประชิดตัวแบบนี้เสียมารยาทค่ะ”
“มารยาทน่ะฉันมีค่ะ แต่กับคนบางคน... การรักษาระยะห่างมันน่าเบื่อเกินไป” รินรดาไม่ถอยหนี กลับก้าวเข้ามาประชิดอีกนิด มือเรียวบางเอื้อมไปแตะปึกกระดาษแบบแปลนในมือของพิมพ์ ปลายเลื้อยแตะโดนนิ้วของอีกฝ่ายโดยตั้งใจ พิมพ์สะบัดมือหนีราวกับโดนไฟลวก
“หยุดเล่นลิ้นแล้วก็เลิกกวนประสาทฉันได้แล้วค่ะ เราต้องทำงานร่วมกันก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมให้คุณมาล้ำเส้นส่วนตัว” พิมพ์กัดฟันกรวด พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
รินรดายิ้มรับ คำขู่ของพิมพ์ไม่ได้ทำให้อินทีเรียสาวสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย หล่อนโน้มใบเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดารดรินอยู่บริเวณข้างแก้มเนียนของสถาปนิกสาว
“ล้ำเส้นเหรอคะ? หึ... คุณเตรียมใจไว้เถอะพิมพ์มาดา เพราะหกเดือนต่อจากนี้ ฉันไม่ได้จะแค่ล้ำเส้นแปลนบ้านของคุณหรอกนะ... แต่ฉันจะเข้าไปปั่นหัวคุณจนจำชื่อฉันไม่ได้เลยล่ะ”
คำพูดท้าทายพ่วงด้วยแววตาพราวระยับทำเอาหัวใจของพิมพ์มาเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ความโกรธผสมผสานกับความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอกจนเธอพูดไม่ออก ได้แต่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน
แกร็ก!
เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียด ทั้งสองคนผละออกจากกันแทบจะไม่ทัน พิมพ์รีบจัดเสื้อสูทให้เข้ารูปอย่างลهاลน ขณะที่รินรดายังคงยืนยิ้มระรื่นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ร่างสูงสมส่วนของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ ดวงตาคมกวาดมองทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มสุภาพ ทว่าแววตากลับซ่อนความนัยบางอย่างไว้
“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ... พอดีผมได้รับมอบหมายให้มาเป็นผู้ประสานงานกลางให้กับโปรเจกต์นี้ หวังว่าเราคงจะร่วมงานกันราบรื่นนะครับ คุณพิมพ์ และ... คุณริน”
พิมพ์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าชัดเจนของชายหนุ่มผู้มาใหม่—คนที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เจอในสถานการณ์แบบนี้!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาเดินเล่นในสวนเดซี่ริมทางด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชอบการประเดิมสนามของคู่กัดคู่นี้ แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวขีดเส้นตาย หัวใจนายอินทีเรีย•ตอนที่ 1
เส้นขีดแรกที่เริ่มร้าว
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวขีดเส้นตาย หัวใจนายอินทีเรีย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!