กลิ่นอายของกาแฟอาราบิก้าชั้นดีราคาแพงระยับลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกระดาษเอกสารเก่าคร่ำคร่าในห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า ทว่ามันกลับไม่สามารถกลบความอึดอัดที่กดทับบรรยากาศภายในห้องให้เบาบางลงได้เลยแม้แต่น้อย
"ธรรศ... คนที่ถือรูปนั้น... เขาคือใคร?"
คำถามที่ถูกทิ้งค้างไว้จากค่ำคืนก่อนยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ดุจคมมีดที่กรีดเฉือนความเงียบงันให้ปริแยก รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เธอไม่ได้หลบสายตาคมกริบของชายหนุ่มที่เป็นทั้งคนรักและคู่คิด ผู้ชายที่ซ่อนบาดแผลลึก
บนโต๊ะทำงานหนังแท้สีดำสนิท มีกรอบรูปเงินแท้คว่ำหน้าอยู่หนึ่งกรอบ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามประสาทในยามวิกาลที่ลากยาวมาจนถึงยามนี้
ธรรศยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังปรับเอน ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่องรอยของความตื่นตระหนก มีเพียงความเยียบเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจนคนมองรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ เขาไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบช้าๆ ราวกับต้องการยืดเวลาเพื่อทรมานจิตใจของคนตรงหน้า
"คุณอยากรู้ไปทำไม ริน..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่น่ากลัว "บางความจริง... รู้ไปก็ไม่ได้ทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นหรอกนะคะ"
"แต่การที่คุณเก็บรูปของคนที่ควรจะตายไปแล้วไว้ในลิ้นชักลับ มันหมายความว่าคุณกำลังใช้ชีวิตอยู่กับภาพหลอนของการแก้แค้น!" รินรดาโพล่งออกมา น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความอัดอั้น เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกก้าว มือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาวซีด "คุณกำลังทำตัวไม่ต่างจากอัครพล... คนที่คุณเกลียดชังนักหนา"
*เพล้ง!*
แม้จะไม่มีเสียงแก้วแตก แต่เสียงของคำพูดที่เปรียบเทียบเขากับศัตรูตัวฉกาจนั้น หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น
ธรรศวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระแทกเบาๆ แต่มันดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบงัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้เสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนก้าวเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับความดุดันพุ่งเข้าโอบล้อมรินรดาจนเธอนิ่งอึ้ง
เขายื่นมือไปสัมผัสกรอบรูปที่คว่ำอยู่ พลิกมันขึ้นมาเผยให้เห็นภาพชายสูงวัยใบหน้ายิ้มแย้มที่กอดเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งเอาไว้ รอยยิ้มในภาพช่างอบอุ่นและบริสุทธิ์... ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้อีกแล้วในแววตาของธรรศ ณ ปัจจุบัน
"คุณคิดว่าฉันทำเพื่อความสะใจงั้นเหรอ?" ธรรศโน้มใบหน้าลงกระซิบข้างใบหูของเธอ น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งสลัก "คุณเป็นจิตแพทย์ ริน... คุณรักษาอาการบาดเจ็บทางกายและใจให้คนอื่นได้ แต่คุณไม่เคยเข้าใจหรอกว่า... คนที่ถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปในคืนเดียว รสชาติของความสิ้นหวังมันเป็นอย่างไร"
"ฉันเข้าใจค่ะ!" รินรดาหันมาสบตาเขาอย่างไร้ความกลัว หยดน้ำใสๆคลอหน่วยที่หน่วยตาคู่สวย "เพราะฉันเป็นห่วงคุณต่างหาก ฉันถึงต้องพูด! คุณรMษากลเกมอำนาจพวกนี้ด้วยเงินนับหมื่นล้าน เพื่อทำลายล้างตระกูลอัครพลให้ย่อยยับ ฉันไม่เคยห้ามที่คุณจะเอาคืน แต่ฉันกำลังห้ามไม่ให้คุณสูญเสียวิญญาณความเป็นมนุษย์ไปต่างหากธรรศ!"
ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดของคนทั้งคู่
ธรรศมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เขารักสุดหัวใจ ความเปราะบางและความเด็ดเดี่ยวที่ผสมผสานกันอยู่ในตัวรินรดา คือสิ่งเดียวที่คอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้ปีศาจข้างในตัวเขาหลุดออกมาอาละวาดอย่างไร้การควบคุม แต่ในขณะเดียวกัน ความห่วงใยของเธอก็เปรียบเสมือนกระจกเงาที่คอยย้ำเตือนว่า เขากำลังเดินเลยเส้นแบ่งระหว่างความยุติธรรมและความเคียดแค้นไปไกลแค่ไหนแล้ว
มุมปากของชายหนุ่มกระตุกยิ้มเยาะเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง
"วิญญาณความเป็นมนุษย์เหรอ..." ธรรศหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บมานานปี "วันที่พ่อกับแม่ฉันต้องตายอย่างอนาถในกองเพลิง เพราะความโลภของไอ้อัครพล... ตอนนั้น วิญญาณความเป็นมนุษย์ของพวกมันเคยถามหาความเมตตาจากฉันบ้างไหม?"
รินรดาชะงักงัน คำพูดเหล่านั้นจุกอยู่ที่ลำคอ เธอรู้ดีว่าบาดแผลของธรรศลึกเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ มือเรียวเอื้อมออกไปแตะแขนแกร่งของเขาเบาๆ สัมผัสที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนพยายามจะส่งผ่านความอบอุ่นไปให้
"ธรรศคะ... หยุดเถอะนะคะ" เสียงของเธออ่อนลง วอนขอจากใจจริง "ถ้าคุณทำลายพวกมันจนหมดสิ้นด้วยวิธีนี้ แล้วตัวคุณเองจะเหลืออะไรล่ะคะ? เหลือแค่ความว่างเปล่ากับความโดดเดี่ยว... คุณอยากให้บั้นปลายชีวิตของคุณเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหรอ"
ธรรศนิ่งไป นัยน์ตาสีเข้มไหววับชั่วขณะ กำแพงความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นมาราวกับถูกแรงกระแทกจากปลายนิ้วที่สั่นเทาของหญิงสาวทำให้สั่นคลอน ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ร่างบางอีกนิด จนหน้าผากของเขาสัมผัสกับหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดรดกันและกัน ความเงียบงันระหว่างเขาทั้งสองเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโหยหาและความเจ็บปวดที่ร่วมแบกรับ
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะอ่อนละมุนลงสู่ห้วงเวลาแห่งความเข้าใจ...
*กริ๊งงงงงงง!*
เสียงโทรศัพท์พื้นฐานบนโต๊ะทำงานแผดเสียงดังลั่นลายความเงียบงัน ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตา ธรรศขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เขาผละตัวออกจากรินรดาอย่างช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองเครื่องโทรศัพท์เครื่องนั้นด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง
ไม่มีใครล่วงรู้เบอร์ภายในห้องนี้ ยกเว้นคนสนิท... หรือไม่ก็... คนที่ไม่อยากให้ติดต่อ
ธรรศเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูด้วยท่าทีสุขุม นิ่งฟังเสียงปลายสายอยู่เพียงอึดใจเดียว ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยมาตลอด กลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนดั่งพายุที่กำลังก่อตัวขึ้น นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยประกายเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
รินรดามองปฏิกิริยานั้นด้วยใจที่หล่นวูบ เธอรู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้น
"ว่าไงนะ..." เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาทีละคำอย่างเยือกเย็น ชวนให้ขนลุกซู่ "แกกล้าดียังไง..."
ปลายสายส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยกลับมา ก่อนที่ประโยคถัดมาจะทำให้ธรรศถึงกับกำหูโทรศัพท์ในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน และทำให้รินรดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
*"คุณธรรศครับ... ของขวัญต้อนรับการกลับมาที่ผมส่งไปให้ที่คฤหาสน์... หวังว่าคุณจะชอบมันนะ พอดีว่า... แม่ของคุณ ฝากความคิดถึงมาหา... จากนรกน่ะครับ"*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"ต้นไม้ริมระเบียง"
ทายาทสายเลือดสีเทากับเกมกระดานอำนาจ•ตอนที่ 12
ในห้องทำงานที่เงียบงัน
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทสายเลือดสีเทากับเกมกระดานอำนาจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!