“ถ้าคุณยังเอาไม้บรรทัดทีมาเคาะโต๊ะขู่ฉันอีกทีเดียว ฉันจะถือว่าคุณอยากลองวิชาบู๊ระห่ำของกองถ่ายฉันจริงๆ แล้วนะ คุณสถาปนิก”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือรอยยิ้มกวนประสาทดังขึ้น ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าผ่าและสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาใส่หลังคาเหล็กชั่วคราวของออฟฟิศไซต์งานอย่างบ้าคลั่ง
พิมพ์รตาชะงักมือที่กำลังจะเหวี่ยงไม้บรรทัดพลาสติกใสลงบนโต๊ะทำงาน เธอกลืนก้อนความหงุดหงิดลงคออย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อช็อปช่างสีเข้มที่เปียกชุ่มจนแนบไปกับแผ่นอก ธนัชชายืนกอดอกพิงวงกบประตู รอยยิ้มมุมปากของเขามันชวนให้รู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะหยิบกรรไกรมาตัดปากให้รู้แล้วรู้รอด
“ถ้าสมองของคุณยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการคำนวณโครงสร้าง ไม่ใช่เอาแต่คิดท่ากระโดดถีบจักรยานอากาศใส่สตั๊นต์แมน คุณคงจำได้นะคะว่าฉันเตือนเรื่องรอยต่อหลังคารั่วนี้ตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว!” พิมพ์รตาตอกกลับเสียงเฉียบคม น้ำเสียงของเธอไม่ยอมลดราวาศอกแม้แต่น้อย แม้ว่าสภาพบรรยากาศรอบตัวจะบีบให้ทั้งคู่ต้องติดแหง็กอยู่กันตามลำพังในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ท่ามกลางความมืดมลของพายุฝน
“โอ๊ะ! โทษที พอดีสมองส่วนนั้นของฉันถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยสถาปนิกหน้าดุแถวนี้ไปหมดแล้วน่ะสิ” ธนัชชาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องแคบๆ กลิ่นอายความชื้นผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกพิมพ์รตาจนเธอต้องเผลอกลั้นหายใจ
นี่คือสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด... อันตรายยิ่งกว่าคานเหล็กรับน้ำหนักไม่ได้มาตรฐานในหน้างานเสียอีก
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนที่พายุฤดูร้อนโหมกระหน่ำจนเครนหน้างานต้องหยุดทำงาน เกวลินโปรดิวเซอร์สาวตัวแสบดันติดประชุมด่วนที่สำนักงานใหญ่ ทิ้งให้พิมพ์รตาต้องอยู่เคลียร์แบบแปลนขั้นสุดท้ายกับผู้กำกับคิวบู๊ปากกล้าตามลำพัง และเมื่อฝนเทลงมาอย่างกับฟ้าถั่ว ท่อระบายน้ำชั่วคราวก็ดันอุดตันจนน้ำทะลักเข้าออฟฟิศ ทั้งคู่จึงต้องลุยน้ำขลุกขลักย้ายข้าวของเข้ามาอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์สำนักงานชั่วคราวที่มีพื้นที่ไม่ถึงสตรอว์เบอร์รีสามกล่องวางเรียงกัน
พื้นที่จำกัด บรรยากาศเงียบงันที่มีเพียงเสียงฝนสาด และความใกล้ชิดที่ระ A ระยะห่างลดลงจนน่าใจหาย
“ถอยไปหน่อยค่ะธันย์ คุณกำลังทำให้พื้นที่ทำงานของฉันปนเปื้อนความไร้สาระ” พิมพ์รตาเอ่ยเสียงแข็ง พยายามเบี่ยงตัวหนีเมื่อร่างสูงเดินเข้ามาประชิดโต๊ะเขียนแบบมากขึ้นเรื่อยๆ จนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับชั้นวางเอกสารด้านหลัง
“ไร้สาระเหรอ?” ธนัชชาหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือแค่คืบเดียว ดวงตาคมกริบภายใต้ขนตางอนยาวคู่นั้นมองสำรวจใบพักตร์ที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อของสถาปนิกสาว “แต่ฉันว่าเรื่องที่เรากำลังเถียงกันอยู่ มันมีสาระกว่าแบบแปลนบ้านเศรษฐีงี่เง่าหลังนั้นตั้งเยอะนะ พิมพ์”
“คุณหมายถึงแบบแปลนที่ฉันอดหลับอดนอนออกแบบมาสามเดือนเนี่ยนะ?” พิมพ์รตาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างเอาเรื่อง ความโกรธผสมผสานกับความประหม่าตีรวนกันจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ “ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องสถาปัตยกรรม กรุณาหุบปากแล้วไปนั่งเงียบๆ ที่มุมห้องเถอะค่ะ!”
“ปากบอกให้ฉันเงียบ แต่หน้าแดงขนาดนี้... กลัวฉัน หรือกลัวใจตัวเองกันแน่ล่ะครับ สถาปนิกคนสวย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยกระซิบชิดริมหูทำเอาพิมพ์รตารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง มือบางที่ถือปากกาอยู่สั่นระริก เธอนิ่วหน้าพยายามผลักอกแกร่งออกไป แต่ทว่า... ร่างของธนัชชากลับมั่นคงราวกับเสาเข็มเจาะลึกสิบเมตร ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“ธันย์! อย่ามาเล่นไม่รู้เรื่องนะ ฉันไม่ใช่สตั๊นต์แมนในกองถ่ายของคุณที่จะมาล้อเล่นด้วยได้” พิมพ์รตาเสียงสั่นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเงาของเขาโน้มลงมาบังแสงไฟนีออนดวงเดียวในห้อง จนเงาทับร่างเธอไว้มิดชิด
“ใครว่าฉันเล่น?” ธนัชชาเปลี่ยนน้ำเสียงจากทีเล่นทีจริงเป็นจริงจังขึ้นมาทันที ดวงตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของเธออย่างลึกซึ้ง ไร้ซึ่งรอยยิ้มกวนประสาท มีเพียงความจริงจังที่ระคนความอ่อนโยนจนน่ากลัว “ฉันไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องของเธอเลย พิมพ์... รู้ไหม ว่าตอนที่ฉันเห็นเธอนั่งเครียดกับกองกระดาษพวกนี้จนไม่ยอมกินข้าวมาสองวัน ฉันอยากจะลากเธอออกจากตึกนี้แล้วพาไปกินชาบูล้านหม้อให้รู้แล้วรู้รอด”
พิมพ์รตาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก คำพูดที่เตรียมจะพ่นใส่หน้าเขาเมื่อครู่มลายหายไปในอากาศ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมคายนั้น และพบความห่วงใยที่จริงใจซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายของเขาเสมอมา
“คุณ... บ้าหรือเปล่า” เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสั่นไหวที่เจ้าตัวก็ไม่อาจควบคุม
“อือ บ้า... บ้าเพราะเธอนั่นแหละ” ธนัชชายื่นมือออกไป ปลายนิ้วอุ่นจัดเกลี่ยปอยผมที่ชื้นเหงื่อและละอองฝนออกจากแก้มเนียนของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนผิดวิสัยผู้กำกับคิวบู๊ทำให้หัวใจของพิมพ์รตากระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าด้านนอก “ทีนี้... เลิกทำหน้าเหมือนจะกินหัวฉันได้หรือยัง คนเก่ง”
พิมพ์รตาเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังจะเปิดปากพูดบางอย่างเพื่อกลบเกลื่อนความวุ่นวายในอก ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
*แอ๊ด...*
เสียงประตูออฟฟิศชั่วคราวถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท พร้อมกับร่างเปียกปอนของเกวลินที่ถือร่มคันใหญ่พุ่งเข้ามาด้วยความตกใจ
“ยัยพิมพ์! ธันย์! พวกแกยังอยู่กันใช่ไหมวะเนี่ย ฉันนึกว่าน้ำจะพัดพวกแกไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว— อ้าวเฮ้ย!” เกวลินเบรกเอี๊ยด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นเจ้านายสาวคนเก่งถูกผู้กำกับหนุ่มต้อนจนมุม ชิดติดชั้นวางเอกสารด้วยท่าทางที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมอันดีงามในเวลางาน
พิมพ์รตาสดุ้งสุดตัว รีบผลักธนัชชาออกห่างทันที ใบหน้าขาวเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยอย่างลนลาน ส่วนธนัชชาเพียงแต่ถอนหายใจยาวอย่างเสียดายพลางส่งสายตาคมกริบไปดุเพื่อนสนิทตัวดีที่เข้ามาขัดจังหวะชีวิตรักได้อย่างพอดิบพอดี
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงตรงนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 9
คืนวันฝนตกในไซต์งาน
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!