สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 10

คำสารภาพผ่านรอยช้ำ

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
“ถ้าเกวเข้ามาขัดจังหวะช้ากว่านี้อีกสามวินาที ฉันอาจจะไม่ได้ยืนหายใจอยู่ตรงนี้หรอกนะพิมพ์รตา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเจ้าเล่ห์ดังขึ้นทันทีที่ประตูปิดลง พร้อมกับร่างสูงโปร่งของธนัชชาที่ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีชาโคลในห้องพักกองถ่ายอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบขนตางอนหนายังคงพราวระยับด้วยประกายความขบขัน ระคนเสียดายอย่างไม่คิดจะปิดบัง พิมพ์รตาที่กำลังยืนหน้าแดงก่ำอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่สะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับกลับมาพร้อมกับสายตาดุๆ ที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ แม้พยายามจะจัดระเบียบเสื้อเชิ้ตสีขาวของตัวเองให้กลับมาเรียบร้อยไร้ที่ติ แต่รอยยับย่นเล็กๆ ตรงปกเสื้อ และพวงแก้มที่ยังคงขึ้นสีแดงเรื่อราวกับผลเชอร์รี่สุกงอม ก็ฟ้องชัดเจนว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เกือบจะเลยเถิดไปไกลขนาดไหน “ถ้าคุณยังไม่หุบปากแล้วเลิกพูดเรื่องบ้าๆ 18+ นั่น ฉันจะเอาแฟ้มแปลนแบบก่อสร้างฟาดหน้าคุณจริงๆ ด้วยนะคะธนัชชา” สถาปัตยกรรมสาวคาดโทษด้วยน้ำเสียงเขosอ ขยับแว่นสายตาบนสันจมูกแก้เก้อ พลางกวาดสายตามองสำรวจรอยฟกช้ำสีม่วงอมเขียวที่โหนกแก้มด้านขวาของคนตัวสูงกว่า ซึ่งเพิ่งผ่านการปะทะเดือดจากฉากบู๊ลองเทคเมื่อชั่วโมงก่อน ธนัชชายอมเงียบเสียงลง แต่รอยยิ้มมุมปากกลับยิ่งกว้างขึ้น หล่อนยกมือขึ้นแตะรอยแผลที่โหนกแก้มเบาๆ นิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจับทั้งมีดดาบและอาวุธประกอบฉากมาโชกโชน สะดุ้งเล็กน้อยด้วยความเจ็บเมื่อปลายนิ้วไปโดนจุดที่บวมเป่ง พิมพ์รตาถอนหายใจยาวเหยียด ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงสัญชาตญาณความละเอียดรอบคอบที่ติดตัวมาจากการทำงาน เธอย่างสามขุมเข้าไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลสีขาวสะอาดตาจากชั้นวางของ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาวฝั่งตรงข้าม “นั่งนิ่งๆ ค่ะ อย่าขยับ” น้ำเสียงออกคำสั่งเชิงบังคับดังขึ้น ธนัชชาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหายจากใบหน้า เหลือเพียงความนิ่งงันที่ฉายแววซับซ้อนในดวงตาคู่สวย เมื่อสถาปัตยกรรมสาวขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ จากตัวเธอ ลอยละลิ่วเข้ามาปะปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ พิมพ์รตาเปิดฝากล่อง คีบสำลีชุบแอลกอฮอล์ด้วยมือเรียวที่สั่นเทานิดๆ อย่างไม่มีใครทันสังเกต เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เพื่อให้มีระยะโฟกัสที่แม่นยำที่สุด ลมหายใจอุ่นๆ ของคนทั้งคู่แทบจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกันในระยะประชิดนี้ “เจ็บไหมคะ” พิมพ์รตาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ปลายสำลีเย็นเฉียบแตะลงเบาๆ ที่มุมแผลแตกบนโหนกแก้มของธนัชชา ธนัชชาหลับตาลงรับสัมผัสแผ่วเบานั้น ริมฝีปากหยักสวยคลี่ยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความกวนประสาทอย่างทุกที “สำหรับคนอื่นอาจจะเจ็บเจียนตายค่ะ... แต่ถ้าเป็นคุณมาทำแผลให้แบบนี้ ต่อให้เจ็บกว่านี้อีกสิบเท่า ฉันก็ยอมทน” “ยังจะเล่นลิ้นอีกนะคะ” พิมพ์รตาเอ็ดเบาๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปประคองคางมนของอีกฝ่ายไว้เบื้องนับ เพื่อไม่ให้ใบหน้าคมคายนั้นหันหนี นิ้วหัวแม่มือเผลอไล้ผ่านผิวแก้มเนียนที่กร้านแดดเล็กน้อยตามประสาคนทำงานกลางแจ้งอย่างลืมตัว ผิวสัมผัสที่อุ่นจัดทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ธนัชชาลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสถาปัตยกรรมสาวราวกับต้องการค้นหาความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นตาเลนส์ใส บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงจนเงียบสงัด เสียงเอะอะโهاโลงจากกองถ่ายด้านนอกราวกับถูกตัดขาดออกไปจากโลกใบนี้ “พิมพ์คะ...” ธนัชชาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่มักจะแข็งกร้าวและดุดันยามอยู่ในโหมดผู้กำกับคิวบู๊ บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนและเปราะบางอย่างประหลาด “คุณรู้ไหม... ทำไมฉันถึงเลือกเดินเส้นทางผู้กำกับคิวบู๊ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในวงการนี้เขาเลือกงานเบาสบายในสตูดิโอแอร์เย็นๆ กัน” พิมพ์รตาชะงักมือที่กำลังปิดพลาสเตอร์ยาลงบนแผล ดวงตากลมโตมองสบตาอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ เธอไม่เคยเอ่ยถามเรื่องนี้เลยสักครั้ง แม้จะสงสัยมาตลอดว่าผู้หญิงเท่ๆ คนนี้มีเบื้องหลังชีวิตอย่างไร ถึงได้มีความดุดันและเด็ดเดี่ยวในสายตาคู่นั้น ธนัชชาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เจือด้วยความขมขื่นจางๆ หล่อนเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่สะท้อนภาพท้องฟ้ายามเย็น “ครอบครัวฉันคาดหวังให้ฉันเป็นกุลสตรี... เป็นผู้หญิงเรียบร้อยที่ต้องนั่งจิบชาในห้องรับแขก แต่งงานกับนักธุรกิจที่ทางบ้านจัดหาให้ และใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางที่ถูกขีดเส้นไว้อย่างสมบูรณ์แบบ” พิมพ์รตานิ่งงัน หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง ประโยคนี้ช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน... มันคือเสียงเดียวกับที่เธอกำลังเผชิญหน้าอยู่ทุกวี่ทุกวันจากปากของมารดา “ฉันเกลียดการถูกขีดเส้นค่ะ” ธนัชชาหันกลับมาสบตาพิมพ์รตานิ่ง แววตาคู่นั้นลẫกซึ้งและจริงจังจนสถาปนิกสาวไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา “ฉันอยากใช้มือคู่นี้กำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง อยากล้ม อยากเจ็บ อยากมีแผลเป็น เพื่อพิสูจน์ว่าฉันเลือกทางเดินนี้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะใครมาบงการ... และรอยแผลพวกนี้ ก็คือเครื่องเตือนใจว่า ฉันเป็นอิสระแล้ว” คำพูดทุกคำของธนัชชาราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของพิมพ์รตา ภาพความคาดหวังของครอบครัว แรงกดดันมหาศาลจากแปลนอาคารที่ต้องแบกรับ และความอึดอัดที่สะสมมานานนับปี พรั่งพรูเข้ามาในความรู้สึกจนขอบตาร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่ พิมพ์รตาก้มหน้าลงซ่อนหยาดน้ำใสที่เอ่อคลอหน่วย ธนัชชาสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นทันที นิ้วเรียวอุ่นจัดเอื้อมขึ้นเชยคางสถาปนิกสาวให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากันอีกครั้งอย่างทะนุถนอม ผิดวิสัยผู้กำกับสายบู๊คนเถื่อนโดยสิ้นเชิง “เป็นอะไรไปคะ... ฉันเล่าเรื่องน่ากลัวให้ฟังเหรอ หรือว่าฉันทำอะไรให้คุณไม่สบายใจอีกแล้ว” ธนัชชาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างหาได้ยากยิ่ง พิมพ์รตาส่ายหน้าช้าๆ เม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกที่กำลังตีรวนอยู่ในอก “เปล่าค่ะ... แค่รู้สึกว่า... เรื่องราวของคุณกับฉัน มันช่างคล้ายกันเสียจนน่าตกใจ” “ถ้าอย่างนั้น...” ธนัชชาขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน แววตาพราวระยับเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “เรามาแชร์รอยแผลด้วยกันไหมคะพิมพ์... ไม่ว่าจะเป็นแผลทางกาย หรือแผลในใจ ฉันพร้อมจะอยู่ข้างๆ และปกป้องคุณจากทุกแรงกดดันเอง” หัวใจของพิมพ์รตากระหน่ำเต้นรัวราวกองศึก ความรู้สึกที่พยายามปิดกั้นมาตลอดพังทลายลงในพริบตา เธอเผยอริมฝีปากเตรียมจะเอ่ยคำตอบบางอย่างที่ติดอยู่ริมฝีปาก ออกมาเพื่อทำลายกำแพงระหว่างกันให้สิ้นซึ้ง ทว่า— *ปัง!* ประตูกระจกห้องพักถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของเกวลินที่พรวดพราดเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารกองโตในมือ โดยไม่ทันได้สังเกตบรรยากาศชวนใจหายใจคว่ำของคนทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย “พิมพ์! แฟนเพจโครงการติดต่อมาขอแก้แบบด่วนจี๋— อุ๊ย! ฉันเข้ามาขัดจังหวะอะไรอีกแล้วหรือเปล่าเนี่ย ทำไมหน้าแดงกันทั้งคู่แบบนี้ล่ะจ๊ะ” ธนัชชาหลับตาลงพ่นลมหายใจยาวพรืดอย่างหัวเสียเป็นครั้งที่สองของวัน ส่วนพิมพ์รตาสดุ้งสุดตัว รีบผุดลุกขึ้นยืนถอยหลังกรูดจนสะโพกชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงาน ใบหน้าขาวเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ร้อนผ่าวราวกับมีคนเอาไฟมาสุม ดวงตาคมกริบของธนัชชาหันขวับกลับไปจ้องมองเพื่อนสนิทตัวดีของพิมพ์รตาด้วยสายตาดุร้ายระดับสิบ พร้อมกับเอ่ยลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมชนิดที่เกวลินถึงกับเสียวสันหลังวาบ “เกวลิน... ถ้าโปรเจกต์นี้เสร็จเมื่อไหร่ ฉันจะขออนุญาตเอาคุณไปเข้าฉากสตันท์แมนฉากตกหน้าผาโดยไม่ใช้สลิงสักรอบนะคะ!” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้กันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%