เสียงเอกสารในซองสีน้ำตาลที่ถูกวางกระแทกบนโต๊ะทำงานไม้สักทองยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของพิมพ์รตา ราวกับเสียงระฆังเตือนภัยจากอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ก้นบึ้งของหัวใจ ทว่า ความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับตัวตนของธนัชชาและกระดาษแผ่นนั้นต้องถูกพับเก็บลงอย่างฉับพลัน เมื่อแรงสั่นสะเทือนระดับริกเตอร์ย่อมๆ ใต้พื้นเท้าเริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาตามโครงสร้างเหล็กของอาคารเก่าแก่ยุคอาณานิคมที่พวกเขากำลังรีโนเวตเป็นสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์
ครืน... โครม!
เศษปูนและฝุ่นผงละอองสีขาวโพลนร่วงกราวลงมาจากเพดานราวกับหิมะในฤดูร้อน สัญญาณเตือนภัยจากความประมาทพุ่งทะยานสู่ขีดสุด เมื่อเสาปูนรับน้ำหนักหลักบริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้เกิดรอยปริร้าวขนาดใหญ่ ลามเลื้อยยาวดั่งสายอัณธกาลผ่ากลางผนังอิฐมอญโบราณ
"พิมพ์! ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนั้น! หลบ!"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยตวาดลั่นแข่งกับเสียงลั่นของโครงสร้างตึก ร่างสูงใหญ่ในชุดลุยงานของธนัชชาพุ่งเข้ามาคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้เต็มแรง แรงกระชากนั้นทำให้พิมพ์รตาเซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกกว้างโดยสัญชาตญาณ กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝุ่นควันและน้ำหอมผู้ชายจางๆ ปะปนกับลมหายใจหอบกระชั้นของเขา กลิ่นที่เธอมักจะเผลอใจไปสัมผัสอยู่เรื่อยแม้ปากจะบอกว่าเกลียดนักหนาก็ตาม
"ปล่อยนะ! ฉัน... ฉันต้องไปดูแปลนคานรับน้ำหนัก!" พิมพ์รตาดิ้นขลุกขลัก พยายามฝืนตัวออกจากอ้อมกอดที่โอบรัดเธอแน่นราวกับคีมเหล็ก ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนกแต่ก็ยังคงความดื้อรั้นไว้ไม่เสื่อมคลาย
"ดูบ้านเธอสิ! ถ้าเธอยังขืนเดินไปตรงนั้น เธอจะได้กลายเป็นวิญญาณเฝ้าเสาตึกนี้สมใจแน่!" ธนัชชาดุเสียงเข้ม แววตาคมกริบที่มักจะใช้มองคู่ต่อสู้ในกองถ่ายบู้ ตอนนี้กลับฉายชัดถึงความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง "เสานั่นกำลังจะรับน้ำหนักไม่ไหวแล้ว โครงสร้างไม้ชั้นบนมันดีดตัวลงมาทับคานเดิม!"
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้น ไม่มีเวลาให้มานั่งเถียงกันเรื่องศักดิ์ศรีหรือทิฐิอันไร้สาระ พิมพ์รตากวาดสายตาปราดเปรียวไปรอบบริเวณด้วยสัญชาตญาณของสถาปัตยกรรมมืออาชีพ แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองเพล เธอกลับสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา
"ธันย์... ฟังฉันนะ" พิมพ์รตาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา น้ำเสียงของเธอจริงจัง เด็ดเดี่ยว และไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์ตรงหน้า "ทางออกหลักโดนซากปรักหักพังขวางไว้หมดแล้ว แต่ถ้าเราใช้แม่แรงไฮดรอลิกค้ำยันคานตัวรองตรงมุมห้องเก็บอุปกรณ์ไว้ตอนนี้ เราจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวให้ทีมงานข้างนอกเข้ามาช่วยได้!"
ธนัชชากวาดตามองตามนิเรียวที่ชี้ไปยังจุดวิกฤต เขาไม่ได้ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที ผู้กำกับคิวบู๊ผู้ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมานับไม่ถ้วนรู้ดีว่าเวลาทุกวินาทีมีค่าแค่ไหน "เอาสิ! ถ้าเธอสั่ง ฉันก็แค่ทำตาม... แต่อย่าลืมนะว่าถ้าเราพลาด รอบนี้ไม่มีเทคสองให้แก้ตัว"
"ใครว่าฉันจะพลาด!" สถาปัตยกรรมสาวสวนกลับทันควัน นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความท้าทายแม้สถานการณ์จะวิกฤตถึงชีวิต "ตามฉันมา!"
ทั้งสองวิ่งฝ่าฝุ่นตลบเข้าไปยังห้องเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ติดกัน ธนัชชาใช้พละกำลังมหาศาลในการยกแม่แรงไฮดรอลิกตัวใหญ่ที่หนักอึ้ง ขณะที่พิมพ์รตากุลีกุจอคำนวณจุดรับน้ำหนักและมุมองศาอย่างแม่นยำด้วยสายตา ความใกล้ชิดและการประสานงานอย่างไร้รอยต่อภายใต้ความกดดัน ทำให้กำแพงความบาดหมางที่พวกเขาสร้างขึ้นพังทลายลงทีละน้อย เหลือเพียงความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างน่าประหลาด
"ยกขึ้นอีกนิด! อีกสามเซนฯ ตรงนั้นแหละ!" พิมพ์รตาร้องสั่งเสียงดังแข่งกับเสียงลั่นของไม้คานด้านบน
ธนัชชาเกร็งแขนจนเส้นเลือดปูดโปน เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย เขากัดฟันออกแรงดันแม่แรงขึ้นไปจนสุดแรงเกิด เสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด ก่อนที่โครงสร้างเหล็กจะเข้าล็อกและค้ำยันน้ำหนักมหาศาลเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว
ครืน... เสียงถล่มหยุดลง เหลือเพียงละอองฝุ่นที่ค่อยๆ ลอยเคว้งคว้างในอากาศ และเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งคู่
พิมพ์รตาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นด้วยความโล่งอก ขาสั่นเทาจนแทบไม่มีแรงพยุงตัวเอง ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวันระเบิดออกมาในรูปแบบของความอ่อนล้า แต่ก่อนที่เธอจะได้ทันตั้งตัว ร่างสูงของธนัชชาก็ก้าวเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ มือหนายื่นเข้ามาแตะที่หัวไหล่บางเบาๆ
"เป็นอะไรหรือเปล่า... ยัยตัวแสบ?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความดุร้ายเมื่อครู่ เป็นความอ่อนโยนเจือความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่ทำให้หัวใจของสถาปัตยกรรมสาวกระตุกวูบ
"ฉัน... ฉันไม่เป็นไร" พิมพ์รตาพยายามดึงเสียงให้ปกติ แต่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นกลับทรยศความรู้สึกทั้งหมด "ขอบคุณ... สำหรับความช่วยเหลือ"
ธนัชชาหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาระยับด้วยประกายความขี้เล่นตามประสาคนปากร้ายใจดี "ทีอย่างนี้ทำมาเป็นพูดจาพาทีมีมารยาท ปกติเห็นลับฝีปากเก่งกว่ากรรไกรตัดผ้าเสียอีก"
"นี่คุณ!" พิมพ์รตาตวัดสายตาค้อนใส่ พร้อมจะอ้าปากสวนกลับตามนิสัยเดิม ทว่าจังหวะที่เงยหน้าขึ้นนั้น ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่กลับลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนผิวแก้ม กลิ่นกายผสมฝุ่นควันและหยาดเหงื่อสร้างบรรยากาศบางอย่างที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างไร้สาเหตุ
ธนัชชาชะงักไป ดวงตาคมกริบคู่นั้นทอดมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเถียงก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับนัยน์ตากลมโตที่ไหวระริก บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนให้เงียบงันลงชั่วขณะ เสียงโครมครามภายนอกหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นรัวราวกำลังประชันกัน
มือหนาของธนัชชายื่นออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยปอยผมที่เปื้อนฝุ่นออกจากแก้มเนียนของพิมพ์รตาอย่างเบามือสัมผัสที่แผ่วเบานั้นทำให้หญิงสาวแข็งค้างราวกับถูกมนต์สะกด เธอลืมหายใจ ลืมแม้กระทั่งคำพูดโต้เถียงที่เตรียมไว้ในหัว
ดวงตาของเขาลึกล้ำเกินกว่าที่เธอจะคาดเดา และก่อนที่สติปัญญาอันฉลาดเฉลียวจะทันสั่งให้ถอยห่าง ธนัชชาก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเขาห่างจากเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร...
"พิมพ์รตา! ธันย์! อยู่ข้างในหรือเปล่าพวกเธอ!"
เสียงตะโกนพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งกรูเข้ามาทางประตูด้านหลังทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ ลงอย่างไม่ไว้หน้า เกวลินในชุดสูทโปรดิวเซอร์สาววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่อาคาร โดยมีชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานในชุดสูทสากลเดินตามหลังมาติดๆ
พิมพ์รตาสดุดตากับใบหน้านั้นทันที หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับกระหน่ำซัดแรงยิ่งกว่าเดิมเมื่อตระหนักว่าชายผู้มาใหม่คือใคร... พ่อของเธอเอง
ธนัชชาถอนตัวออกช้าๆ สายตาคมกริบหันไปสบตากับผู้มาใหม่นิ่งสนิท ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้พิมพ์รตารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดซ้ำสองกลางลำตัว
"ในที่สุด... ความลับที่พ่อเธอพยายามปิดบังมาตลอดสิบปี ก็เดินทางมาถึงบทสรุปเสียทีนะ พิมพ์รตา"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 8
วิกฤตโครงสร้างถล่ม
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!