"ถ้าคุณยังยืนมองคิวบู๊ด้วยสายตาจับผิดแบบนี้ อีกสามวันงานก็ไม่เสร็จค่ะ คุณสถาปนิก"
เสียงทุ้มต่ำของธนัชชาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของกองถ่ายที่เหลือเพียงแสงไฟสลัว พิมพ์รตาวางแท็บเล็ตในมือลงบนโต๊ะพับเสียงดัง *ปึก* ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับคนตัวสูงที่เพิ่งถอดเสื้อแจ็กเก็ตหนังออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีดำแนบเนื้อที่โชว์รอยสักจางๆ ตรงหัวไหล่
"ฉันไม่ได้จับผิด แต่ฉันกำลังดูว่าโครงสร้างที่คุณออกแบบมันจะพังลงมาทับหัวคนในกองหรือเปล่า" พิมพ์รตาสวนกลับทันควัน ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมลดละ "แล้วที่บอกว่าฉันเป็นคนเดียวที่คุณเลือกน่ะ... หมายความว่ายังไงคะ?"
ธนัชชาแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงเดินตรงเข้ามาจนระยะห่างเหลือเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมไม้หอมผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ ของคนทำงานหนักลอยปะทะจมูกพิมพ์รตาจนเธอต้องกลั้นหายใจชั่วขณะ
"หมายความว่าผมต้องการคนที่มีสมองละเอียดอ่อนพอจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม... ไม่ใช่แค่เรื่องคิวบู๊ แต่รวมถึงเรื่องที่ผมไม่อยากให้ใครเข้ามาจุ้นจ้านด้วย" ธนัชชาขยับยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูร้ายกาจแต่กลับแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวเต้นผิดจังหวะ "หิวหรือยัง? ผมจำได้ว่าคุณยังไม่ได้แตะข้าวเย็น"
พิมพ์รตาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งทำเป็นจัดผม "คุณเป็นผู้กำกับหรือคุณแม่คะ ถึงได้จำเรื่องกินได้"
"เป็นมากกว่านั้นเยอะ... ถ้าคุณยอมลงไปหาอะไรกินข้างทางกับผมตอนนี้"
สุดท้าย พิมพ์รตาก็ยอมก้าวขึ้นรถกระบะคันโตของธนัชชา บรรยากาศภายในรถเงียบเชียบจนได้ยินเสียงแอร์ทำงาน พิมพ์รตามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงไฟจากร้านรวงริมทางที่เริ่มวาย กลิ่นไอฝนจางๆ ปะทะกับลมที่ผ่านหน้าต่างเข้ามา
"จอดตรงนี้ค่ะ" พิมพ์รตาชี้ไปที่ร้านรถเข็นขายบะหมี่เกี๊ยวเจ้าดังที่ตั้งอยู่ใต้สะพานลอย
"รสนิยมคุณนี่แหละที่ทำให้ผมประหลาดใจเสมอ" ธนัชชาดับเครื่องยนต์แล้วเดินลงจากรถด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ทั้งคู่จับจองที่นั่งพลาสติกสีน้ำเงินมุมร้าน พิมพ์รตาที่มักจะอยู่ในมาดคุณหนูเนี๊ยบๆ เริ่มคลายความตึงเครียดลงเมื่อเห็นหม้อต้มน้ำซุปเดือดปุดๆ
"ปกติฉันกินแต่ของคลีนค่ะ แต่พอมาเจอคุณทีไร ชีวิตฉันต้องมีเรื่องให้ปวดหัวและของเผ็ดๆ ทุกที" พิมพ์รตาเปรยขณะรอชามบะหมี่
"นั่นเพราะคุณกำลังมีชีวิตจริงๆ ไงล่ะ พิมพ์" ธนัชชาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ สายตาที่มองมาที่เธอนั้นไม่มีความกวนประสาทอย่างที่เคยมี แต่กลับเป็นความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้มิดชิด "โลกของคุณมันเป็นเส้นตรงและเต็มไปด้วยองศาที่เป๊ะเกินไป... บางครั้ง คุณต้องปล่อยให้ตัวเองเบี้ยวบ้าง"
พิมพ์รตาเงยหน้ามองคนตรงข้าม เธอพบว่าภายใต้ใบหน้าดุดันและปากจัดของธนัชชา กลับมีดวงตาที่ดูเหนื่อยล้าจากการแบกรับทุกอย่างไว้เพียงลำพัง เหมือนกับเธอ... ที่ต้องแบกรับความคาดหวังของครอบครัวที่ขีดเส้นทางชีวิตให้เธอเป็นสถาปนิกผู้ประสบความสำเร็จ
"คุณเองก็ดูเหนื่อยนะคะ" พิมพ์รตาเอ่ยขึ้นเบาๆ มือที่หยิบตะเกียบสั่นเล็กน้อย
ธนัชชาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะหึๆ "มีคนบอกว่าผมเป็นผู้กำกับที่ใจร้ายที่สุดในวงการ แต่คืนนี้... ผมแค่รู้สึกว่าการได้นั่งกินบะหมี่ข้างทางกับคุณ มันดีกว่าการนั่งดื่มไวน์ราคาแพงคนเดียวในคอนโดหรูเยอะเลย"
ทั้งคู่เริ่มทานไปคุยไป จากเรื่องงานเริ่มไหลไปสู่เรื่องความฝันในวัยเด็ก เสียงหัวเราะของพิมพ์รตาดังแทรกเสียงรถราที่ผ่านไปมา ธนัชชาที่เคยดูแข็งกร้าวกลับกลายเป็นคนที่เล่าเรื่องตลกได้อย่างเป็นธรรมชาติ พิมพ์รตาสังเกตเห็นไฝเม็ดเล็กใต้ตาของอีกฝ่ายชัดขึ้นในแสงไฟริมทาง เธอพบว่าหัวใจของเธอเริ่มเต้นถี่ขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ใช่เพราะโกรธ... แต่มันคือความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกันนานเกินไป
"ทำไมถึงมองผมแบบนั้น?" ธนัชชาถาม เสียงที่เคยห้าวกลับแผ่วเบาจนใจสั่น
"แค่คิดว่า... ถ้าคุณเลิกกวนประสาทสักวัน คุณก็เป็นคนที่น่าคบหานะคะ"
"ผมจะเลิกกวนคุณ... ถ้าคุณยอมเลิกทำหน้าดุใส่ผมตอนที่ผมแกล้ง" ธนัชชาเอื้อมมือมาปัดเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าสถาปนิกสาว สัมผัสเบาหวิวที่แก้มทำให้พิมพ์รตาแข็งทื่อไปทั้งตัว ลมหายใจของเธอติดขัดในลำคอ
จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของธนัชชาก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ เขาเหลือบมองหน้าจอแล้วขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะหันมามองพิมพ์รตาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"พิมพ์... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ ผมอาจจะต้องขอเลื่อนไปก่อน" ธนัชชาลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าเคร่งเครียด "มีคนจากกองถ่ายแจ้งมาว่าห้องนิรภัยที่เก็บข้อมูลโปรเจกต์งานออกแบบของคุณ... ถูกบุกรุก"
พิมพ์รตาลุกขึ้นพรวด ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความลับเกี่ยวกับแบบแปลนโครงการที่เธอซ่อนไว้ในฐานข้อมูลนั้น... หากรั่วไหลออกไป ชีวิตการทำงานของเธอจบเห่แน่
ทว่าก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวเท้าออกจากร้าน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังพวกเขา พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้น
"แหม... ดูเหมือนคู่กัดจะกลายเป็นคู่รักนอกจอกันแล้วสินะครับ"
พิมพ์รตาหันขวับไปมอง ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบกริบที่เธอจำได้แม่นว่าเป็นศัตรูทางธุรกิจของครอบครัวเธอกำลังยืนยิ้มกริ่มอยู่ที่นั่น พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขไปกับเรื่องราวของพิมพ์และธันย์นะคะ พบกันตอนถัดไปค่ะ ดอกเดซี่ริมทางค่ะ
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 6
เสียงหัวเราะหลังเลิกงาน
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!