เสียงเหล็กข้ออ้อยกระแทกเข้ากับพื้นคอนกรีตดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงอุทานตกใจของทีมงานกองถ่ายที่ดังระงมไปทั่วโกดังเก่ารีโนเวทแห่งนี้ กลิ่นสีทาผนังและฝุ่นปูนคละคลุ้งตลบอบอวลในอากาศ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พิมพ์รตาสนใจในเสี้ยววินาทีนั้น เมื่อเงาสีดำขนาดมหึมาของโครงสร้างเหล็กฉากประกอบฉากความสูงเกือบสามเมตรกำลังพังครืนลงมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่พอดี
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก สมองประมวลผลไม่ทันกับความเร็วของวัตถุที่กำลังร่วงหล่น ขาทั้งสองข้างราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยความตกใจกลัว
*หมับ!*
เอวบางถูกกระชากด้วยแรงมหาศาลจนร่างทั้งร่างปลิวหวือหลุดจากรัศมีอันตราย แรงเหวี่ยงนั้นทำให้แผ่นหลังของเธอปะทะเข้ากับอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอย่างจัง กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ลอยแตะจมูกพร้อมกับเสียงลมหายใจหอบกระชั้นที่รดอยู่ข้างขมับ
*โคร้ม!*
เหล็กฉากและแผ่นไม้อัดกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ถึงคืบ ฝุ่นผงคละคลุ้งจนทุกคนต้องยกมือขึ้นปัดป้อง แต่พิมพ์รตากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ นอกจากแรงกอดรัดที่เอวซึ่งยังคงตรึงเธอไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
"ยืนใจลอยอะไรอยู่ครับคุณสถาปนิก ถ้าสมองคุณยังคิดเรื่องงานจนไม่ระวังตัวแบบนี้... วันหน้าคงไม่ต้องใช้สถาปนิกมาตรวจงานแล้วมั้งครับ ต้องใช้ยมบาลแทน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะกวนประสาทดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอจนสติที่กระเจิดกระเจิงเริ่มกลับเข้าร่าง พิมพ์รตาเงยหน้าขึ้นขวับด้วยความฉุนเฉียว ลืมความกลัวเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้นเมื่อพบว่าเจ้าของอ้อมกอดนี้คือใคร
ธนัชชา... ผู้กำกับคิวบู๊ปากร้ายที่เพิ่งฝากประโยคชวนใจเต้นไว้เมื่อวาน ตอนนี้ใบหน้าคมเข้มของเขายืนห่างจากเธอเพียงคืบ ดวงตาเรียวรีคมกริบมองลงมาด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความโล่งอกและความดุ
"ปล่อยค่ะผู้กำกับ ฉันยืนอยู่ส่วนของฉันดีๆ โครงสร้างนั่นต่างหากที่ติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน!" พิมพ์รตาเสียงสั่นเล็กน้อยด้วยความโมโห ปนกับหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวตาย แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามนี้ต่างหาก
"โครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน หรือสถาปนิกคนสวยมัวแต่เหม่อมองหน้าผู้กำกับคนนี้จนไม่ดูทางกันแน่ หึ..." ธนัชชายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาพราวระยับอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า "เมื่อกี้ใครนะที่บอกว่าไม่อยากติดหนี้ฉัน... หืม? ตอนนี้เท่ากับคุณติดหนี้ชีวิตฉันรอบที่สองแล้วนะพิมพ์รตา"
"ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาช่วยสักหน่อย!" เธอเถียงเสียงแข็ง พยายามดันแผงอกกว้างให้ออกจากตัว แต่มีหรือที่ผู้กำกับคิวบู๊ร่างกำยำจะสะเทือน เขากลับกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีกนิด ราวกับจงใจแกล้งให้เธออึดอัดเล่น
"ปากเก่งจังนะตัวแค่นี้..." ธนัชชาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนวับหนึ่งที่ยากจะคาดเดา "ปากดีแบบนี้ น่าจับมาลงโทษให้เข็ดหลาบเสียจริง"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกดูดกลืนเสียงทั้งหมด ทีมงานคนอื่นๆ ต่างพากันหลบสายตา เดินเลี่ยงไปทางอื่นด้วยความรู้กาลเทศะ เกวลินที่ยืนอยู่ไกลออกไปถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มพร้อมกับทำมือเป็นรูปหัวใจส่งมาให้อย่างหมั่นไส้
พิมพ์รตาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน เธอยอมรับก็ได้... ว่าในเสี้ยววินาทีที่เหล็กกำลังหล่นลงมา ผู้ชายคนนี้คือคนที่วิ่งเข้ามาคว้าตัวเธอไว้ด้วยความเร็วดุจนักกีฬาอาชีพ และความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดกวนประสาทนั้น มันชัดเจนเสียจนเธอปฏิเสธไม่ได้เลย
"ถ้ายังไม่ปล่อย ฉันจะเหยียบเท้าคุณจริงๆ ด้วยนะธนัชชา" เธอกดเสียงต่ำ ขู่ลอดไรฟันด้วยความเขินอายที่ถูกแปลงเป็นความเกรี้ยวกราด
"เอาสิครับ ถ้าแลกกับการได้กอดคุณต่อ จะเหยียบให้เท้าหักเลยก็ได้นะ" เขาตอบหน้าตาเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะสะทกสะทะ แถมยังส่งสายตาแพรวพราวระดับร้อยรีวิวเรตติ้งท็อปชาร์ตมาให้
"คนฉวยโอกาส!"
"ฉวยโอกาสอะไร เขาเรียกว่ารักษาสิทธิ์ของเจ้าหนี้ต่างหาก..." ธนัชชาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนุ่มทุ้มนั้นสั่นสะเทือนผ่านอกแกร่งมาถึงตัวเธอ ก่อนที่เขาจะยอมคลายอ้อมแขนออกอย่างเสียดาย แต่ยังไม่วายยื่นมือมาปัดฝุ่นที่เปื้อนอยู่ตรงหัวไหล่ของเธออย่างเบามือ "คราวหลังระวังตัวให้มากกว่านี้เข้าใจไหม... ฉันไมได้ว่างมาคอยรับคุณทุกครั้งที่ตกใจหรอกนะ"
คำพูดนั้นแม้จะฟังดูดุ แต่กลับแฝงความห่วงใยไว้อย่างแนบเนียนจนพิมพ์รตาพูดไม่ออก เธอยืนนิ่ง เม้มปากมองค้อนเขาเบาๆ
"ขอบคุณค่ะ..." เสียงเธอบอกเบาราวกับเสียงกระซิบ แทบไม่ได้ยิน แต่ธนัชชากลับได้ยินมันชัดเจน รอยยิ้มจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ทำให้เสน่ห์ของผู้กำกับหนุ่มคนนี้พุ่งทะยานจนคนมองต้องใจกระตุก
ทว่า ก่อนที่บรรยากาศหวานอมเปรี้ยวระหว่างทั้งคู่จะได้ดำเนินต่อไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเรียกชื่อของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางประตูโกดัง
"ธันย์! อยู่ตรงนี้เองเหรอ ฉันตามหาตั้งนาน... อ้าว น้องพิมพ์ก็อยู่ด้วยเหรอคะเนี่ย"
ร่างสูงโปรดปรานของนางเอกสาวชื่อดังประจำค่ายเดินตรงเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใส ทว่าสายตาที่เธอมองมายังพิมพ์รตากลับมีความระแวงซ่อนอยู่ลึกๆ พร้อมกับเอกสารในมือที่ถูกยื่นให้ผู้กำกับหนุ่ม
ธนัชชาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความขัดใจที่ถูกขัดจังหวะ เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบอะไร นางเอกสาวก็เอื้อมมือมาแตะแขนเขาอย่างสนิทสนมเกินควร พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงทันที
"ธันย์คะ เรื่องบทบู๊ตอนเย็น ที่คุณบอกว่าจะปรับใหม่... พอดีผู้จัดเขาอยากให้เปลี่ยนตัวแสดงแทนเป็นคนอื่นค่ะ ไม่อยากให้น้องพิมพ์รตาต้องมาเสี่ยงอันตรายในกองถ่ายอีก"
พิมพ์รตาชะงัก เงยหน้าขึ้นมองนางเอกสาวสลับกับธนัชชา ความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ขณะที่ธนัชชาหันขวับกลับไปมองนางเอกสาวด้วยแววตาคมกริบที่อ่านไม่ออก
"ใครบอกคุณว่าผมจะเปลี่ยนตัวแสดงแทน?" ธนัชชาถามเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นคุกรุ่นขึ้นมาทันที "พิมพ์รตาต้องเป็นคนตรวจคิวบู๊ฉากนี้ด้วยตัวเอง... เพราะเธอคือคนเดียวที่ผมเลือก"
รี้ดเดอร์คะ... อุบัติเหตุเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย ปมใหม่ก็พุ่งชนเข้ากลางอกแบบนี้แล้วล่ะค่ะ! งานนี้ผู้กำกับหนุ่มของเราจะจัดการกับความวุ่นวายนี้อย่างไร และพิมพ์รตากับคำประกาศิตนั้นจะพาหัวใจทั้งสองดวงไปทิศทางไหน... ติดตามลุ้นไปพร้อมกันในตอนหน้าได้เลยนะคะ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมกำลังใจให้ "ดอกเดซี่ริมทาง" คนนี้เสมอนะคะ
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 5
อุบัติเหตุเล็กๆ ที่เรียกว่าความใส่ใจ
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!