"บอกแล้วไงคะว่าตรงนี้ต้องรื้อทำโครงสร้างใหม่ทั้งหมด คุณธันย์ฟังภาษาคนเข้าใจยากขนาดนี้เลยเหรอคะ ถึงได้ต้องให้พิมพ์พูดซ้ำเป็นรอบที่สาม"
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกระดาษแปลนสถาปัตยกรรมที่ถูกม้วนเก็บอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง 'พรึบ' เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง พิมพ์รตาในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกและกางเกงสแลคเข้ารูปกำลังยืนกอดอกจ้องหน้าผู้กำกับคิวบู๊หนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนกวนประสาทพิงกรอบประตูห้องเก็บของเก่าแก่ท้ายสตูดิโอ
"พูดภาษาคนผมเข้าใจดีครับ แต่ถ้าพูดภาษาคนจู้จี้จุกจิกแบบคุณ... ผมเกรงว่าสมองส่วนประมวลผลของผมมันจะรวนเอาซะก่อน" ธนัชชาหรือธันย์ลากเสียงยาวอย่างกวนๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วหนาพาดเฉียงมองสถาปนิกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความเยาะหยันนิดๆ นั่นแหละที่ทำให้พิมพ์รตาอยากจะหยิบกระป๋องสีสเปรย์มารjดหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด
"ถ้าคุณคิดว่างานรีโนเวทสตูดิโอศิลปะนี่มันเรื่องเล่นๆ คุณก็ไปหาคนอื่นมาทำเถอะค่ะ พิมพ์ไม่ได้ว่างพอจะมาเถียงกับผู้กำกับที่ใช้แต่อารมณ์มากกว่าสมอง!"
"อ้าว พูดแบบนี้ก็สวยสิครับคุณสถาปนิก ตัวก็แค่นี้ ทำไมปากคอเราะร้ายจัง หึ... หน้าตาก็ออกจะน่ารักน่าเอ็นดู แต่ทำไมเวลาอ้าปากทีไร ถึงได้มีแต่เขี้ยวเล็บทุกทีล่ะครับ" ธันย์ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย ร่างสูงโปร่งในเสื้อยืดสีดำสนิทและกางเกงคาร์โก้ทะมัดทะแมงสร้างแรงกดดันโดยอัตโนมัติจนพิมพ์รตาต้องถอยหลังกรูด
แกร๊ก!
เสียงโลหะขัดกันดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงสลักบานประตูไม้สักโบราณที่หลุดล็อกลงมาเองอย่างไร้ความปรานี พิมพ์รตาหันขวับไปผลักประตูสุดแรงเกิด แต่ไม่ว่าจะดัน กระชาก หรือทุบสักแค่ไหน ประตูห้องเก็บของที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นสิบปีก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"เวรเอ๊ย..." ธันย์สบถเบาๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปช่วยออกแรงผลักอีกคน ไหล่กว้างของเขากระแทกเข้ากับบานไม้เต็มแรงจนฝุ่นตลบอบอวล แต่กลอนประตูสนิมเขรอะตัวนั้นกลับยิ่งล็อกแน่นสนิทราวกับเยาะเย้ยความพยายามของพวกเขา
"เพราะคุณแท้ๆ เลย! เดินเข้ามาใกล้ทำไมเล่า ประตูถึงได้พังแบบนี้!" พิมพ์รตาหันมาเอาเรื่อง ทว่าความใกล้ชิดในระยะประชิดทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่ปะปนกันในอากาศที่เริ่มน้อยลงทุกทีเนื่องจากไม่มีหน้าต่างระบายอากาศ
"อ้าว กลายเป็นความผิดผมซะงั้น ทั้งที่คุณเป็นคนเดินถอยหลังมาชนผมเองแท้ๆ" ธันย์โน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มพินิจพิเคราะห์เสี้ยวหน้าเนียนที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความโกรธ (หรืออาจจะเพราะความตกใจปะปนกัน) "ว่าแต่... เราคงต้องติดอยู่ในนี้กันยาวแล้วล่ะครับ คุณสถาปนิกคนเก่ง"
แสงไฟฉุกเฉินดวงเดียวบนเพดานกะพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะดับสนิทลง ปล่อยให้ห้องเก็บของตกอยู่ในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงรำไรจากช่องลมเล็กๆ ลอดผ่านเข้ามา ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นอายบุรุษเพศของธนัชชาโชยเข้าจมูกพิมพ์รตาจนเธอต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
พิมพ์รตาก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางของโลหะเย็นเฉียบ ไร้ทางหนีทีไล่เมื่อมือหนาของธันย์ยกขึ้นยันขอบชั้นวางไว้ทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ
"ถอยไปเลยนะคะ..." เสียงของเธอเบาลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ความมั่นใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้นเมื่อหัวใจเจ้ากรรมดันเต้นรัวผิดจังหวะจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"ทำไมล่ะครับ กลัวเหรอ หรือว่า..." ธันย์ก้มหน้าลงมาจนริมฝีปากอยู่ห่างจากใบหูของเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร น้ำเสียงที่เคยติดกวนประสาทเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้มและจริงจังขึ้นอย่างกะทันหัน "กลัวว่าตัวเองจะแพ้ใจให้ผู้ชายปากร้ายคนนี้เข้าจริงๆ?"
พิมพ์รตาชะงัก เธอนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ มือเรียวเล็กที่ตั้งใจจะผลักอกแกร่งออกไปกลับหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ภาพความทรงจำวัยเด็กที่เธอต้องแบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้งของครอบครัว—การต้องเป็นเด็กดี เป็นสถาปนิกมือหนึ่งที่ไร้ที่ติ—ไหลWมาประเดประดังในหัว ความเหนื่อยล้าที่ถูกเก็บกดไว้ใต้รอยยิ้มและท่าทีเชิดหยิ่งมาตลอดพรั่งพรูขึ้นมาในวินาทีที่เปราะบางที่สุด
"คุณไม่รู้อะไรเลย..." พิมพ์รตาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตากลมโตเริ่มคลอด้วยหน่วยน้ำใสที่เธอพยายามกลั้นไว้สุดชีวิต "ทุกคนคาดหวังให้พิมพ์ต้องสมบูรณ์แบบ... พิมพ์เหนื่อย พิมพ์อยากพัก แต่ไม่มีใครเคยถามสักคนว่าพิมพ์ไหวไหม..."
ธันย์ชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคตัดพ้อที่หลุดออกมาจากปากหญิงสาวผู้มักจะสวมเกราะป้องกันตัวหนาเตอะเสมอ รอยยิ้มเย้าแหย่หายวับไปจากใบหน้าคมคาย มือหนาที่เคยยันชั้นวางเปลี่ยนมาเป็นประคองแก้มเนียนนุ่มไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาที่เล็ดลอดออกมาจากหางตาของเธออย่างแผ่วเบา ช่างขัดกับลุคผู้กำกับคิวบู๊ดิบเถื่อนของเขาเสียเหลือเกิน
"ถ้าเหนื่อยนัก... ก็ไม่ต้องแบกโลกไว้คนเดียวหรอกครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและจริงใจจนพิมพ์รตารู้สึกราวกับหัวใจที่ด้านชามานานกำลังถูกละลาย "ร้องไห้ออกมาก็ได้... ตรงนี้ มีผมรับฟังคุณอยู่"
ในความมืดสลัวและกลิ่นอายของฝุ่นผง ความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันตั้งแต่แรกพบเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พิมพ์รตาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา หัวใจของเธอกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบควบคุมไม่ได้
ก๊อกๆๆ!
"ยัยพิมพ์! ธันย์! ติดอยู่ข้างในเหรอ ได้ยินฉันไหม!" เสียงทุบประตูดังลั่นพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อของเกวลินที่ดังมาจากด้านนอก ทำลายบรรยากาศชวนใจเต้นรำนั้นลงในพริบตาเดียว
ธันย์ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างนึกเสียดาย เขายอมผละตัวออกจากร่างบางช้าๆ ปล่อยให้พิมพ์รตาได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ทว่าก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกโดยฝีมือของเพื่อนสนิท ธันย์กลับโน้มใบหน้ากระซิบประโยคที่ทำให้พิมพ์รตาแทบหยุดหายใจไว้ที่ข้างแก้ม
"เรื่องของเรา... ยังไม่จบแค่นี้แน่ครับ พิมพ์รตา"
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและหัวใจไปกับความสัมพันธ์ที่ทั้งฟินทั้งจิกหมอนของยัยสถาปนิกคนสวยกับผู้กำกับปากร้ายนะคะ!
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ•ตอนที่ 3
กาแฟแก้วนั้นและคราบสีทาผนัง
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับคิวบู๊ปากแซ่บ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!