กลิ่นคาวสนิมเหล็กและฝุ่นผงโบราณคละคลุ้งจนแสบจมูก ในความมืดมิดที่ถูกฉีกกระชากด้วยแสงจากคบเพลิงสำริด ดวงตาสีอำพันคู่ใหญ่คู่หนึ่งยังคงตรึงร่างของพวกเขาสองคนไว้กับที่ สัญชาตญาณดิบเถื่อนในร่างของเรย์กรีดร้องเตือนภัย ขณะที่สมองส่วนหน้าของดร.อคินกำลังประมวลผลอย่างบ้าคลั่งเพื่อหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ให้กับ "สิ่งนั้น"
"อย่าขยับ" เรย์กระซิบเสียงลอดไรฟัน มือเรียวที่ปกติมักจะถือพู่กันขุดค้นอย่างนุ่มนวล ตอนนี้กลับเอื้อมไปแตะด้ามมีดพกสเตนเลสสตีลที่ข้างเอวอย่างเงียบเชียบ สายตาของเธอไม่ละไปจากเงาขนาดมหึมาที่ขยับไหวอยู่หลังม่านรอยแยกศิลาแลง
"ผมไม่ได้ขยับ... แต่เรากำลังจะไม่มีเวลาให้คิดแล้วต่างหาก" อคินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ซ่อนความตึงเครียดไว้เบื้องหลัง แว่นสายตาของเขาขึ้นฝ้าเล็กน้อยจากเหงื่อที่ซึมตามไรผม นิ้วมือข้างที่ถือไฟฉายสนามสั่นระริกเพียงเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะตัวเลขบนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เขาแอบเหลือบมองเมื่อครู่
มันกำลังนับถอยหลัง
03:59:58... 03:59:57...
เสียงเครื่องจักรกลโบราณบางอย่างที่ฝังอยู่ใต้พื้นห้องโถงกำลังทำงาน มันไม่ใช่กลไกเฟืองเหล็กธรรมดา แต่เป็นเสียงคล้ายทรายเม็ดละเอียดที่ไหลผ่านคอคอดของนาฬิกาทรายขนาดยักษ์ เสียง 'ครืด... ครืด...' นั้นดังสอดประสานกับเสียงคำรามต่ำๆ จากเงาลึกลับเบื้องหน้า ราวกับสุสานแห่งนี้กำลังประกาศิตเวลาตายให้แก่ผู้บุกรุก
"คุณเห็นกลไกนั่นไหม เรย์" อคินพยักเพยิดไปทางเสาศิลาแกะสลักรูปอสุรกายที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง "ทฤษฎีอารยธรรมสูญหายของผมไม่ได้พูดถึงสัตว์ประหลาด... แต่มันพูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้จิตวิทยาและความกลัวเป็นตัวขับเคลื่อน ดวงตาสีอำพันนั่นไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่มันคือภาพสะท้อนจากกระจกเงาโบราณที่สะท้อนแสงไฟของเราต่างหาก"
เรย์เหลือบมองตาม เธอยิ้มเยาะที่มุมปาก แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด แววตาคมกริบของเธอกลับประกายความท้าทายออกมา "ดร.อคินผู้ยึดมั่นในตำรา... คุณยังโลกสวยอยู่เสมอสินะคะ ถึงได้มองทุกอย่างเป็นแค่ฟิสิกส์และกระจกเงา ลองสูดกลิ่นในอากาศให้ลึกขึ้นสิคะ กลิ่นสาบสาปสางนี่มันไม่ใช่ซิลิกาหรือหินทราย แต่มมันคือกลิ่นเลือดของคนที่เคยตายในนี้มาก่อน"
ทันใดนั้น ดวงตาสีอำพันคู่เดิมก็กะพริบ!
ภาพสะท้อนที่อคินพยายามอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์กลับพุ่งทะยานเข้าหาพวกเขาด้วยความเร็วเหนือเสียง แรงลมกระโชกวูบใหญ่พัดจนเปลวไฟจากคบเพลิงเกือบดับวูบ เรย์ตัดสินใจเร็วกว่าความคิด เธอดึงตัวอคินให้หลบฉากไปด้านข้างพร้อมกับกลิ้งหลบหลังแท่นบูชาหินอ่อนอย่างหวุดหวิด
*โครม!*
เสียงกรงเล็บมหึมาตะปบลงบนพื้นศิลาแลงจนเศษหินกระจายว่อน ฝุ่นตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทาง อคินล้มทับลงไปกับพื้นโดยมีร่างของเรย์แนบชิดอยู่ด้านบน ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร จนเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่หอบสะดุ้งของเธอ และกลิ่นหอมจางๆ ของดินปืนผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวที่น่าหลงใหลอย่างประหลาดในยามวิกฤตเช่นนี้
"ทีนี้... เชื่อสัญชาตญาณของฉันหรือยังคะ ดอกเตอร์" เรย์กระซิบชิดริมฝีปากของเขา แววตาสีเข้มคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเร่าร้อนของนักเสี่ยงโชคที่กำลังเดิมพันด้วยชีวิต
อคินไม่ตอบ เขามองลึกลงไปในดวงตาของเธอ ชั่วขณะหนึ่ง... ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสตร์มืดดูเหมือนจะละลายหายไปในความมืดมิด เหลือเพียงความดึงดูดทางจิตวิญญาณที่รุนแรงเกินกว่าจะต้านทาน แต่เขาก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว มือหนาดันไหล่บางของเธอเบาๆ ให้ขยับถอยห่างอย่างมีระยะ
"ผมยังยืนยันคำเดิมว่าทุกอย่างมีตรรกะรองรับ..." อคินพูดเสียงกระซิบ ขณะที่สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องโถงผ่านแสงไฟฉายที่เหลือเพียงน้อยนิด "...และตรรกะตอนนี้ก็คือ ถ้าเราไม่ไขปริศนารหัสบนแท่นบูชานั้นภายในสามชั่วโมง เราจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับอารยธรรมนี้ตลอดกาล"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างใจ2เย็น แม้หัวใจจะเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะก็ตาม อคินก้าวเข้าไปใกล้แท่นบูชาหินที่สัตว์ประหลาดเงาเพิ่งกระโหลกใส่ มือของเขาเอื้อมไปแตะแผ่นศิลาที่มีร่องรอยสลักเป็นตัวอักษรโบราณ ลายเส้นเหล่านั้นไม่ได้มีไว้เพื่อบูชาเทพเจ้า แต่มมันคือ "รหัสผ่าน" ที่ต้องเรียงลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ให้ถูกต้อง
เรย์ขยับตามมาติดๆ เธอใช้ปลายมีดเขี่ยเศษหินที่กระจัดกระจายออก เผยให้เห็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่ถูกทับอยู่เบื้องล่าง โครงกระดูกนั้นสวมแหวนทองคำสลักตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล—ตราสัญลักษณ์เดียวกับที่อยู่ในสมุดบันทึกของอาจารย์อคินที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
"ดูนี่สิ ดอกเตอร์..." เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเย้าแหย่ก่อนหน้านี้มลายหายไป เหลือเพียงความตกตะลึงระคนสงสัย "แหวนวงนี้ไม่ได้เป็นของคนในยุคโบราณ แต่มันเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อสิบปีก่อน... และคนที่สวมมัน คืออาจารย์ของคุณเองไม่ใช่หรือ?"
อคินชะงักกึก เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ เขารemove แว่นตาออกแล้วใช้ชายเสื้อเช็ดอย่างเชื่องช้า เพื่อซื้อเวลาในการกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ ก่อนจะหันกลับมามองสิ่งที่เรย์เพิ่งค้นพบ
ภายใต้โครงกระดูกนั้น ไม่ได้มีแค่แหวนทองคำ... แต่มีสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทเล่มหนึ่งที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ราวกับเพิ่งมีใครวางไว้เมื่อวานนี้ และบนหน้าปกสมุดนั้น มีรอยเปื้อนของหยดเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดีด้วยซ้ำ!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางขุดค้นความลับนี้ไปด้วยกันนะครับ
รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี•ตอนที่ 14
กลไกนาฬิกาทราย
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!