"ถ้าคุณก้าวผ่านธรณีประตูนั้นไป รอยต่อระหว่างประวัติศาสตร์กับความตายจะถูกลบเลือนทันที ดร.อคิน"
เสียงของเรย์ราบเรียบและเย็นเยียบ ราวกับสายลมที่พัดผ่านซากศพในสุสานโบราณ ปลายนิ้วเรียวยาวของเธอกำลังเคาะลงบนโครงเหล็กขึ้นสนิมของบานประตูศิลาแร่เหล็กไหลอย่างเป็นจังหวะ แสงจากคบเพลิงสนามสีส้มสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอ เผยให้เห็นร่องรอยความเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตานิ่งสงบแต่วับวามด้วยความท้าทาย
ดร.อคินยืนอยู่เบื้องหลังเธอ ระยะห่างระหว่างเขากับแผ่นหลังของเธอนั้นไม่ถึงหนึ่งเมตร แต่ในเชิงจิตวิทยาแล้ว มันคือช่องว่างระหว่างอุดมการณ์สองขั้วที่ไม่มีวันบรรจบกัน มือขวาของเขาสวมถุงมือหนังสีเข้ม กำลังกระชับด้ามค้อนธรณีวิทยาในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว เขาสูดกลิ่นอื้นอัปมงคลของอากาศที่ลอยออกมาจากช่องว่างเบื้องหน้า—กลิ่นอายของซากอินทรีย์นับพันปีที่ถูกผนึกไว้ในความมืดมิด
"ประวัติศาสตร์ไม่มีวันถูกลบเลือนหรอกครับคุณเรย์ มีแต่คนบางกลุ่มที่พยายามบิดเบือนมันเพื่อสนองความเชื่อ งมงายของตัวเองต่างหาก" อคินตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว เขาสืบเท้าเข้าไปยืนเคียงข้างเธอ สายตาคมกริบกวาดมองผ่านช่องว่างของประตูเข้าสู่ 'เขตหวงห้ามชั้นที่หนึ่ง'
เบื้องหน้าพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่ห้องใต้ดินธรรมดา แต่เป็นห้องโถงหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ถูกสลักเสลาด้วยลวดลายอารยธรรมโบราณซึ่งสาบสูญไปจากสารบบประวัติศาสตร์กระแสหลัก เสาหินยักษ์แปดต้นตั้งตระหง่านค้ำยันเพดานถ้ำที่สูงลิบลิ่ว บนพื้นหินมีร่องรอยของแท่นบูชาหินอ่อนสีดำสนิท ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางวงแหวนจารึกภาษากลุ่มเซบาสเตียนโบราณ ภาษาที่แม้แต่นักภาษาศาสตร์ระดับโลกยังต้องส่ายหัวเมื่อแรกเห็น ทว่าอคินกลับสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยประหลาด—ความคุ้นเคยที่เตือนให้เขาระลึกถึงบันทึกภาคสนามเล่มสุดท้ายของอาจารย์ที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
เรย์เหลือบมองเขา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา "ปากแข็งเสียจริงนะคะ... เอ้ย... ครับ ดร.อคิน คุณยังคงยึดติดกับตำราเรียนที่เขียนขึ้นโดยมนุษย์ผู้โง่เขลาและหวาดกลัวสิ่งที่ไม่รู้ ทั้งที่หลักฐานตรงหน้ากำลังตะโกนใส่หน้าคุณอยู่แล้วว่า กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ของคุณมันใช้ไม่ได้ผลในที่แห่งนี้"
เธอก้าวขาข้ามธรณีประตูเข้าไปก่อนอย่างไร้ความลังเล สัญชาตญาณของเธอเฉียบคมดุจสัตว์ป่าที่ได้กลิ่นเหยื่อ อคินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจในความประมาทเลินเล่อของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจของเขากลับเต้นรัวแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ นี่คือความซับซ้อนที่เขาเกลียดชังที่สุด—ความดึงดูดใจระหว่างนักวิชาการผู้เคร่งครัดกับผู้เชี่ยวชาญสายมืดที่พร้อมจะแหกทุกกฎเพื่อคำตอบ
"ระวังด้วยครับ! แรงดันอากาศในห้องโถงนั้นต่ำกว่าข้างนอกอย่างเห็นได้ชัด แปลว่าระบบระบายอากาศโบราณอาจจะยังทำงานอยู่ หรือไม่... มันก็ถูกปิดตายเพื่อกักเก็บอะไรบางอย่างไว้" อคินก้าวตามเข้าไปพร้อมกับเปิดเครื่องวัดค่าแก๊สและรังสีในมือ หน้าจอเรืองแสงสีฟ้าสาดสะท้อนแว่นตาของเขา ค่าตัวเลขแก๊สมีเทนและคาร์บอนมอนำไซด์อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ค่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้ากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนน่าตกใจ
เรย์หยุดยืนอยู่หน้าแท่นบูชาสีดำ เธอย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนร่องลึกที่สลักเป็นรูปอสรพิษมีปีกพันรอบกริชโบราณ "คุณมองหาแต่ตัวเลขและสมการ ดร.อคิน... แต่คุณกลับมองไม่เห็น 'เจตจำนง' ของคนที่สร้างมันขึ้นมา" เธอกระซิบ เสียงของเธอก้องกังวานอยู่ในห้องโถงกว้าง สะท้อนไปมาจนฟังดูน่าขนลุก "พวกเขาไม่ได้สร้างห้องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลุมศพ แต่สร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็น 'กรงขัง'"
"กรงขัง?" อคินเดินเข้ามาใกล้ ช2-3 ก้าว สายตาของเขาจดจ้องไปที่ร่องลึกบนแท่นบูชาเช่นกัน เมื่อเพ่งมองด้วยแสงไฟฉายกำลังสูง เขาก็สังเกตเห็นรายละเอียดที่ทำให้ลมหายใจสะดุด ร่องลึกเหล่านั้นไม่ได้ถูกสลักด้วยเครื่องมือโลหะ แต่เกิดจากการกัดกร่อนของสารละลายกรดอินทรีย์บางชนิด—หรือรอยข่วนจากเล็บมนุษย์ที่พยายามจะตะกุยหนีตาย
"ใช่ครับ กรงขัง" เรย์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสงจากคบเพลิงสะท้อนในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเยือกเย็นและดุดัน "และตอนนี้... เรากำลังยืนอยู่ข้างในกรงนั้นด้วย"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงันลงอย่างกะทันหัน เสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำที่เคยดังติ๋งๆ กลับเงียบหายไป ราวกับว่าความชื้นและอากาศในห้องโถงกำลังถูกดูดกลืนหายไปในความมืดมิดเบื้องหลังเสาหินต้นที่สี่ อคินยกเครื่องมือตรวจจับความร้อนขึ้นสแกนพื้นที่รอบตัว ทันใดนั้น สัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานบนหน้าจอ LCD ก็กระพริบถี่รัว พร้อมกับเสียงบี๊บแหลมสูงที่กรีดแทงโสตประสาท
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
"ถอยออกมาเดี๋ยวนี้ครับ!" อคินคว้าแขนของเรย์แล้วดึงเธอกลับมาหาตัวตามสัญชาตญาณ แรงดึงกะทันหันทำให้ร่างของทั้งคู่เซถอยหลังชนเข้ากับแท่นบูชาหิน แต่เรย์ไม่ได้ขัดขืน เธอกลับใช้มืออีกข้างคว้าข้อมือเขาไว้แน่นเพื่อทรงตัว
ทว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของทั้งคู่ในวินาทีถัดมา ทำให้เลือดในกายของนักโบราณคดีผู้ยึดมั่นในเหตุผลถึงกับเย็นเฉียบ
ที่ฐานเสาหินต้นที่สี่ ซึ่งควรจะมีเพียงความว่างเปล่าและเงาดำของซากปรักหักพัง บัดนี้... รอยแยกบนพื้นศิลาเริ่มปริแตกออกอย่างช้าๆ พร้อมกับกลุ่มควันสีเทาอมเขียวพวยพุ่งขึ้นมา เสียงขูดขีดของโลหะโบราณกระทบกับหินดังครืดคราดเสียดแก้วหู ราวกับมีบางสิ่งขนาดมหึมาที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินกำลังพยายามดันตัวขึ้นมาสู่โลกภายนอก
และในความมืดทึบของรอยแยกนั้นเอง... ดวงตาสีอำพันคู่ใหญ่คู่หนึ่งก็ลืมขึ้นจ้องมองตรงมาที่พวกเขา พร้อมกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
บันทึกนักโบราณคดีขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดครั้งนี้ด้วยนะครับ
รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี•ตอนที่ 13
สู่ประตูทางเข้าชั้นที่หนึ่ง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!