รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี•ตอนที่ 4

ความต่างที่ไม่อาจหลอมรวม

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
คมแฮนด์ซอว์ในมือของเรย์กรีดลงบนผนังหินทรายอย่างไม่แยแสต่อเสียงขูดข่วนที่บาดแก้วหู ดร.อคินสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณนักโบราณคดีสายอนุรักษ์นิยมกรีดร้องลั่นในอก มือหนาพุ่งไปควաբข้อมือเรียวของอีกฝ่ายไว้แน่นแรงจนข้อต่อลั่น "หยุดเดี๋ยวนี้! คุณกำลังทำลายชั้นดินทางมานุษยวิทยาอายุพันปี" อคินเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งไปยังรอยแผลเป็นบนผนังหินที่เริ่มมีผงฝุ่นโปรยปราย เรย์ไม่แม้แต่จะสะดุ้ง ดวงตาสีอำพันภายใต้แสงไฟฉายคาดหัวสะท้อนประกายเย้ยหยัน เธอไม่สะบัดมือออก แต่กลับค่อยๆ ผ่อนน้ำหนัก ปล่อยให้คมเลื่อยหลุดจากร่องหินช้าๆ อย่างท้าทาย "ถ้ามัวแต่รอให้คุณใช้แปรงขนกระต่ายปัดฝุ่นทีละมิลลิเมตรตามระเบียบกรมศิลปากร... ป่านนี้พวกเราคงกลายเป็นซากฟอสซิลฝังอยู่ใต้ดินลึกนี่เสียก่อนที่จะได้รู้ว่าไอ้สลักประตูบานนั้นเปิดยังไง ดร.อคิน" เรย์กระซิบชิดริมหูกลิ่นอายความอับชื้นและฝุ่นผงโบราณ น้ำเสียงของเธอเจือความเย้ยหยันที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ อคินขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดนูน กลิ่นเหงื่อและกลิ่นอับของหินใต้ดินผสมผสานกันจนน่าเวียนหัว แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากที่สุดไม่ใช่สภาพแวดล้อมอันปิดทึบของห้องโถงใต้ดินแห่งนี้ หากแต่เป็นความใกล้ชิดอันตรายกับหญิงสาวตรงหน้า เรย์เป็นสิ่งแปลกปลอมในวงการวิชาการ เป็นนักขุดสมบัติสายมืดที่ใช้สัญชาตญาณนำทาง ทว่าทุกครั้งที่เธอขยับ มักจะนำไปสู่คำตอบที่ทฤษฎีอันแข็งกระด้างของเขาไม่เคยอธิบายได้ "โบราณคดีไม่ใช่การเล่นเกมล่าสมบัติ เรย์" อคินปล่อยมือออกจากข้อมือเธอราวกับโดนของร้อน เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย "ทุกชั้นดิน ทุกร่องรอยการสลัก มันคือบันทึกประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดและหยาดเหงื่อ การที่คุณเอาเครื่องมือป่าเถื่อนมาตัดผ่านมัน บันทึกนั้นก็ถูกฉีกขาดและไม่มีวันต่อกลับคืนได้อีก" "ประวัติศาสตร์เหรอคะ... ⁠อภัยด้วยนะที่ต้องพูดตรงๆ" เรย์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและวังเวงในห้องโถงกว้าง "สำหรับคุณ มันคือบันทึกอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องกราบไหว้ แต่สำหรับฉัน... มันคือร่องรอยของคนที่พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากความตาย คนพวกนั้นไม่ได้สนใจหรอกว่าอีกสองพันปีข้างหน้า ใครจะมานั่งแปรงฝุ่นบนซากศพของพวกเขา พวกเขาแค่อยากซ่อนอะไรบางอย่าง... หรือไม่ก็ไม่อยากให้ใครหาเจอ" แสงไฟฉายจากหมวกของเรย์กวาดไปกระทบกับภาพสลักนูนต่ำบนผนังเบื้องหลัง โครงร่างของรูปสลักมนุษย์สวมหน้ากากสัตว์โบราณกำลังจ้องมองพวกเขาจากความมืดมิด บรรยากาศรอบตัวอึมครึมลงถนัดตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาหลายพันปีได้บีบอัดอากาศในห้องนี้ให้บางเบาลง จนแทบหายใจไม่ออก อคินมองตามสายตาของเธอ เขารู้จักภาพสลักนี้ดี มันคือสัญลักษณ์ของอารยธรรมที่สาบสูญซึ่งศาสตราจารย์วิรัช อาจารย์ผู้ล่วงลับของเขาเคยทุ่มเททั้งชีวิตในการศึกษา ปมในใจที่ยังค้างคา—การหายตัวไปอย่างปริศนาของอาจารย์ในหลุมขุดค้นเมื่อสิบปีก่อน—ยังคงตามหลอกหลอนเขา ทุกครั้งที่เขาหยิบสมุดบันทึกภาคสนามขึ้นมา ความรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรไม่ได้มักจะตีตื้นขึ้นมาเสมอ "อาจารย์ของผมไม่ได้หายไปเพราะความสะשל" อคินพูดขึ้นเบาๆ แต่หนักแน่น สายตาหลุบลงมองพื้นหิน "ท่านเชื่อมั่นในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องคำสาป หรือสัญชาตญาณบ้าๆ แบบที่คุณกำลังใช้" เรย์ชะงักไปชั่ววินาที รอยยิ้มเยาะบนมุมปากเลือนหายไปแทนที่ด้วยความเรียบเฉยที่น่ากลัว เธอก้าวเข้าไปใกล้อคินอีกครั้ง จนระยะห่างแทบไม่เหลือ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับปกเสื้อของเขา "คุณยังยึดติดอยู่กับคำสอนของคนตาย ดร.อคิน" เรย์กระซิบ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าขนลุก "คุณคิดว่าศาสตราจารย์วิรัชตายเพราะทฤษฎีเหรอ? เปล่าเลย... ท่านตายเพราะท่านเข้าใกล้ความจริงเกินไป ความจริงที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราเล่มไหน และถ้าคุณยังมัวแต่ก้มหน้าก้มตาตรวจดูชั้นดินตามตำราโง่ๆ นั่น คุณก็จะจบลงเหมือนกับท่าน... ฝังอยู่ใต้ดินนี้โดยไม่มีใครจดจำ" คำพูดนั้นราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดลงตรงกลางแผลเก่า อคินรู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดด้วยความโกรธและแรงดึงดูดประหลาด เขาก้าวประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังของเรย์เกือบชิดติดผนังหินทราย ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความมืดสลัว ความขัดแย้งทางอุดมการณ์พุ่งชนกันรุนแรงราวกับประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบที่ถูกบังคับให้อยู่ใกล้กัน "ถ้าคุณแน่ใจนักว่าทางของคุณถูก..." อคินโน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูของเธอ เสียงของเขาต่ำและสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่ควบคุมได้ยาก "งั้นก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิ ว่าสัญชาตญาณป่าเถื่อนของคุณมันพาเราไปเจออะไร... ไม่ใช่แค่คำขู่" เรย์ยิ้มมุมปากอีกครั้ง ดวงตาสีอำพันพราวระยับด้วยความท้าทาย เธอยกมือขึ้นแตะปลายคางของอคินเบาๆ ด้วยปลายนิ้วที่เย็นเฉียบ "ตามมาสิคะ ดร.อคิน แล้วฉันจะแสดงให้ดูว่า... สิ่งที่คุณไม่เชื่อ มันหน้าตาเป็นยังไง" ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องลึกของอุโมงค์—เสียงกุกกักแผ่วเบาราวกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังคลานผ่านเศษซากกระดูกและก้อนหิน ตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบกันกังวานก้อง เรย์ชักมือกลับทันที สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความระแวง เธอดึงปืนพกออกจากซองใต้เสื้อแจ็คเก็ตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่อคินคว้าไฟฉายแรงสูงส่องกราดไปยังความมืดเบื้องหน้า ลำแสงสีขาวเจิดจ้าตัดผ่านความมืด และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในระยะไม่ถึงสิบเมตร ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกึกลงพร้อมกัน... หมวกเหล็กกล้าโบราณที่เปื้อนคราบสนิมสีเลือด วางอยู่บนแท่นหินที่เพิ่งถูกเปิดออก พร้อมกับรอยเท้าสดๆ คู่หนึ่งที่เพิ่งประทับลงบนฝุ่นหนา... และที่แย่ที่สุดคือ รอยเท้านั้นไม่ได้เดินมาจากทางที่พวกเขาเพิ่งเข้ามา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางลงสู่ห้วงลึกแห่งประวัติศาสตร์และปริศนานี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รหัสลับใต้ชั้นหิน กับดักวิญญาณนักโบราณคดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%