สูตรลับขนมปังรสขม กับอดีตสามีที่อยากคุกเข่าขอโทษ•ตอนที่ 5

สงครามบนโต๊ะธุรกิจ

ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
กลิ่นอายของเนยฝรั่งเศสเกรดพรีเมียมและวานิลลามาดากัสการ์ที่อบอวลอยู่ภายในห้องกระจกใสของร้าน "Le Souvenir" แทบจะถูกกลบCลืนลงไปด้วยความหนقหน่วงของบรรยากาศภายนอก รินรดายืนนิ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์หินอ่อน ปลายเรียวนิ้วของเธอกำด้ามพายยางสีขาวไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาคู่คมกวาดมองเอกสารราชการแผ่นหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งตรงมาถึงมือผ่านบริการจัดส่งด่วนพิเศษ หัวข้อตัวหนาบนหัวกระดาษตราครุฑระบุชัดเจน... *คำสั่งให้ระงับกิจการและคืนพื้นที่ภายในเจ็ดวัน* เจ็ดวัน... กับหยาดเหงื่อ แรงกาย และความฝันทั้งหมดที่เธอใช้เวลาปักหลักสร้างมันขึ้นมาจากเศษซากความพังทลายในอดีต เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือประตูบานคู่สะท้อนกังวานขึ้น พร้อมกับการก้าวเข้ามาของร่างสูงสง่าในชุดสูททําด้วยมือจากอิตาลี ภาคิน ก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าที่มั่นคงและเย่อหยิ่งราวกับว่าผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้วใต้พื้นร้านนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาแต่เพียงผู้เดียว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันหล่อเหลาแต่ไร้ซึ่งความปรานีคู่นั้นกวาดมองไปรอบร้านด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ... ชัยชนะที่สกปรกและไร้เกียรติ "เอกสารฉบับนั้น... อ่านเข้าใจดีแล้วใช่ไหม ริน" เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ภาคินหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมผสานกับความเย็นชาเฉพาะตัวของเขาโชยเข้าจมูก รินรดารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นกระหน่ำในอก ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว... แต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจุดประกายขึ้นจนร้อนผ่าวไปทั่วร่าง รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับอดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจเธออย่างไร้เยื่อใย แววตาของเธอในยามนี้ไม่มีความอ่อนแอหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในมหาสมุทรลึกที่ซ่อนคลื่นพายุไว้ภายใน "คุณใช้เส้นสายและอำนาจเงินทุนกว้านซื้อตึกแถวทั้งย่านนี้ เพื่อบีบให้ร้านเล็กๆ ของฉันต้องกระเด็นออกไป... เล่นสกปรกแบบนี้ ไม่ละอายใจบ้างเลยหรือคะ ภาคิน" น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่นิ่งสนิท ทุกถ้อยคำคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดแทงลงบนความเย่อหยิ่งของอีกฝ่าย ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์มากขึ้น จนรินรดาต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้า ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเอาแต่ร้องไห้และก้มหน้ายอมรับชะตากรรมในบ้านหลังใหญ่ แต่วันนี้... เธอกลับยืนหยัดต่อหน้าเขาด้วยหลังที่ตรงแน่วและแววตาที่ท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว "ธุรกิจก็คือธุรกิจ ริน การทำสงครามการค้าไม่มีคำว่าปรานี ใครมือยาวสาวได้สาวเอา... เธอเองก็ควรจะรู้กฎข้อนี้ดีตั้งแต่แรกที่กล้าปฏิเสธข้อเสนอของผมแล้ว" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางใช้ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนเคาน์เตอร์หินอ่อน "ตึกนี้กำลังจะถูกรีโนเวตเป็นคอมเพล็กซ์หรู สัญญาเช่าที่เหลืออีกสามปีของคุณไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินร้อยล้านที่จะเข้ามา... เก็บข้าวของออกไปเสียเถอะ หรือถ้าลำบากมาก... จะให้ผมช่วยจ่ายค่าขนย้ายให้ไหมล่ะ?" คำพูดดูถูกเหียดหยามนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ แต่เธอกลับระบายยิ้มเย็นเยียบออกมาบนเรียวปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ภาคินถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เพราะมันไม่ใช่รอยยิ้มของคนแพ้... แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังรอจังหวะขย้ำเหยื่อ "คุณคิดว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ สินะคะ ภาคิน... ซื้อความสุข ซื้อศักดิ์ศรี แม้กระทั่งซื้อความผิดบาปที่คุณเคยทำไว้กับฉัน" รินรดาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาทรงพลังพุ่งตรงไปยังดวงตาของเขา "แต่เสียใจด้วยนะคะ... ขนมปังที่นี่ ต่อให้ฉันต้องเอาเตาอบทั้งหมดไปตั้งกลางถนน ฉันก็จะไม่ยอมขายจิตวิญญาณให้คนไร้หัวใจอย่างคุณเป็นอันขาด!" "รินรดา!" ภาคินคำรามต่ำในลำคอ ความเย่อหยิ่งถูกสั่นคลอนด้วยความดื้อรั้นที่เกินคาดเดาของอดีตภรรยา เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงที่เขาเคยเขี่ยทิ้งราวกับสิ่งของไร้ค่า จะกล้าต่อปากต่อคำและประกาศสงครามกับเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ มือหนาเอื้อมไปหมายจะคว้าข้อมือเล็กเพื่อระบายความหงุดหงิด ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะได้สัมผัสโดนตัวเธอ เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังอีกเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากบริเวณประตูทางเข้า "ถ้าผมจำไม่ผิด กฎหมายคุ้มครองผู้เช่าระบุไว้ชัดเจนว่า สัญญาเช่ายังมีผลผูกพันจนกว่าจะครบกำหนด ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของตึกหน้าเลือดมาจากไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ใช้อำนาจเถื่อนมาขับไล่ใครทั้งนั้นครับ" ภาคินชะงัก ชักมือกลับทันทีแล้วหันขวับไปมองผู้มาใหม่ ร่างสูงสมส่วนของธันวาก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทีสุขุมและมั่นใจ ในมือของเขามีแฟ้มเอกสารทางกฎหมายฉบับหนา แววตาคมปลาบของเจ้าของไร่ชาหนุ่มมองตรงไปยังภาคินด้วยความรู้สึกเป็นปรปักษ์อย่างเปิดเผย โดยไม่มีทีท่าเกรงกลัวบารมีของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังแม้แต่น้อย บรรยากาศภายในร้านพลุกพล่านไปด้วยกระแสไฟฟ้าแห่งความตึงเครียด สายตาสองคู่ของชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลทั้งสองคนปะทะกันกลางอากาศราวกับมีประกายไฟแลบแปลบ ภาคินขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ความหงุดหงิดพุ่งพล่านขึ้นถึงขีดสุดเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายคนอื่นเข้ามาพัวพันและปกป้องอดีตภรรยาของตนอย่างออกนอกหน้า "แกเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องนี้?" ภาคินเค้นเสียงถามด้วยความเย่อหยิ่ง รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา ธันวาเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างไม่ี่สะทกสะท้าน เขาก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างรินรดาอย่างปกป้อง พร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังทึบ "ผมเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ... และเป็นคนที่พร้อมจะปกป้องร้านนี้ทุกวิถีทางครับ คุณภาคิน" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนในที "ถ้าคุณคิดจะใช้เกมธุรกิจมาบีบบังคับรินล่ะก็... ผมเกรงว่าคุณคงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะทางเราได้เตรียมทีมทนายมือหนึ่งไว้สู้คดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และรับรองว่า... ข่าวเรื่องการใช้อำนาจมืดฮุบที่ดินของบริษัทคุณ คงจะขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน" ดวงตาของภาคินวับวาวด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เขาไม่เคยถูกหักหน้ากลางที่สาธารณะเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากผู้หญิงที่เขาเคยทอดทิ้ง และผู้ชายบ้านนอกที่ไหนก็ไม่รู้ ร่างสูงสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์เดือดดาล ก่อนจะหันกลับมาจ้องรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย "เก่งมาก... ทั้งคู่เลยนี่" ภาคินแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น สายตากวาดมองรินรดาราwieจะจดจำใบหน้านี้ไว้ให้ขึ้นใจ "คิดเหรอว่าแค่ทนายกระจอกๆ กับคำขู่เรื่องข่าวจะทำให้ผมล้มเลิกแผนการนี้ได้? อยากสู้ใช่ไหม? งั้นก็เตรียมตัวรับมือกับนรกที่แท้จริงบนโลกธุรกิจได้เลย... รินรดา!" พูดจบ ภาคินก็สะบัดหน้าหนีด้วยความเกรี้ยวกราด ร่างสูงใหญ่เดินกระแทกเท้าออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว แรงผลักประตูทำให้กระดิ่งทองเหลืองสั่นระรัวด้วยความบ้าคลั่ง ก่อนที่ร่างนั้นจะหายลับไปหลังบานกระจก ความเงียบงันกลับมาปกคลุมร้านอีกครั้ง รินรดาระบายลมหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยความเหนื่อยล้า เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลหลังเคาน์เตอร์ มือเรียวยกขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวที่กำลังแล่นริ้วขึ้นมา ธันวามองเธอด้วยแววตาห่วงใย ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่บางเบาๆ "ไหวไหมครับ ริน" เสียงทุ้มเอמהถามอย่างอ่อนโยน รินรดาเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มบางๆ ให้ชายหนุ่มเป็นการขอบคุณ "ขอบคุณนะคะธันวา ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ฉันคง..." "ผมบอกแล้วไงครับว่าผมอยู่ข้างคุณเสมอ" ธันวายิ้มตอบ รอยยิ้มอบอุ่นนั้นช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจเธอได้บ้าง ทว่า... ความโล่งใจยังไม่ทันได้ทอดยาว ทันใดนั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนอนุบาล กำลังยืนแนบหน้ามองผ่านกระจกใสหน้าร้านเข้ามาด้านใน ดวงตากลมโตใสแป๋วคู่นั้นจดจ้องมองมาที่ขนมปังอบใหม่บนชั้นวางด้วยความอยากกิน รินรดารู้สึกใจกระตุกวูบเมื่อเห็นใบหน้าด้านข้างของเด็กชายคนนั้น... สันจมูกโด่งรั้น โครงหน้า และโดยเฉพาะแววตาคู่นั้น... มันช่างถอดพิมพ์ทรงเดียวกับผู้ชายที่เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน! ก่อนที่รินรดาจะได้ทันก้าวขาออกไป เด็กชายคนนั้นก็หันไปเรียกผู้หญิงคนสนิทที่จูงมืออยู่ข้างๆ "คุณแม่ครับ... ผมอยากกินขนมปังรสขมชิ้นนั้นจังเลยครับ" หัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลันเมื่อตระหนักได้ว่า... เด็กชายคนนี้มีอายุราวๆ สี่ขวบเศษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอกำลังตั้งครรภ์ลับๆ ก่อนที่ความจริงทั้งหมดจะถูกพายุแห่งความโหดร้ายพัดกระหน่ำจนแตกสลาย และในวินาทีนั้นเอง... เสียงเคาะกระจกรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของภาคินที่เดินกลับมาที่หน้าร้านพอดี เพราะลืมเอกสารสำคัญบางอย่างไว้! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์ให้รินรดาในสมรภูมิครั้งนี้นะคะ --- เมฆหมอกสีชมพู ---
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับขนมปังรสขม กับอดีตสามีที่อยากคุกเข่าขอโทษ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%