เสียงฟ้าร้องคำรามครืนใหญ่ราวกับท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมาตรงหน้าตึกคณะนิเทศศาสตร์ คือสัญญาณเตือนภัยรอบสุดท้ายที่ทำให้ฉันอยากจะกราบกรานขอร้องวิญญาณป้าข้างคณะให้ช่วยเสกคาถาหยุดฝนให้ที
"อะ... ไอ้คนบ้า!"
ฉันแหวใส่ร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงเสาปูนด้วยท่าทางสบายใจเฉิบเป็นที่สุด หมอนี่... กรณ์ เดือนคณะสถาปัตย์ปีสาม เจ้าของฉายา 'เตาผิงเคลื่อนที่' ประจำมหาวิทยาลัย ที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็มีแต่รังสีความกวนประสาทแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวแทบจะไหม้เกรียม
"อ้าว พรีม พูดแบบนี้กับคนที่อุตส่าห์ยืนรอเป็นเพื่อนได้ยังไงครับเนี่ย" กรณ์เลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากที่ส่งมาให้นั้นช่างน่าหมั่นไส้เสียจนฉันอยากจะหยิบชีทเรียนฟิสิกส์หนาเตอะฟาดหน้าหล่อๆ นั้นสักทีสองที
ให้ตายเถอะ นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย!
หลังเลิกเรียนคลาสประวัติศาสตร์ศิลป์ ฝนฟ้าก็ดันตกลงมาอย่างกับอั้นมาจากชาติปางก่อน แถมตึกคณะนิเทศฯ ที่ฉันยืนอยู่ดันไม่มีร่มสำรองขายสักคัน จะเดินฝ่าสายฝนออกไปหน้ามอมีหวังเปียกปอนเป็นลูกตกน้ำแน่ๆ และในจังหวะที่กำลังกลุ้มใจจนคิ้วขมวดเป็นปม เจ้ากรรมนายเวรหน้าหล่อรายนี้ก็เดินถือร่มพับสีดำคันจิ๋วโผล่มาจากไหนไม่รู้ บอกว่าจะเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์
แต่ปัญหาคือ... ร่มคันนั้นน่ะ มันเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าร่มคู่รักด้วยซ้ำ มันคือร่มพับพกพาขนาดมาตรฐานที่ต่อให้ผู้หญิงตัวเล็กๆกางคนเดียวยังเฉียดฉิว แล้วนี่ผู้ชายตัวโตระดับไหล่กว้างเป็นเมตรอย่างกรณ์ต้องมายืนเบียดเสียดอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับฉันเนี่ยนะ!
"ใครใช้ให้มารอเล่า! กลับไปเลยไป๊!" ฉันสะบัดหน้าหนี แสร้งมองเม็ดฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่เห่อขึ้นมาตรงพวงแก้ม
"ใจร้ายจังวะพรีม... ดูดิ เปียกหมดแล้วเนี่ย" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นใกล้หูจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวเขา ฉันหันขวับไปมองแล้วก็ต้องผะผะเผชิญหน้ากับแผงอกกว้างที่อยู่ห่างกันแค่คืบ เพราะแรงลมกระโชกทำให้กรณ์ต้องขยับเข้ามาประชิดตัวฉันเพื่อบังสายฝน มือใหญ่ข้างที่ไม่ได้ถือร่มเอื้อมมาคว้าข้อมือฉันเบาๆ แล้วดึงเข้ามาใกล้เขาอีกนิด
ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก!
ให้ตายเถอะ เสียงหัวใจฉันมันดังแข่งกับเสียงฝนข้างนอกหรือเปล่าเนี่ย ทำไมมันถึงได้เต้นแรงจนน่ากลัวแบบนี้!
"ยะ... ຢ่ามาเนียนนะ ปล่อยเลย!" ฉันโวยวายเสียงสั่น พยายามดึงข้อมือตัวเองกลับ แต่มีหรือที่แรงผู้หญิงอย่างฉันจะสู้แรงหนุ่มสถาปัตย์ที่ออกกำลังกายเป็นประจำได้ นอกจากจะไม่หลุดแล้ว เขายังกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นอีกหน่อยจนไหล่ของเราแนบชิดกัน
บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกลดอุณหภูมิลงฉับพลันเหลือเพียงความเงียบงันที่มีเสียงฝนเป็นฉากหลัง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ เจือกลิ่นอายฝนจางๆ ลอยเข้าจมูกจนเผลอสูดหายใจเข้าลึกโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบคู่นั้นก้มลงมองฉัน นัยน์ตาพราวระยับที่มักจะซ่อนความขี้เล่นเอาไว้เสมอ ตอนนี้กลับมีความจริงจังบางอย่างสะท้อนอยู่จนฉันไม่กล้าสบตาตรงๆ
"ไม่ได้เนียนสักหน่อย... ตัวเล็กแค่นี้ ถ้าปล่อยให้เดินคนเดียว เดี๋ยวก็ปลิวไปกับลมฝนพอดี" เสียงกระซิบพร่าเลือนลอยมาพร้อมกับปลายนิ้วอุ่นที่ปัดปอยผมซึ่งเปียกชื้นแนบแก้มให้อย่างเบามือ
สัมผัสนั้นเบาหวิวราวกับขนนก แต่กลับทิ้งร่องรอยความร้อนรุ่มไว้บนผิวเนื้อราวกับถูกไฟลวก ฉันยืนนิ่งค้างไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันกับความใกล้ชิดที่เกินเส้นคำว่า 'รุ่นพี่รุ่นน้อง' ไปไกลโข
"กรณณ์..." ฉันเผลอครางชื่อเขาออกมาแผ่วเบา ราวกับถูกมนต์สะกด
"หืม?" เขาเลิกคิ้วรับ รอยยิ้มร้ายกาจเมื่อครู่หายไปไหนหมดแล้ว เหลือเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉันราวกับต้องการค้นหาคำตอบบางอย่าง
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานซึ้งจนหัวใจฉันแทบจะละลายกลายเป็นไอความร้อน หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกันหนาวก็สั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายความเงียบ กรณ์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะผละตัวออกห่างครึ่งก้าวเพื่อเปิดทางให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดู
หน้าจอแสดงข้อความจากแอปพลิเคชันแชท น้ำหวานส่งรูปภาพหน้าจอห้องสตรีมเกมของฉันเมื่อคืนก่อนพร้อมแคปชั่นแซวว่า *"อุ๊ย ใครน้ามาโดเนทเปย์หนักแถมพิมพ์จีบกลางไลฟ์ แฟนคลับเขาลือกันสนั่นด้อมแล้วนะแกรรร"*
ฉันหน้าถอดสีทันที รีบกดเข้าแอปพลิเคชันเพื่อจะพิมพ์ปฏิเสธเพื่อนสนิท แต่เพราะความลนลานและนิ้วที่ยังสั่นเทาจากความใกล้ชิดเมื่อครู่ ปลายนิ้วเจ้ากรรมดันไปกดโดนปุ่มส่งสติกเกอร์รูปหัวใจดวงโตพุ่งชนหน้าจอแชทของ... กรณ์ ที่ค้างหน้าต่างสนทนากับฉันไว้พอดิบพอดี!
เห, ชิบหายแล้ว!
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบใช้นิ้วรัวกดปุ่มยกเลิกข้อความอย่างลนลาน แต่เพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตในตึกช่วงฝนตกมันช่างเต่าคลาน ข้อความเจ้ากรรมจึงขึ้นสถานะ 'ส่งแล้ว' ทนโท่!
"อุ๊ย ส่งอะไรมาเหรอครับ... หัวใจดวงโตเบ้อเริ่มเลย" เสียงทุ้มเอ่ยแซ้ามาพร้อมเสียงหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดเป็นจุล
กรณ์ก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่เพิ่งแจ้งเตือนข้อความ แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบฉบับเดือนคณะปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดกึก
"ส่งใจมาให้แบบนี้... แสดงว่าที่พูดเมื่อกี้ ที่บอกว่าไม่อยากให้พี่กลับเนี่ย แปลว่าใจตรงกันสินะครับ?"
"ไอ้... ไอ้คนหลงตัวเอง!" ฉันแหวใส่เสียงดังลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งทะยานจนควบคุมไม่อยู่
ทว่าในวินาทีที่ฉันกำลังจะก้าวหนีด้วยความอับอาย กรณ์กลับคว้าข้อมือฉันไว้เบื้องหลัง แล้วดึงร่างฉันเข้าหาอกแกร่งอีกครั้งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือของเขาเองที่ดังขึ้นขัดจังหวะ—ไม่ใช่เสียงแชทจากไลน์ปกติ แต่เป็นเสียงแจ้งเตือนข้อความแปลกปลอมจากเบอร์โทรศัพท์ปริศนาที่ส่งตรงเข้าเครื่องเขา หน้าจอแสดงข้อความสั้นๆ แต่กลับทำให้รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของกรณ์เลือนหายไปในพริบตาเดียว
ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความนั้นจบ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองออกไปเบื้องหน้าฝ่าม่านสายฝนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนตกใจ ราวกับกำลังเห็นบางสิ่งที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกำลังเดินตรงมาทางนี้...
ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันตรงนี้นะคะ รักษาสุขภาพและเตรียมตัวรับมือกับความฟินในตอนหน้ากันด้วยนะคะ!
เดือนคณะสุดกวนกับยัยปีหนึ่งสายสตรีม•ตอนที่ 8
ฝนตก รถติด และร่มคันเดียว
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เดือนคณะสุดกวนกับยัยปีหนึ่งสายสตรีม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!