กี่ลมหายใจแล้วที่ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นพยานของการฆ่าฟัน?
สำหรับฉินอวี้ ความตายไม่เคยส่งเสียงคำราม มันมักย่างกรายเข้ามาในรูปของความเย็นเยียบที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านผ่านข้อต่อกระดูก ราวกับพิษร้ายจากอสรพิษโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้กลีบดอกไม้ป่าอันงดงาม
เหตุการณ์ประลองสำนักเมื่อครู่เป็นเพียงละครฉากหน้า ละอองปราณกระบี่และเสียงปรบมือชื่นชมของเหล่าผู้วิหาญยังไม่ทันจางหายจากลานกว้าง บัดนี้ รอบกายเขากลับถูกแผ่พุ่งด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว อักขระสีชาดนับร้อยตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับฝูงแมลงปีกแข็งกระหายเลือด เส้นสายสีแดงฉานเหล่านั้นถักทอเข้าหากันจนกลายเป็นค่ายกลปิดกั้นสวรรค์และปฐพี—*ค่ายกลสังหารโลหิตผสานวิญญาณ*
"รวดเร็วนัก..."
ฉินอวี้พึมพำเบา ๆ แววตาคมกริบดั่งกระบี่ที่ซ่อนฝัก ร่างโปร่งในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือเรียวดุจหยกขาวสอดประสานเข้าหากันในแขนเสื้อ หยิบแผ่นยันต์ศิลาทมิฬเจ็ดแผ่นออกมาอย่างไร้เสียง เขาหาได้ใช้พลังลมปราณอันน้อยนิดไม่ หากแต่ใช้วิถีจิตเชื่อมโยงกับกฎเกณฑ์ธรรมชาติรอบตัว
*เปรี้ยง!*
เสาเพลิงสีดำสนิทพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่าง มันคืออักขระต้องห้ามจากแดนสนธยาที่มุ่งตรงมาหมายแผดเผาร่างของเขาให้เป็นจุล ทว่า ฉินอวี้เพียงก้าวเท้าถอยหลังสามเหลี่ยมกลาย ขยับปลายนิ้ววาดเส้นสายอากาศธาตุเพียงชั่วพริบตา ค่ายกลต้านทานปฐพีก็ถูกกางขึ้นรับแรงกระแทกจนเกิดเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะทำให้ฝุ่นควันตลบอบอวล แต่ม่านพลังของเขายังคงมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้รอยร้าวแม้แต่น้อย
ในเงามืดลึกของรัตติกาล ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่กลมกลืนกับความมืดมิดพลانชะงักงัน ดวงตาภายใต้หน้ากากกระดูกสัตว์ฉายแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด มือสังหารผู้นี้คือยอดฝีมือผู้สำเร็จวิชาอักขระโลหิตโบราณ ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนโดยไม่เคยพลาดเป้า แต่บัดนี้ กระบวนท่าแรกของมันกลับถูกเด็กหนุ่มผู้ไร้รากปราณแก้ไขได้อย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วย
"เจ้า... เป็นใครกันแน่?" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูกเสียดสีดังลอดออกมาจากหน้ากาก
ฉินอวี้ไม่ตอบคำถามนั้น เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันแต่ทว่าสงบนิ่ง "คนตาย... ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อของหมากบนกระดาน"
สิ้นคำพูดของฉินอวี้ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นความหนתเหน็บที่เสียดแทงถึงขั้วหัวใจ อุณหภูมิดิ่งฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
*ฉับพลัน* เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสวรรค์ก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า นางลอยตัวลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของฉินอวี้อย่างไร้สุ้มเสียง ปลายเท้าแตะสัมผัสยอดใบไม้ไผ่โดยไม่ทำให้ใบไม้ไหวแม้แต่น้อย มู่หรงเซียน เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ นางปรากฏกายขึ้นแล้ว
เรือนร่างระหงห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกปลิวไสวตามแรงลมปราณอันหนาวเหน็บ ใบหน้างามล้ำเลิศดั่งภาพวาดของเทพเซียนประดับด้วยความเย็นชาไร้ที่ติ ทว่า ในวินาทีที่ดวงตาคู่สวยกวาดมองสำรวจร่างของฉินอวี้เพื่อยืนยันว่าเขาปลอดภัย ความเย็นชาในแววตานั้นก็พลันละลายหายไปวับราวกับหิมะกระทบแสงอาทิตย์ หลงเหลือเพียงความห่วงใยล้ำลึกที่นางพยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีอันสง่างาม
"เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่มันสั่นเครือเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น บ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ภายในอกของสตรีผู้เยือกเย็นที่สุดในยุทธภพ
ฉินอวี้เหลือบมองนางเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลงชั่วขณะ เขาส่ายหัวเบา ๆ "ข้าไร้รอยขีดข่วน... เซียนเยือกแข็งเช่นท่าน เหตุใดจึงชอบยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่นเล่า?"
"ผู้ใดบอกว่าข้ามายุ่งเรื่องของผู้อื่น" มู่หรงเซียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความทระนงตนของเจ้าสำนักกระบี่เหมันต์กลับถูกเจือด้วยความอ่อนหวานที่มอบให้แก่บุรุษผู้นี้เพียงผู้เดียว "ในเมื่อวิถีกระบี่ของข้าผูกติดอยู่กับจิตวิญญาณแห่งฟ้าดิน การที่ผู้ใดบังอาจมาลอบทำลายความสมดุลในอาณาเขตของข้า ย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
คำกล่าวของนางมิได้เอ่ยเพื่ออวดอ้าง แต่มันคือกฎเหล็กแห่งสำนักกระบี่เหมันต์ และเหนือสิ่งอื่นใด... คือคำประกาศิตของผู้ปกป้อง
มือสังหารในเงามืดสะท้านเฮือกเมื่อเผชิญหน้ากับรัศมีกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของมู่หรงเซียน มันรู้ดีว่าต่อให้รวมพลังทั้งหมดที่มี ก็ไม่มีทางเอาชนะเทพเซียนแห่งแดนเหมันต์ผู้นี้ได้ ทางรอดเดียวคือต้องหลบหนี!
มันสะบัดมือขวา อักขระสีชาดระเบิดออกเป็นกลุ่มควันพิษหนาทึบ หมายอำพรางการถอยร่น ทว่า มู่หรงเซียนหาได้ให้โอกาสนั้นไม่ นางยกมือขึ้นช้า ๆ นิ้วเรียวดั่งหยกขาวชี้ตรงไปยังกลุ่มควัน
*ชิ้ง!*
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังกังวานใสเสียดแทงฟ้าดิน กระบี่เหมันต์โบราณปรากฏขึ้นกลางอากาศ พลังปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศออกไปราวกับสายฟ้าสีคราม มันไม่ได้ทำลายเพียงแค่กลุ่มควันพิษ แต่แช่แข็งทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อย丈ให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในชั่วลมหายใจเดียว ร่างของมือสังหารลึกลับถูกตรึงไว้กลางอากาศในท่าทางกำลังหลบหนี เกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าใสปกคลุมทั่วร่างจนมองไม่เห็นแม้แต่ลมหายใจ
ทว่า ในวินาทีที่ฉินอวี้ก้าวเท้าเข้าไปใกล้เพื่อตรวจสอบใบหน้าภายใต้หน้ากากนั้นเอง...
รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนมุมปากของร่างที่ถูกแช่แข็ง ดวงตาใต้หน้ากากของมือสังหารพลันเปล่งประกายสีดำทมิฬอันผิดธรรมชาติ มันมิใช่แววตาของมนุษย์ใกล้ตาย แต่มันคือแววตาของปีศาจที่กำลังหัวเราะเยาะความโง่เขลาของโลกหล้า
*เปรี้ยง!*
ร่างที่ถูกแช่แข็งระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่ใช่เพราะพลังของมู่หรงเซียน แต่เป็นการระเบิดจากภายใน! กลีบดอกไม้สีดำสนิทดอกหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากเศษซากน้ำแข็ง กลีบดอกไม้นั้นส่งกลิ่นหอมหวานอันน่าสะอิดสะเอียน กลิ่นอายที่ฉินอวี้คุ้นเคยดีจากตำราโบราณที่สาบสูญ
*โอสถกลืนวิญญาณโลหิตมาร...*
มู่หรงเซียนขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมาในอก นางเอื้อมมือเรียวไปคว้าแขนเสื้อของฉินอวี้ไว้โดยไม่รู้ตัว "ฉินอวี้... มีบางอย่างไม่ถูกต้อง"
ฉินอวี้ไม่เอับเอื้อนคำใด สายตาของเขาทอดมองไปยังกลีบดอกไม้สีดำที่กำลังสลายกลายเป็นอักษรลับกลางอากาศ อักษรเหล่านั้นมิได้ส่งสารถึงพวกเขา แต่มันกำลังนับถอยหลังสู่วินาทีแห่งการทำลายล้างที่แท้จริง
บนท้องนภากว้างยามรัตติกาล จู่ ๆ ก็ปรากฏรอยแยกสีม่วงเข้มขนาดมหึมาฉีกกระชากม่านเมฆออกเป็นสองส่วน เสียงคำรามกึกก้องจากห้วงมิติที่ลึกที่สุดดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าถล่ม และในความมืดมิดของรอยแยกนั้นเอง... ดวงตาสีทองคู่มหัศจรรย์นับพันดวงก็ลืมขึ้นพร้อมกัน มองจ้องตรงลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับราชันย์แห่งปีศาจที่ตื่นจากการหลับใหล
ขอขอบคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งค่ายกลและกระบี่ด้วยกันเสมอนะครับ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 11
ศัตรูในเงามืด
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!