"หากท่านก้าวข้ามเส้นเขตแดนนี้ไปเพียงหนึ่งชุ่น กระบี่ของท่านจะมิได้สังหารข้า แต่จะเป็นลมหายใจของท่านเองที่ขาดสะบั้นลงด้วยกรงเล็บแห่งค่ายกลที่ท่านไม่อาจมองเห็น"
คำกล่าวราบเรียบดั่งสายน้ำนิ่งของฉินอวี้ดังก้องกังวานท่ามกลางลานประลองที่เงียบงันจนน่าใจหาย ยอดฝีมือจากสำนักธรรมะทั้งห้าแห่งแดนบูรพาหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที อาวุธในมือสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความตระหนก สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มในชุดสีครามเรียบง่ายที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้าเพียงลำพัง
ฉินอวี้ไม่ได้พกพากระบี่ แม้แต่ไอพลังปราณที่ควรจะมีในฐานะจอมยุทธ์เขาก็แทบไม่มี แต่สิ่งที่เขามีคือดวงตาที่ลุ่มลึกราวกับมองทะลุผ่านความว่างเปล่าไปเห็นถึงกลไกของสวรรค์
"เจ้าคนโอหัง! อย่าได้บังอาจใช้เล่ห์เพทุบายข่มขู่พวกข้าด้วยอักขระปลอมๆ พวกนี้เลย!" เจ้าสำนักเมฆาคำรามเสียงดังสนั่น ก่อนจะตวัดกระบี่พุ่งตัวเข้าหาฉินอวี้ด้วยท่วงท่า 'มังกรทะยานฟ้า' ที่รวดเร็วและดุดัน กระบี่ในมือเปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับพร้อมจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณ
ฉินอวี้เพียงแค่นยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศอย่างแช่มช้า ทันใดนั้น พื้นหินเบื้องหน้าของเจ้าสำนักเมฆาก็ปรากฏรอยแยกสีทองจางๆ อักขระโบราณนับพันตัวหมุนวนเข้าหากันราวกับมวลหมู่ดาราที่กำลังโคจรย้ายตำแหน่ง
*ครืน!*
มิใช่เสียงของกระบี่ที่ปะทะกับร่างกาย แต่เป็นเสียงของมิตที่บิดเบี้ยว เจ้าสำนักเมฆาที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงกลับพบว่าตนเองกำลังวิ่งย้อนกลับไปทางเดิมอย่างประหลาด ยิ่งพุ่งตัวไปข้างหน้า ร่างของเขากลับยิ่งห่างจากฉินอวี้ออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ราวกับติดอยู่ในวังวนของเขาวงกตที่ไร้จุดสิ้นสุด
"วิชาเดรัจฉาน! นี่มันวิชาอันใดกัน!" เจ้าสำนักเมฆาสบถอย่างบ้าคลั่ง เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่จู่โจมเข้าใส่ร่างจากทุกทิศทาง มันมิใช่แรงปะทะทางกายภาพ แต่เป็นแรงบีบคั้นทางจิตวิญญาณที่ทำให้พลังลมปราณในจุดตันเถียนปั่นป่วนจนแทบจะธาตุไฟเข้าแทรก
ฉินอวี้มองภาพนั้นด้วยสายตาสงบนิ่ง "ในเมื่อท่านยึดถือเอา 'ธรรมะ' เป็นที่ตั้ง เหตุใดท่านจึงไม่มองดูรอบตัวให้ถ้วนถี่เล่า? พลังของท่านที่ทุ่มเทลงมานั้น มิได้มุ่งสู่เป้าหมาย แต่มันกำลังทำลายรากฐานความเชื่อของตัวท่านเองต่างหาก"
ในขณะเดียวกัน มู่หรงเซียนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนหอคอยสูง นางเฝ้ามองชายหนุ่มผู้นี้ด้วยสายตาที่ซับซ้อน ความเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีในแววตาของนางเริ่มร้าวราน นางเห็นความอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายนั้น เห็นความทระนงที่ไม่ได้อวดเบ่ง แต่หยั่งรากลึกถึงแก่นแท้ของวิถีแห่งเต๋า เขาไม่ใช่จอมยุทธ์ที่ใช้วิชาดาบฆ่าฟัน แต่นี่คือ 'ปรมาจารย์' ผู้บงการความเป็นไปของสรรพสิ่งด้วยปัญญา
นางรู้ดีว่าในยุทธภพที่เต็มไปด้วยการนองเลือด หากใครสักคนสามารถควบคุมชะตาของผู้คนได้โดยไม่เปื้อนเลือดคนผู้นั้นย่อมเป็นที่หวาดกลัวและเป็นที่เลื่อมใสยิ่งกว่าจอมราชันย์ใดๆ
"เจ้าสำนักเมฆา... หยุดเถิด" มู่หรงเซียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางใสกระจ่างดั่งกระดิ่งเงิน แม้จะเย็นเยียบแต่กลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก "ค่ายกลของเขาไม่ได้สังหารพวกท่าน แต่เขากำลังสอนให้พวกท่านรู้จัก 'ความว่างเปล่า' ของพลังที่พวกท่านภาคภูมิใจ หากท่านยังดึงดันจะบุกต่อ ก็มีเพียงการสูญเสียวิชาฝีมือที่สั่งสมมาตลอดชั่วชีวิตเท่านั้น"
เจ้าสำนักเมฆาหอบหายใจรวยริน ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เขาสัมผัสได้ว่าหากเขาขยับตัวอีกเพียงนิด กระแสลมปราณที่ฉินอวี้วางไว้จะฉีกกระชากเส้นชีพจรของเขาจนขาดสะบั้น เขาจำต้องเก็บกระบี่ลงฝักด้วยมือที่สั่นเทาและสีหน้าที่ไร้ความสง่าราศี
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" เขาเค้นถามด้วยความเคียดแค้นและหวาดหวั่น
ฉินอวี้ไม่ตอบ แต่เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาวางเท้าลง พื้นดินที่เคยบิดเบี้ยวกลับคืนสู่สภาพเดิม อักขระสีทองค่อยๆ เลือนหายไปราวกับหมอกควันที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา
"ข้าก็เพียงคนเดินดินที่พยายามหาความหมายในยุทธภพที่โกลาหล" ฉินอวี้ตอบพลางสบสายตากับมู่หรงเซียนที่ก้าวลงมาจากหอคอย นางเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยมาแตะจมูก
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง เสียงกลองศึกจากทิศตะวันตกก็ดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับกองทัพนับหมื่นกำลังเคลื่อนพลเข้ามา ลมพายุหมุนมืดมิดก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า ท้องนภาที่เคยสว่างไสวพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด
"ไม่ทันแล้ว..." มู่หรงเซียนพึมพำ ใบหน้าของนางซีดเผือดลงเล็กน้อย "ฉินอวี้... พลังของ 'ค่ายกลปิดผนึกสวรรค์' ที่ท่านเพิ่งใช้ออกไป ได้ไปปลุก 'เงาอดีต' ที่ถูกจองจำไว้ใต้หุบเขาแห่งนี้ให้ตื่นขึ้นมาแล้ว"
ฉินอวี้เงยหน้ามองฟ้า ความสุขุมในแววตาเปลี่ยนเป็นความจริงจังที่คาดเดาไม่ได้ เขาพบว่ากระบี่โบราณที่ฝังอยู่ลึกในผืนดินที่เขาเพิ่งทำลายค่ายกลลงนั้น กำลังสั่นระริกและปลดปล่อยกลิ่นอายสังหารที่ร้ายกาจกว่าสิ่งใดที่เขาเคยเผชิญมา
"มู่หรงเซียน... ถอยไปเสีย" ฉินอวี้กล่าวเสียงเรียบ แต่กระชับความมั่นใจในทุกคำพูด "สิ่งที่จะปรากฏขึ้นจากใต้พิภพนี้ มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือได้"
ทันใดนั้น เงาดำทมิฬรูปร่างคล้ายกระบี่ขนาดยักษ์ก็พุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา สกัดกั้นระหว่างเขากับนางไว้ และเสียงหัวเราะที่ฟังดูแหบพร่าและโบราณก็ดังก้องขึ้นจากความว่างเปล่า
"ในที่สุด... ข้าก็ได้พบผู้สืบทอด 'วิชาค่ายกลบรรพกาล' อีกครั้ง หลังจากที่รอคอยมานานนับหมื่นปี"
ฉินอวี้สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่แล่นเข้าสู่กระดูกสันหลัง เขาตระหนักได้ทันทีว่าการประลองครั้งนี้เป็นเพียงฉากหน้าของกับดักที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งบัดนี้เขาได้ก้าวเท้าลงไปยืนอยู่ตรงใจกลางของมันเรียบร้อยแล้ว
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในยุทธภพที่เปี่ยมไปด้วยกลเม็ดแห่งปัญญาในตอนนี้ครับ หมึกทองคำข้ามภพ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 10
กลยุทธ์เหนือยุทธภพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!