หยาดโลหิตสีชาดที่หยดลงบนพื้นหิมะขาวโพลนราวกับกลีบดอกเหมันต์ที่เบ่งบานกลางมหาภัยพิบัติ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของผู้อาวุโสสำนักอัคคีผลาญฟ้ายังคงก้องกังวานอยู่เบื้องหลัง ทว่าฉินอวี้ในยามนี้หาได้ใส่ใจความตายที่ไล่ล่ามาประชิดตัวไม่ ร่างกายของเขาโชกเลือดและแทบไม่เหลือหยาดลมปราณหล่อเลี้ยง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสุกสกาวราวกับดวงดาราที่ซ่อนเร้นอยู่ในห้วงลึกของจักรวาล
"ผู้ใดกล้าแตะต้องเขา... วันนี้สำนักของพวกเจ้าทั้งหมด จะต้องกลายเป็นทะเลเลือด!"
คำประกาศิตอันเยียบเย็นดุจน้ำแข็งพันปีที่เขากล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท แม้พลังยุทธ์ของเขาจะต่ำต้อยจนแทบไม่น่ามอง แต่วิชาค่ายกลและอักขระที่เขาสลักไว้ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่ค่ายกลประตูมิติ ได้ส่งร่างบอบช้ำนี้ทะลุมิติมาสู่เขตแดนต้องห้าม... หุบเขากระบี่หิมะ
ความหนาเหน็บของไอน้ำแข็งแผ่ซ่านเสียดแทงกระดูกดำ ความตายมิได้มาเยือนจากคมดาบของศัตรู หากแต่มาจากความเย็นยะเยือกที่พร้อมจะแช่แข็งวิญญาณให้แตกสลายเป็นจุล ฉินอวี้กัดฟันกรอด รสชาติคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก เขาฝืนลากสังขารที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมก้าวไปข้างหน้า ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำราวกับโกรธเกรี้ยวต่อผู้บุกรุก
ทุกย่างก้าวคือการเดิมพันด้วยลมหายใจ
ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะของฉินอวี้กำลังจะดับวูบลง เบื้องหน้าท่ามกลางม่านหิมะสีขาวโพลน กลับปรากฏเงาร่างหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นศิลาโบราณ
นั่นคือสตรีผู้หนึ่ง...
นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัวน้ำแข็งที่ลอยเหนือพื้นดินสามชั่วศอก เรือนผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่หมุนวนรอบตัว ทั่วทั้งร่างถูกห่อหุ้มด้วยเขตอาคมกระบี่เหมันต์ที่แหลมคมจนสามารถบั่นทอนวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณให้แหลกสลายได้ในพริบตา
นางคือ มู่หรงเซียน เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ ผู้บรรพชิตในวิถีกระบี่ผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกต่อโลกหล้า
ฉินอวี้ล้มลงคุกเข่าเบื้องหน้านาง ไอเย็นจากเขตอาคมแผ่เข้ากัดกินผิวเนื้อจนเกิดเสียงดังซีดเซียว แต่นัยน์ตาของเขายังคงแน่วแน่ เขารู้ดีว่าหากก้าวล้ำเข้าไปอีกเพียงครึ่งชุ่น เขากจะถูกกระบี่ไร้ลักษณ์ของนางสังหารทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
"บังอาจ..."
เสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลกหลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบของมู่หรงเซียน นางยังคงหลับตาเข้าฌาน ทว่ามหาอำนาจแห่งจิตวิญญาณกดทับลงมาบนร่างของฉินอวี้ราวกับภูเขาไท่ซานกดทับมดปลวก
ฉินอวี้กระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ สีหน้าซีดขาวไร้สีเลือด แต่ริมฝีปากกลับแย้มยิ้มออกมาด้วยความขบขันในโชคชะตา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับนางที่เพิ่งลืมตาขึ้นมามอง ความเย็นชาในดวงตาของมู่หรงเซียนดุจดั่งหุบเหวไร้ก้นบึง ทว่าเมื่อนางกวาดสายตามาพบกับชายหนุ่มผู้โชกเลือดที่ไร้ซึ่งพลังปราณ แต่นัยน์ตากลับทอประกายแห่งปราชญ์ผู้มองทะลุปรุโปร่ง กายของนางกลับสะท้านเฮือกโดยไม่รู้ตัว
นี่คือมนุษย์ผู้ไร้รากปราณ... เหตุใดจึงมีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ปานนี้?
"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงรบกวนการเข้าฌานของเปิ่นจั๋ว (ข้าผู้เป็นเจ้าสำนัก)" มู่หรงเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงไร้ระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่ทำให้สรรพสิ่งต้องสยบ
ฉินอวี้แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทุ้มนุ่มกังวาน "ข้า... เป็นผู้ที่กำลังหนีตายจากการไล่ล่าของหมาบ้ากลุ่มหนึ่ง และบังเอิญก้าวเข้ามาในเขตมรณะของท่าน... แม่นางมู่หรง หากท่านต้องการสังหารข้า ลงมือเสียตอนนี้ก็ยังไม่สาย"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงพายุหิมะที่โหยหวน มู่หรงเซียนพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้า นางสัมผัสได้ถึงร่องรอยของค่ายกลอักขระโบราณที่หลงเหลืออยู่บนเสื้อผ้าของเขา อักขระเหล่านั้นซับซ้อนและลึกซึ้งจนแม้แต่นางผู้บรรลุวิถีกระบี่ขั้นสูงยังรู้สึกทึ่ง
มือเรียวดุจหยกขาวของมู่หรงเซียนยกขึ้น นิ้วเรียวยาวชี้ไปทางฉินอวี้ กระบี่เหมันต์ที่ปักอยู่ข้างกายสั่นระริก ปลดปล่อยจิตสังหารที่เฉียบคมจนอากาศรอบตัวปริร้าว
"คนที่ก้าวล้ำเข้ามาในหุบเขากระบี่เหมันต์... ล้วนต้องตาย" มู่หรงเซียนเอ่ยเสียงเรียบ นางเตรียมจะสะบัดนิ้วปลิดชีพมดปลวกผู้นี้ตามกฎเหล็กของสำนัก
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฉินอวี้ไม่หลบหนี ไม่ร้องขอชีวิต เขากลับยื่นมือที่สั่นเทาออกไป หยิบก้อนหินธรรมดาก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้วกดมันลงบนพื้นหิมะตามตำแหน่งที่คำนวณไว้ด้วยสายตาอย่างแม่นยำ
*วู้มมม!*
ประกายแสงสีทองจางๆ พลันสพลั่งขึ้นจากพื้นดิน ค่ายกลสะท้อนดาราขั้นปฐพีที่เขาแอบสลักไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามา ทำงานขึ้นอย่างเงียบเชียบ มันมิได้มีไว้โจมตี แต่มันทำหน้าที่ ‘ดูดซับ’ และ ‘หักเห’ ไอเย็นรอบตัวเพื่อปกป้องจุดชีพจรที่กำลังจะแตกดับของเขาเอง และในขณะเดียวกัน แสงอักขระนั้นก็พุ่งผ่านจุดอับสายตา พุ่งตรงไปสัมผัสกับจุดชีพจรที่กำลังติดขัดในการบำเพ็ญเพียรของมู่หรงเซียนพอดิบพอดี!
ร่างของมู่หรงเซียนสะท้านเฮือก อาการลมปราณตีกลับที่นางต้องอดทนข่มไว้ตลอดร้อยปีจากการฝึกวิชากระบี่เหมันต์ไร้ใจ บัดนี้กลับถูกพลังอักขระลึกลับของฉินอวี้กดจุดนวดผ่อนคลายลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินแก่นแท้หายวับไปในพริบตา
ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตกตะลึงฉายชัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี
เขารู้จุดอ่อนในเคล็ดวิชาของนางได้อย่างไร? และเขากล้าดดีอย่างไร ถึงใช้ค่ายกลมารักษาอาการบาดเจ็บของนางท่ามกลางความตายที่จ่ออยู่บนคอ?
มู่หรงเซียนลดมือลงทันที จิตสังหารมลายหายไปสิ้น นางจ้องมองชายหนุ่มผู้ไร้ลมปราณแต่กลับกุมความลับและชะตาชีวิตของนางไว้ในกำมือด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง
"เจ้า... ทำสิ่งใดลงไป?" นางเอ่ยถาม น้ำเสียงแปรเปลี่ยนเป็นความพร่าเลือนที่ซ่อนความสั่นไหวไว้เบื้องลึก
ฉินอวี้แย้มยิ้มบางๆ อย่างเหนื่อยอ่อน เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปากของเขาอีกครั้ง ร่างกายเอนเอียงใกล้จะล้มลง ทว่าก่อนที่ร่างของเขาจะกระทบพื้นหิมะอันหนาวเหน็บ มู่หรงเซียนกลับขยับกายด้วยความเร็วเหนือแสง ร่างระหงในชุดขาวพุ่งเข้ามาคว้าตัวเขาไว้ในอ้อมแขนอย่างนุ่มนวล
กลิ่นอายความเย็นบริสุทธิ์ผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยเข้าจมูกฉินอวี้ มู่หรงเซียนประคองร่างของเขาไว้แนบอก หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิตของนาง กลับเต้นระรัวขึ้นอย่างไม่เป็นจังหวะ ยามที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ของเขา
แต่นางยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ทันใดนั้น... บรรยากาศรอบหุบเขากระบี่เหมันต์ก็พลันบิดเบี้ยว ท้องฟ้าที่เคยมีหิมะโปรยปรายกลับถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกสีดำมืดสนิท แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์สวรรค์แผ่ซ่านกดทับลงมาจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
"ฮ่าๆๆๆ! ฉินอวี้ เจ้าหนูสวะ คิดว่าหนีมาซ่อนตัวที่นี่แล้วจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักอัคคีผลาญฟ้าอย่างนั้นรึ!"
เสียงหัวเราะกึกก้องราวดั่งสายฟ้าฟาดทะลวงผ่านม่านอาคมเข้ามา เงาร่างของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักอัคคีผลาญฟ้า พร้อมด้วยยอดฝีมืออีกนับร้อยชีวิตปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้าหุบเขาอย่างอุกอาจ และในวินาทีที่เงาร่างของผู้อาวุโสใหญ่ก้าวล้ำเข้ามาพร้อมกับกระบี่เพลิงอัคคีที่ชักออกจากฝักเพื่อเตรียมสังหารล้างบาง...
มู่หรงเซียนก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยงดงามและเย็นชาบัดนี้กลับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าขุมนรก นางค่อยๆ วางฉินอวี้ลงอย่างทะนุถนอม ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ พร้อมกับกระบี่เหมันต์ในมือที่สั่นระริกด้วยความกระหายเลือด
"บังอาจนัก..." มู่หรงเซียนเอ่ยเสียงกระซิบที่ดังชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน "พวกเจ้า... กล้าดียังไงมารบกวนเวลาที่เขาพักผ่อนในดินแดนของข้า"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ
"หมึกทองคำข้ามภพ"
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 2
พบพานท่ามกลางเหมันต์
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!