โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผนึกศิลาอัคคี รังสรรค์เป็นละอองฝนสีโลหิตที่โปรยปรายลงบนแท่นบูชาบรรพจารย์พันปี
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายอับชื้นของถ้ำลี้ลับ ฉินอวี้กระอักโลหิตคำโตออกมา ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เส้นชีพจรทั่วร่างปูดโปนจนน่ากลัวราวกับตัวหนอนที่กำลังดิ้นรนอยู่ใต้ผิวหนัง ทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกาย คือความตระหนักรู้ที่สายเกินแก้—ค่ายกลดาราดับสูญที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสลักขึ้นด้วยหยดเลือดและจิตวิญญาณตลอดสามสัปดาห์เต็ม บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นค่ายกักขังวิญญาณที่พร้อมจะบดขยี้รากฐานปราณของเขาให้แหลกสลายเป็นจุล
"ศิษย์พี่ใหญ่... ทำไม?"
เสียงแหบพร่าเล็ดลอดไรฟันของฉินอวี้เต็มไปด้วยความเวทนาและประชดประชัน ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววปราชญ์เปรื่อง ทะนงตนเหนือผู้ใด บัดนี้กลับสะท้อนภาพของชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า—"เฟิงเทียน" ศิษย์ร่วมสำนักผู้ที่เขาเคยไว้ใจดั่งมือขวา
เฟิงเทียนแย้มยิ้ม มุมปากหยักลึกด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ร่างของมันแผ่กลิ่นอายพลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ออกมาข่มขวัญจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว มันก้าวเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้เรียวแรงของฉินอวี้ทีละก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวาน บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท
"ฉินอวี้... เจ้าฉลาดเป็นกรด อ่านค่ายกลออกทะลุปรุโปร่ง รู้จักการจัดวางอักขระฟ้าดินเพื่อพลิกสถานการณ์ แต่เจ้ากลับโง่เขลาในเรื่องของ 'ใจคน' เสียจริง" เฟิงเทียนหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความริษยาที่สะสมมาแรมปี "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าผู้อาวุโสจะมอบตำรากระบี่ไร้ลักษณ์ให้แก่คนไร้พรสวรรค์ด้านลมปราณอย่างเจ้า? เจ้าเป็นเพียงแค่เครื่องมือ... เป็นหุ่นเชิดที่ใช้สมองสลักค่ายกลให้สำนักเท่านั้น!"
ฉินอวี้ไม่ได้โกรธเกรี้ยว ไม่มีการสบถด่าทออย่างที่เฟิงเทียนคาดหวัง นัยน์ตาคู่สีนิลของเขากลับสงบนิ่งดึงดูดราวกับผิวน้ำในบึงลึกยามไร้ลมพัดผ่าน เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน จนทำให้เฟิงเทียนต้องชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
"เจ้าหัวเราะอะไร?" เฟิงเทียนขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งระแวง
"ข้าหัวเราะความตื้นเขินของเจ้า..." ฉินอวี้เอ่ยเบาๆ แต่ทุกคำกลับทรงพลังราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจ "เจ้าคิดว่าค่ายกลดาราดับสูญนี้... ข้าสร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าใช้สังหารข้าอย่างนั้นหรือ?"
สิ้นเสียงของฉินอวี้ แผ่นศิลาโบราณรอบกายก็พลันสั่นสะท้าน อักขระสีทองอร่ามที่เคยดับมืดลงเพราะถูกสกัดกั้น กลับเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้งด้วยพลังปราณที่รุนแรงกว่าเดิมนับร้อยเท่า!
"บ้าน่า! เจ้าควบคุมมันได้อย่างไร ในเมื่อแก่นแท้ของค่ายกลถูกทำลายไปแล้ว!" เฟิงเทียนหน้าถอดสี รีบถอยหลังกรูดด้วยความตื่นตระหนก ปราณคุ้มกายถูกเรียกใช้ออกมาจนสุดกำลัง
"อักขระที่แท้จริง ไม่ได้อยู่บนแผ่นศิลา... แต่อยู่ในจิตวิญญาณของข้าต่างหาก"
ฉินอวี้ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น แม้เลือดจะยังไหลอาบมุมปาก แต่แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงอย่างสง่างาม ไม่ก้มหัวให้โชคชะตา นิ้วเรียวยาวสะบัดวาดกลางอากาศเพียงเบาๆ ค่ายกลพันปีก็แปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บมังกรเพลิงพุ่งเข้าจู่โจมเฟิงเทียนในพริบตา!
ตู้ม!
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะทำให้ผนังถ้ำสั่นสะเทือน เศษหินและฝุ่นผงตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เฟิงเทียนกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำอย่างแรง กระอักเลือดคำโตออกมาไม่หยุด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ มันเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อพบว่าพลังปราณของตนเองกำลังถูกค่ายกลสูบกลืนหายไปทีละน้อย
"ฉินอวี้! ไว้ชีวิต... อร๊ากกก!"
เฟิงเทียนยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค ค่ายกลอักขระก็บดขยี้ร่างของมันจนแหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ไม่เหลือแม้กระทั่งวิญญาณให้ไปผุดไปเกิด
ทว่า... ราคาที่ฉินอวี้ต้องจ่ายนั้นแสนสาหัส ยันต์อักขระสะท้อนกลับที่เขาใช้เป็นไม้ตายเมื่อครู่ ได้ทำลายเส้นชีพจรลมปราณเส้นสุดท้ายในร่างกายของเขาจนหมดสิ้น พลังบำเพ็ญเพียรที่สะสมมาหลายสิบปีมลายหายไปสิ้นในชั่วพริบตา ร่างกายของเขาร่วงหล่นลงกระแทกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ความมืดมิดเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ สติของเขาค่อยๆ ดับวูบลงทีละน้อย
ในวินาทีที่สติกำลังจะหลุดลอย ความเงียบงันของถ้ำลี้ลับก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงฝีเท้าเบาหวิวราวกับขนนก ทว่ากลับทรงพลังกดดันจนแม้แต่วิญญาณยังต้องสั่นสะท้ำน
กลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์โชยมาแตะจมูกท่ามกลางกลิ่นคาวเลือด ร่างระหงในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลายดาราครามก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องร่างของฉินอวี้ นางคือ "มู่หรงเซียน" เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพเซียนผู้เย็นชาและไร้หัวใจที่สุดในยุทธภพ
ดวงตาคู่งามล้ำเลิศไร้ที่ติจ้องมองร่างที่โชกเลือดของฉินอวี้ นัยน์ตาที่เคยเยียบเย็นไร้ระลอกคลื่นมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับไหววูบอย่างรุนแรง นางย่อกายลงช้าๆ ปลายเรียวนิ้วสั่นเท้าระริกยามสัมผัสลงบนข้อมือที่ไร้ชีพจรของเขา
นางมิเคยชายตาสองครั้งให้บุรุษใดในใต้หล้า... แต่วันนี้ นางกลับยอมคุกเข่าลงบนพื้นสกปรกเปื้อนเลือด เพื่อโอบกอดบุรุษผู้พลิกฟ้าด้วยปัญญาผู้นี้ไว้ในอ้อมแขน
"ฉินอวี้... เจ้ากล้าดียังไงถึงทิ้งข้าไว้เบื้องลำพังเช่นนี้"
น้ำเสียงที่มักจะเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดล้ำลึก นางถ่ายเทพลังปราณบริสุทธิ์ขอบเขตราชันย์เซียนเข้าสู่ร่างของเขาเพื่อย้อมชีวิต ทว่าทันใดนั้นเอง... เงาร่างนับสิบสายก็พุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบปากถ้ำ แรงกดดันระดับเซียนขั้นสูงแผ่พุ่งเข้ามาหมายเอาชีวิต
มู่หรงเซียนค่อยๆ วางร่างของฉินอวี้ลงอย่างทะนุถนอม นางลุกขึ้นยืนช้าๆ แผ่นหลังเหยียดตรงดั่งกระบี่วิเศษที่ถูกชักออกจากฝัก บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนอุณหภูมิติดลบ ไอความเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกมาราวกับจะแช่แข็งสรรพสิ่งในรัศมีร้อยลี้
นางกวาดสายตามองเหล่าผู้อาวุโสทรยศที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาดุจคมกระบี่ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ
"ผู้ใดกล้าแตะต้องเขา... วันนี้สำนักของพวกเจ้าทั้งหมด จะต้องกลายเป็นทะเลเลือด!"
— โปรดติดตามตอนต่อไป —
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่และอักขระนี้ด้วยกันนะครับ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 1
หมากกระดานแรกที่ถูกทำลาย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!