ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเสียดกระดูกจนผนังถ้ำศิลาปรากฏเกล็ดน้ำแข็งสีครามระยับ
"หุบปาก... แล้วตั้งสมาธิเสีย"
น้ำเสียงของฉินอวี้ราบเรียบ ทว่าก้องกังวานดั่งระฆังทองคำที่สั่นสะเทือนถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ เบื้องหน้าเขาคือมู่หรงเซียน เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้สง่างามดั่งเทพเซียน ทว่ายามนี้ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์กลับชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีแดงเข้ม เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากเนียนละเอียด ก่อนจะถูกไอเย็นจากธาตุไฟเข้าแทรกแปรเปลี่ยนเป็นผลึกน้ำแข็งร่วงหล่นลงพื้น
ลมปราณย้อนกลับ... ทัณฑ์สวรรค์แห่งวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กำลังแผดเผาร่างกายนางจากภายใน
ดวงตาดอกท้อที่เคยเย็นชาและเย่อหยิ่งดั่งเซียนบนเก้าอี้หยก บัดนี้ฉายแววพร่าเลือน ลมหายใจของนางติดขัด ชีพจรเก้าหยินในร่างกำลังแตกสลาย หากปล่อยไว้ชั่วก้านธูปเดียว ร่างและวิญญาณของนางจะแหลกสลายกลายเป็นธุลีน้ำแข็งอย่างแท้จริง
มู่หรงเซียนเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด นางพยายามฝืนโคจรวิชาเพื่อกดขี่ลมปราณที่ตีกลับ แต่นั่นยิ่งทำให้ความเจ็บปวดทวีคูณดั่งนับหมื่นศัสตรากรีดแทงกระดูก "ฉิน... ฉินอวี้... ปล่อยข้าไปเถอะ..." เสียงของนางแหบพร่า ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บจากภายใน "ธาตุไฟเข้าแทรกครั้งนี้... เกินกว่าพลังของมนุษย์จะฝืนต้าน แม้แต่เจ้า... ก็ไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่..."
ฉินอวี้ไม่ตอบคำกล่าวของนาง แววตาของบุรุษหนุ่มผู้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านลมปราณกลับปรากฏประกายปัญญาที่คมกริบดั่งกระบี่โบราณ เขาไม่ได้ใช้กำลังภายในเข้าช่วยเหลือ เพราะเขารู้ดีว่าพลังลมปราณอันน้อยนิดของตนไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่คิดสั่นคลอนขุนเขา
ทว่า... โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยลมปราณเพียงอย่างเดียว
"มนุษย์หรือ?" ฉินอวี้แค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่มั่นคงอย่างประหลาด "ในสายตาของฟ้าดิน พวกเราล้วนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง แต่หากหมากตัวนั้นรู้ว่ากระดานถูกวางกลลวงไว้ตรงไหน มันก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้เช่นกัน"
สิ้นคำพูด ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกของฉินอวี้ก็สะบัดออก
พู่กันขนสัตว์วิเศษที่จุ่มด้วยหมึกโลหิตมังกรนพเก้าปรากฏขึ้นในมือ อากาศภายในถ้ำศิลาระเบิดเสียงคำรามต่ำๆ ออกมา ค่ายกลอักขระโบราณนับหมื่นตัวถูกสลักขึ้นกลางอากาศด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ ทุกครั้งที่ปลายพู่กันแตะสัมผัส ความว่างเปล่าจะปรากฏรอยแยกสีทองเรืองรอง
นี่ไม่ใช่การรักษาอาการบาดเจ็บทั่วไป แต่นี่คือการ "ฝืนลิขิต"
"เจ้า... กำลังจะทำอะไร?" มู่หรงเซียนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปี นางไม่เคยเห็นบุรุษใดกล้าใช้สายตาดุดันและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้จ้องมองนางมาก่อน นางผู้เป็นถึงเจ้าสำนักผู้สูงส่ง ผู้อยู่เหนือผู้คนนับล้านในยุทธภพ บัดนี้กลับยอมฝากลมหายใจและชะตากรรมทั้งหมดไว้ในกำมือของบุรุษผู้ไม่มีแม้แต่รากปราณผู้นี้
"ข้าจะเปลี่ยนดวงชะตาของเจ้า" ฉินอวี้กล่าวสั้นๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
"ยันต์อักขระข้ามภพ... เปิด!"
ตู้มมม!
ออราสีทองอร่ามพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนากายของมู่หรงเซียน อักขระโบราณนับล้านตัวหมุนวนรอบกายร่างของนางราวกับมังกรทองเริงระำ ทันทีที่อักขระตัวแรกสัมผัสผิวเนียนนุ่ม ไอเย็นยะเยือกที่กัดกินกระดูกก็ส่งเสียงกรีดร้องรากับภูตผีที่พบเจอแสงตะวัน ลมปราณย้อนกลับที่กำลังคลั่งไคล้ถูกพลังอักขระกดทับลงอย่างเฉียบพลัน
มู่หรงเซียนสะท้านเฮือก ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ความเจ็บปวดที่เคยแผดเผาร่างกายมลายหายไปในพริบตา ราวกับว่ามีเซียนผู้ยิ่งใหญ่ลงมาดึงนางขึ้นมาจากขุมนรกโลกันตร์
ทว่า การฝืนกฎแห่งสวรรค์ย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง
กระอัก!
ฉินอวี้พ่นโลหิตคำโตออกมาทันที ร่างกายของเขาเซถลาเกือบทรุดลงกับพื้น แรงสะท้อนกลับจากค่ายกลอักขระข้ามภพนั้นรุนแรงเกินกว่าร่างเนื้อของคนธรรมดาจะรับไหว ผิวหนังตามแขนของเขาปริแตก เผยให้เห็นรอยเลือดซึมออกมาตามรูขุมขน แต่ดวงตาของเขายังคงแน่วแน่ ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ฉินอวี้!"
มู่หรงเซียนลืมตัวอุทานออกมา น้ำเสียงที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึกบัดนี้สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ความห่วงใยที่นางไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดมาก่อนในชีวิต พรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ นางรีบยื่นมือเรียวบางออกไปประคองร่างที่กำลังเซของเขาไว้ อ้อมแขนของนางสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่รับน้ำหนักของบุรุษผู้โง่เขลานี้
กลิ่นอายจางๆ ของดอกเหมันต์ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดลอยอบอวล ฉินอวี้ล้มตัวลงพิงกับไหล่บอบบางของนาง ลมหายใจของเขารดรดต้นคอระหง
"ข้า... ไม่เป็นไร" ฉินอวี้ฝืนยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไร้สีเลือด "แค่แลกกับการช่วยชีวิตเซียนผู้สูงส่ง... คุ้มค่าแล้ว"
มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากแน่น หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความรู้สึกประหลาดบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังกัดกินความเย็นชาในจิตวิญญาณของนาง นางไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้าใกล้รัศมีสามเชือกของนาง แต่วันนี้... นางกลับอยากโอบกอดบุรุษผู้นี้ไว้ในอ้อมแขนให้แน่นที่สุด
"เจ้าคนโง่..." นางพึมพำเสียงเบา ชายแขนเสื้อสีขาวสะอาดเอื้อมไปเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากให้เขาอย่างอ่อนโยน ท่าทางเช่นนี้หากศิษย์ในสำนักกระบี่เหมันต์มาเห็นคงตกใจจนกระอักเลือดตายเป็นแน่
แต่ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นดำรงอยู่เพียงชั่วลมหายใจ
ครืนนนนน!
ท้องนากายเหนือถ้ำศิลาจู่ๆ ก็มืดสนิทลงในพริบตา เมฆสีดำทะมันทอประกายสายฟ้าสีม่วงเข้มม้วนตัวเข้าหากันราวกับอสูรกายกลืนกินดาราจักร เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งอาณาจักร ทัณฑ์สวรรค์... กำลังมาเยือนผู้ที่กล้าบังอาจฝืนลิขิตชีวิตคน!
มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แววตาของนางกลับมาเยือกเย็นและคมกริบดั่งกระบี่อีกครั้ง ทว่ามือเรียวยังคงโอบกอดเอวของฉินอวี้ไว้แน่น นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว "ดูท่าทาง... สวรรค์คงไม่ยอมปล่อยพวกเราไปง่ายๆ"
ฉินอวี้หรี่ตาลง มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่แปรปรวน มุมปากของเขากลับยกย่องรอยยิ้มเย็นเยียบที่คาดเดาไม่ได้
"สวรรค์หรือ?" ฉินอวี้กระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนนางต้องสะท้าน "หากสวรรค์ต้องการชีวิตพวกเรา วันนี้... ข้าจะใช้ยันต์อักขระสลายฟ้าดินนี้ แหวกนภาให้เจ้าดูเอง!"
ฉับพลันนั้นเอง... แสงสว่างสีทองเจิดจ้าก็ระเบิดขึ้นจากพื้นดิน ทะลวงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าตัดผ่านความมืดมิด พร้อมๆ กับเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกไอศิลาเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศภายในถ้ำเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด—
"ฮ่าๆๆ ช่างเป็นคู่รักที่น่ายกย่องเสียจริง... น่าเสียดายที่วันนี้ พวกเจ้าจะต้องตายอยู่ที่นี่!"
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมา ณ ที่นี้นะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 3
ยันต์อักขระข้ามภพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!