"ค่ายกลสวรรค์แปดทิศนี้ เสื่อมถอยลงไปถึงเจ็ดส่วนแล้ว หากผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่เช่นท่านยังฝืนใช้ลมปราณกระบี่กระแทกเข้าใส่เพื่อควบคุมมัน เกรงว่าอีกไม่ถึงสามค่ำคืน หอคัมภีร์ร้อยบุปผานี้คงได้กลายเป็นเถ้าธุลีไปพร้อมกับตำราโบราณนับหมื่นเล่มอย่างแน่นอนครับ"
น้ำเสียงของฉินอวี้ราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและเฉียบคมราวกระบี่ไร้ฝักที่ถูกชักออกมาทาบ1คอหอย ความเงียบงันอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้องโถงชั้นในของหอคัมภีร์ แสงจันทร์สีนวลยวงที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักสาดกระทบลงบนใบหน้าด้านข้างของมู่หรงเซียน นางเซียนผู้สง่างามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่งไร้มลทิน ขนตางอนงามราวปีกจักจั่นไหวระริกเล็กน้อย ดวงตาคู่คมดุจกระบี่น้ำแข็งจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
นางเป็นถึงเจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ ผู้บรรลุขอบเขตวิญญาณสวรรค์ขั้นสูง ผู้ใดในยุทธภพไม่ก้มหัวให้ยามพบนาง? ทว่าในยามนี้ กลับมีบุรุษผู้ไม่มีแม้แต่เส้นลมปราณในตan田 (ตันเถียน) ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า ชี้จุดบกพร่องของค่ายกลบรรพกาลที่บรรพบุรุษสำนักสร้างขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในสติปัญญาของตนเอง
มู่หรงเซียนมิได้โกรธเคือง นางผ่านโลกมามากจนรู้ว่าความจริงมักน่าขันและเจ็บปวดเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายรอบตัวของฉินอวี้ในยามนี้ช่างนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความโลภในคัมภีร์เซียน มีเพียงความเยือกเย็นของผู้เชี่ยวชาญที่มองทะลุปรุโปร่งในกฎแห่งสวรรค์
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงวิจารณ์ค่ายกลบรรพกาลของสำนักเรา?" น้ำเสียงของมู่หรงเซียนเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ทว่าไร้จิตสังหาร ปลายเรียวนิ้วขาวผ่องของนางลูบไล้ด้ามกระบี่ประจำกายเบาๆ "รู้หรือไม่ว่า แค่คำพูดเมื่อครู่ของเจ้า สามารถทำให้เจ้ากลายเป็นศพไร้ญาติได้กี่ครั้ง?"
ฉินอวี้แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นไม่ได้ประจบสอพลอ แต่เปี่ยมด้วยความมั่นใจในวิถีแห่งปัญญา เขาผายมือออกเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ชั้นตำราโบราณอย่างถือวิสาสะ โดยไม่เกรงกลัวต่อแรงกดดันจากลมปราณระดับเซียนที่แผ่ออกมาจากตัวนางแม้แต่น้อย
"หากผู้น้อยกลัวตาย คงไม่เสนอหน้าเข้ามาอยู่ในเขตหวงห้ามแห่งนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับ" ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ท่านเจ้าสำนักมู่หรง อาการธาตุไฟเข้าแทรกของท่านในยามดึก ย่อมมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของค่ายกลนี้ใช่หรือไม่? ค่ายกลกักเก็บพลังปราณเหมันต์รั่วไหลเข้าสู่จุดชีพจรของท่านทุกครั้งที่ท่านโคจรลมปราณ นี่ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียร แต่เป็นการรอนแรมอยู่บนปากเหวแห่งความตายต่างหาก"
คำพูดประโยคสุดท้ายราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของมู่หรงเซียน!
ร่างระหงของนางสะท้านเฮือก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความลับที่นางเก็บงำไว้แม้แต่ผู้อวุโสสูงสุดในสำนักก็ยังไม่ล่วงรู้ เหตุใดบุรุษผู้นี้จึงมองออกเพียงแค่กวาดสายตามองค่ายกลแวบเดียว?
"เจ้า..." มู่หรงเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตกใจ นางก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวฉินอวี้อย่างรวดเร็ว ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ราวกับดอกเหมันต์กลางหิมะโปรยปรายเข้าจมูกของฉินอวี้ ทว่าเขากลับไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ครึ่งก้าว ยังคงสบตากับนางตรงๆ ด้วยแววตาที่มั่นคง
"ข้อเสนอของข้ายังคงเดิมครับ" ฉินอวี้เอמהด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "ข้าจะซ่อมแซมค่ายกลสวรรค์แปดทิศนี้ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ปิดกั้นการรั่วไหลของปราณเหมันต์ และทำให้ท่านสามารถดูดซับพลังบริสุทธิ์เพื่อทะลวงขอบเขตขั้นถัดไปได้อย่างไร้สิ่งกีดขวาง แลกกับการที่ข้าขอใช้เวลาศึกษาตำราอักขระและค่ายกลโบราณในหอคัมภีร์แห่งนี้ เป็นเวลาสามเดือน"
ภายในห้องโถงเงียบสนิตรจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น บรรยากาศระหว่างจอมยุทธ์หญิงผู้เย่อหยิ่งในวิถีกระบี่กับอัจฉริยะผู้ใช้อักษรและค่ายกลช่างเปี่ยมด้วยแรงดึงดูดอันแปลกประหลาด
มู่หรงเซียนจ้องมองใบหน้าอันคมคายและสงบนิ่งของฉินอวี้ นางไม่เคยพบเจอชายใดที่กล้าต่อรองกับนางด้วยเงื่อนไขที่สง่างามเช่นนี้มาก่อน ไร้ซึ่งความลามกอนาจาร ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเท่าเทียมในฐานะผู้รู้แจ้งในวิถีของตน
"หากเจ้าซ่อมแซมไม่ได้..." มู่หรงเซียนกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากบางเฉียบขยับเข้าใกล้ใบหูของเขาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ "กระบี่เหมันต์เล่มนี้ จะตัดหัวใจของเจ้าออกเป็นสองซีก เพื่อชดเชยความอวดดีของเจ้า"
"ตกลงครับ" ฉินอวี้ตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก "แต่หากข้าทำสำเร็จ ท่านต้องสัญญาว่า จะอนุญาตให้ข้าหยิบยืมหยกบันทึกวิชาค่ายกลโบราณชิ้นนั้นได้ตามใจชอบ"
มู่หรงเซียนนิ่งงัดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์นัก ทว่ามุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่งดงามราวน้ำแข็งละลายกลายเป็นสายธารบริสุทธิ์ในฤดูใบไม้ผลิ
"ตามใจเจ้า... แต่อย่าคิดว่าข้าจะใจดีกับเจ้า หากค่ำคืนจันทร์ดับนี้ เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง"
เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง ทั้งสองก็เริ่มลงมือทันที ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนจันทร์ดับ ไร้ซึ่งแสงดาวนำทาง มีเพียงแสงเรืองรองจากปลายนิ้วของฉินอวี้ที่เริ่มวาดอักขระโบราณกลางอากาศ อักษรแต่ละตัวเปล่งประกายสีทองอร่ามขับไล่ความมืดมิดในหอคัมภีร์ ขณะที่มู่หรงเซียนยืนกอดอกถือกระบี่คอยคุ้มกันอยู่เบื้องหลัง สายตาของนางที่มองแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทว่า ในขณะที่อักขระตัวสุดท้ายกำลังจะถูกหลอมรวมเข้ากับแกนกลางของค่ายกล บรรยากาศภายนอกหอคัมภีร์กลับแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน ลมปราณสังหารอันรุนแรงสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านค่ายกลเข้ามาอย่างอุกอาจ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วภูเขาเหมันต์
"ฮ่าๆๆๆ! นึกไม่ถึงว่าเจ้าสำนักมู่หรงผู้สูงส่ง จะแอบซ่อนบุรุษไว้ในหอคัมภีร์ยามวิกาลเช่นนี้!"
ร่างของเงามืดสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนขื่อคาด้านบน ดวงตาสดใสเป็นประกายสีเลือดจ้องมองลงมาที่ทั้งสองด้วยความริษยาและจิตสังหารอันเปี่ยมล้น ดาบยาวในมือของมันอาบไปด้วยพิษโลหิตสีดำสนิท ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่ว!
ฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย มือที่กำลังวาดอักขระหยุดชะงักไปชั่วพริบตา... แขกที่ไม่ได้รับเชิญในยามจันทร์ดับเช่นนี้ มิได้มาเพื่อทักทายอย่างแน่นอน
มู่หรงเซียนขมวดคิ้วมุ่น จิตสังหารเย็นเยียบพวยพุ่งออกจากร่างจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงนับสิบองศา นางก้าวออกไปยืนขวางหน้าฉินอวี้โดยสัญชาตญาณ ทว่าก่อนที่นางจะได้ชักกระบี่ออกจากฝัก ฉินอวี้กลับเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของนางเบาๆ เป็นเชิงห้าม พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"อย่าเพิ่งขยับครับ... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของค่ายกลที่ข้าเพิ่งซ่อมแซมเสร็จเมื่อครู่ก็พอ"
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถียุทธภพกับผมนะครับ
- หมึกทองคำข้ามภพ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 4
ข้อแลกเปลี่ยนในค่ำคืนจันทร์ดับ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!