"เคล็ดวิชากระบี่เหมันต์ไร้ลักษณ์ของสำนักเรา หากฝึกฝนโดยไร้ซึ่งความเข้าใจในกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ก็เป็นได้เพียงแค่ก้อนน้ำแข็งที่รอวันละลาย... ฉินอวี้ ท่านมองสิ่งใดอยู่?"
น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความอาทรลึกล้ำที่มู่หรงเซียนไม่เคยเอ่ยต่อหน้าผู้ใด นางยืนสง่างามอยู่บนลานหยกขาว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามแรงลมปราณรอบกาย ทว่าสายตาคู่คมปลาบกลับทอดมองบุรุษผู้ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า—ฉินอวี้
บนลานหยกเบื้องหน้าของเขามีกิ่งไม้ไผ่ธรรมดากิ่งหนึ่งปักอยู่กลางพื้น รอบกิ่งไม้ไผ่หาได้มีร่องรอยการแกะสลักค่ายกลอักขระใดๆ ไม่ ทว่าหากมองด้วยเนตรทิพย์หรือจิตวิญญาณแห่งเซียน จะพบว่ารัศมีลมปราณรอบกิ่งไม้ไผ่นั้นบิดเบี้ยวเป็นรูปทรงเรขาคณิตซับซ้อน มันคือ 'ค่ายกลกลืนฟ้า' ฉบับย่อส่วนที่ฉินอวี้ใช้เวลาตลอดค่ำคืนที่ผ่านมาขบคิดขึ้นมา
ฉินอวี้ไม่ได้หันกลับไปมองนางทันที เขายังคงหลับตาลงครึ่งหนึ่ง สัมผัสถึงการไหลเวียนของลมปราณกระบี่ที่พัดผ่านรอยต่อของก้อนหิน ลมหายใจของเขาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะของห้วงมิติ
"ข้ากำลังมองหา 'ช่องว่าง' ครับคุณหนูมู่หรง" ฉินอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคง เขาลืมตาขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาที่ประกายแสงวาวโรจน์ดั่งดวงดาวในยามค่ำคืน "พวกท่านเหล่าผู้บำเพ็ญกระบี่ มักมองว่ากระบี่คืออวัยวะชิ้นที่สามสิบสอง คืออาวุธที่ใช้สังหารและปกป้อง... แต่ในมุมมองของค่ายกล กระบี่ก็เป็นเพียง 'จุดเชื่อมต่อ' ของพลังงานสายหนึ่งเท่านั้น หากเราควบคุมจุดเชื่อมต่อนี้ได้ ต่อให้ไร้ซึ่งลมปราณในตันtian เราก็สามารถชักนำกระบี่สวรรค์ให้เคลื่อนไหวได้เช่นกัน"
มู่หรงเซียนขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายหิมะบริสุทธิ์จางๆ ลอยแตะนาสิก ทว่าหัวใจใต้doesอกข้างซ้ายกลับเต้นผิดจังหวะยามที่อยู่ใกล้เขา นางย่อมรู้ดีว่าฉินอวี้ไร้ซึ่งเส้นชีพจรลมปราณกำเนิด แต่ทว่าความเข้าใจในกฎฟ้าดินของเขากลับลึกซึ้งเสียจนแม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดในสำนักยังต้องยอมสยบ
"กระบี่คือเจตจำนง... เจ้าจะบอกว่าเจตจำนงของเจ้า ถูกทดแทนด้วยแผ่นอักขระพวกนี้งั้นหรือ?" มู่หรงเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะยังคงความเย็นชาตามวิสัยเจ้าสำนัก ทว่าแววตากลับเจือประกายความใคร่รู้
"หาใช่การทดแทนไม่..." ฉินอวี้แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้สตรีผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งถึงกับนิ่งงัน "แต่เป็นการ 'ประสาน' ต่างหาก ดูนี่นะ"
ฉินอวี้ก้าวไปข้างหนwหนึ่งก้าว มือเรียวยาวดั่งหยกขาวเอื้อมไปแตะที่ปลายกิ่งไม้ไผ่ ชั่วพริบตานั้น นิ้วมือของเขากรีดกรายกลางอากาศราวกับกำลังวาดภาพทิวทัศน์ ใช้นิ้วแทนพู่กัน ใช้ลมหายใจแทนหมึกทองคำ อักขระโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นเรืองแสงสีทองอร่ามกลางอากาศ ล้อมรอบกิ่งไม้ไผ่เอาไว้เป็นชั้นๆ
วิ้ง—!
เสียงหึ่งต่ำดังสะท้านขึ้นในห้วงอากาศ แรงกดดันจากค่ายกลไร้ลักษณ์แผ่ซ่านออกไปโดยรอบ พื้นหยกขาวใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเล็กน้อย มู่หรงเซียนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ทันทีว่ารัศมีกระบี่เหมันต์ในร่างกายของนางถูกกระตุ้นให้สั่นพ้องไปกับค่ายกลนี้อย่างไร้ที่ติ
"นี่คือ... วิชากระบี่วิถีเดิม?" มู่หรงเซียนพึมพำออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
"ถูกต้องครับ" ฉินอวี้กล่าวต่อ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังดั่งระฆังทอง "วิชากระบี่ของสำนักท่าน เน้นความรวดเร็วและเฉียบคมเพื่อตัดขาดทุกสิ่ง ทว่าหากเราเปลี่ยนจากการใช้ 'แรง' มาเป็นการใช้ 'ตำแหน่ง' เล่า? ลองจินตนาการดูสิครับว่า หากเราวางตำแหน่งของกระบี่สอดรับกับจุดอับสายตาและจุดบอดของค่ายกลธรรมชาติ ต่อให้อีกฝ่ายมีขอบเขตพลังสูงกว่าท่านถึงสามขั้น แต่เมื่อก้าวเข้ามาในรัศมีย่อมต้องสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ... และชั่วขณะนั้นแหละ คือจังหวะที่กระบี่ของท่านจะไร้พ่าย"
ฉินอวี้หันมาสบตากับมู่หรงเซียน ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้เสียจนนางได้กลิ่นอายจางๆ ของชาสมุนไพรบนตัวเขา ความเยือกชาที่นางใช้ปกป้องตนเองจากโลกภายนอกมาตลอดหลายปี พลันละลายหายไปสิ้นราวกับน้ำแข็งเจอแสงอาทิตย์
มู่หรงเซียนหลบสายตาไปชั่วขณะ พวงแก้มขาวเนียนปรากฏรอยเรื่อสีแดงจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง นางกระแอมเบาๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ "เจ้า... ช่างพูดจาเพ้อเจ้อเสียนี่กระไร แต่มัน... ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง"
"ถ้าเช่นนั้น คุณหนูมู่หรง ลองทดสอบดูหน่อยไหมครับ" ฉินอวี้ผายมือไปยังกิ่งไม้ไผ่ที่ล้อมด้วยอักขระ "ใช้กระบี่จริงของท่าน แทงทะลวงเข้ามาที่ค่ายกลนี้ โดยไม่ต้องใช้ลมปราณ... ใช้เพียง 'ความเข้าใจในวิถีกระบี่' ของท่านเท่านั้น"
มู่หรงเซียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางเป็นถึงเจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ การให้ใช้วิชากระบี่โดยไม่พึ่งพาลมปราณถือเป็นเรื่องที่ท้าทายขีดจำกัดความเข้าใจอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเห็นนัยน์ตาที่ฉายแววท้าทายและเชื่อมั่นของฉินอวี้ นางก็พยักหน้ารับช้าๆ
ชิง—!
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังกังวานใสราวน้ำค้างกระทบใบบัว กระบี่เหมันต์ในมือของมู่หรงเซียนเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเย็นเยียบ นางก้าวออกไปหนึ่งก้าว ร่างระหงพุ่งทะยานออกไปดั่งหงส์เหิน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่กำลังจะสัมผัสกับกิ่งไม้ไผ่—
ตูมมม!
จู่ๆ มิติรอบตัวก็บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ท้องฟ้าเหนือลานหยกที่เคยแจ่มใส กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆทัณฑ์สวรรค์หนาทึบก่อตัวขึ้นพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นหยกแตกร้าวเป็นทางยาว!
มู่หรงเซียนใบถอดสี นางตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การฝึกฝนวิชาธรรมดา แต่มีบางสิ่งกำลังแทรกแซงค่ายกลที่ฉินอวี้สร้างขึ้น!
"ฉินอวี้ ระวัง!" นางตะโกนสุดเสียง ร่างบางพุ่งเข้าไปขวางเบื้องหน้าเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต นางก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดทำอันตรายชายหนุ่มผู้นี้เด็ดขาด
ทว่า ในขณะที่กระบี่เหมันต์กำลังจะปะทะเข้ากับสายฟ้าสีม่วงที่ผ่าลงมาจากฟากฟ้า ฉินอวี้กลับคว้าข้อมือเรียวของนางเอาไว้ แรงดึงอันนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยวทำให้มู่หรงเซียนต้องหยุดชะงัก
รอยยิ้มที่มุมปากของฉินอวี้ยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความตื่นเต้นของนักวางแผนผู้รอคอยเหยื่อมานาน
"ไม่ต้องตกใจครับคุณหนู..." ฉินอวี้กระซิบข้างหูกนาง น้ำเสียงนุ่มนวลจนหัวใจของนางสั่นสะท้าน "ปลาตัวใหญ่... ติดเบ็ดแล้ว"
สิ้นเสียงของฉินอวี้ แผ่นอักขระสีทองนับพันรอบกิ่งไม้ไผ่ก็พลันระเบิดแสงเจิดจ้า แผ่ขยายออกไปครอบคลุมทั่วทั้งหุบเขา เผยให้เห็นเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขา ทว่าตอนนี้... กลับถูกค่ายกลของฉินอวี้ตรึงเอาไว้กลางอากาศโดยขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิดเดียว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันด้วยดีเสมอมาครับ
- หมึกทองคำข้ามภพ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 5
กระบี่วิถีเดิม
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!