"เจ้าคิดว่าพันธนาการเส้นไหมอัคคีโลหิตนี้ จะกักขังวิญญาณผู้ที่เคยเหยียบย่างผ่านประตูความเป็นความตายมาแล้วได้จริงๆ หรือ... ศิษย์น้องฉิน"
เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายเสียดสีกันดังลอดออกมาจากใต้เงาหมวกคลุมสีดำสนิท ร่างที่ถูกตรึงกลางอากาศด้วยค่ายกลอักขระทองคำของฉินอวี้ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มุมปากภายใต้เงาหมวกกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบิดเบี้ยว น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภูตผีในขุมนรกโลกันตร์
ฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวที่กำลังสะบัดควบคุมแผ่นอักขระหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง แววตาของเขาสะท้อนประกายปัญญาที่ล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง เขามองทะลุผ่านความมืดมิดและพลังปราณที่ปั่นป่วนตรงหน้า จนกระทั่งจดจำร่องรอยลมปราณอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้—ลมปราณที่ควรจะดับสูญไปพร้อมกับซากศพในเหวนรกสวรรค์เมื่อสามปีก่อน
"หลี่ซาน..." ฉินอวี้เอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบราบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่ทำให้อากาศรอบกายหนทึบขึ้นมาทันตา "เจ้ามิได้ทรยศเพื่อเงินทองหรือเคล็ดวิชาของสำนักกระบี่เหมันต์... แต่เจ้าจงใจใช้ตัวเองเป็นหมากตัวหนึ่ง เพื่อเปิดประตูให้ 'สิ่งนั้น' ต่างหาก"
ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ขยาย ร่างของมู่หรงเซียนพลันเคลื่อนไหว นางก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าเพียงครึ่งก้าว กระบี่เหมันต์ในฝักข้างกายส่งเสียงร้องคำรามก้อง กลิ่นอายความเย็นเยือกขั้นสูงสุดแผ่พุ่งออกไปจนหยาดน้ำค้างบนใบไผ่กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม ดวงตาดั่งหงส์สวรรค์ของนางจ้องมองไปยังเงาลึกลับด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"สุนัขรับใช้ที่ไร้ศักดิ์ศรีเช่นเจ้า สมควรถูกกระบี่เหมันต์พิพากษาให้จิตวิญญาณแตกดับ ไม่หลงเหลือแม้แต่โอกาสที่จะได้กลับมาเกิดใหม่" มู่หรงเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี นางไม่เคยปรานีผู้ที่ทรยศต่อคุณธรรมและอาจารย์
ทว่า หลี่ซานกลับหัวเราะร่วนออกมาเสียงดังลั่น เสียงหัวเราะนั่นแห้งแล้งและเสียดแทงโสตประสาท จนทำให้ม่านพลังค่ายกลรอบตัวสั่นระริก
"ฮ่าๆๆ... ศิษย์พี่มู่หรง ท่านยังคงสูงส่งและโง่เขลาเช่นเคย! ท่านคิดว่าสำนักกระบี่เหมันต์ของพวกท่านคือศูนย์กลางของโลกกระนั้นหรือ? ท่านคิดว่าการที่ข้าขโมยตำราอัคคีสวรรค์ไปเมื่อสามปีก่อน คือการกระทำของโจรขโมยวิชาธรรมดาๆ งั้นรึ!"
หลี่ซานสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แสงสีดำทะมึนระเบิดออกรอบตัว เส้นไหมอัคคีโลหิตที่ฉินอวี้ถักทอด้วยค่ายกลอักขระเริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้นทีละน้อย พลังปราณฟ้าดินในรัศมีร้อยลี้เริ่มแปรปรวน หมอกทึบสีเลือดปกคลุมยอดเขาไผ่เขียวในพริบตา
ฉินอวี้ไม่ตกใจ เขาขยับข้อมือขวาอย่างรวดเร็ว วาดนิ้วกลางอากาศเป็นวงกลม อักขระสีทองนับพันตัวพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วราวกับฝูงดาวตก พุ่งเข้าประสานกับแนวค่ายกลเดิมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทันที พร้อมกันนั้น เขากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงสุขุม
"ระวังตัวด้วย... เซียนเอ๋อร์ พลังที่เขากำลังใช้ไม่ใช่ลมปราณของมนุษย์ในยุทธภพนี้"
คำว่า "เซียนเอ๋อร์" ที่หลุดออกมาจากปากของฉินอวี้ ทำให้หัวใจที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งของมู่หรงเซียนกระตุกวูบหนึ่ง ใบหน้างามล้ำเลิศขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ อย่างควบคุมไม่ได้ แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ น้ำเสียงที่อบอุ่นและมั่นคงของชายหนุ่มผู้นี้ ก็ยังคงเป็นเกราะคุ้ม ภัยที่แข็งแกร่งที่สุดในใจของนางเสมอมา
"ข้าเข้าใจแล้ว..." มู่หรงเซียนตอบรับเสียงเบา ดวงตาคู่สวยหันกลับไปมองเป้าหมายด้วยประกายคมกริบดั่งคมกระบี่
หลี่ซานมองภาพคนทั้งสองด้วยแววตาสمเพชเวทนา ก่อนที่เขาจะกล่าวประโยคที่ทำให้บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม
"พวกท่านคิดว่าข้าเป็นผู้ทรยศ... แต่ความจริงแล้ว ผู้ที่ทรยศต่อแผ่นดินและกฎสวรรค์ตัวจริง หาใช่ข้าไม่! เจ้าสำนัก... และเหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงศีลทั้งหลายต่างหาก คือผู้ที่กราบไหว้บูชา 'เงา' เบื้องบนมานานนับร้อยปีแล้ว!"
ฉินอวี้ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย สมองอันชาญฉลาดประมวลผลข้อมูลมหาศาลในเสี้ยววินาที—การที่สำนักใหญ่ระดับเซียนยอมเสี่ยงทำลายชื่อเสียงเพื่อซ่อนเร้นบางสิ่ง, ร่องรอยอักขระโบราณที่หายสาบสูญไปเมื่อหมื่นปีก่อน, และคราบเลือดปริศนาในหอตำรา... ทุกอย่างเริ่มต่อจิ๊กซอว์เข้าหากันจนเห็นเป็นภาพร่างอันน่าสะพรึงกลัว
"แผนการกลืนกินรากปราณเก้าสวรรค์..." ฉินอวี้พึมพำออกมาเบื้องต่ำ แววตาสะท้อนความตระหนักรู้ล้ำลึก "ที่แท้... เป้าหมายของพวกมันไม่ใช่แค่การครอบครองยุทธภพ แต่เป็นการใช้ชีวิตของคนทั้งแผ่นดินเพื่อเป็นเครื่องเซ่นสังเวยแก่ประตูมิติที่กำลังจะเปิดออก!"
"ฉลาดมาก... สมกับที่เป็นอัจฉริยะผู้ไร้ลมปราณแต่กลับควบคุมกฎสวรรค์ได้" เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากความว่างเปล่า
ทันใดนั้น มิติเบื้องบนหัวของพวกเขา10จ้างก็ฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำสนิท เงาร่างของบุรุษในชุดคลุมสีทองอร่าม ปักลวดลายดวงอาทิตย์เก้าดวงก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไร้ร่องรอย กลิ่นอายพลังกดดันระดับ "ราชันย์เซียน" แผ่ซ่านลงมากดทับจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของฉินอวี้และมู่หรงเซียนยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึก
หลี่ซานที่เคยเย่อหยิ่งเมื่อครู่ กลับคุกเข่าลงกลางอากาศด้วยความเคารพยำเกรงทันที
มู่หรงเซียนกัดฟันแน่น กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว นางจำร่องรอยพลังนี้ได้ทันที—นี่คือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักตรวจสอบสวรรค์ ผู้ที่ประกาศกร้าวมาตลอดว่าคอยปกป้องความสงบสุขของยุทธภพ!
ผู้อาวุโสชุดทองเหลือบสายตาลงมองฉินอวี้ด้วยแววตาดดูแคลนดั่งมองมดปลวก ก่อนจะยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
"น่าเสียดายจริงๆ ที่คนฉลาดเช่นเจ้า... ต้องมาจบชีวิตลงในค่ำคืนนี้ พร้อมกับความลับที่ไม่มีวันได้เปิดเผย"
ฉินอวี้เงยหน้าขึ้นสบตากับผู้มาใหม่โดยไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา มือขวาแอบหยิบแผ่นอักขระสีเงินบริสุทธิ์ขึ้นมาซ่อนไว้ในอุ้งมืออย่างแนบเนียน
"ท่านคิดว่าข้าเป็นปลาในอ่าง... แต่บางที... อ่างน้ำนี้อาจจะกำลังจะแตกสลายคามือของท่านเองต่างหาก"
ด้วยความขอบคุณจากใจจริง
หมึกทองคำข้ามภพครับ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 6
ความนัยของศิษย์พี่ทรยศ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!