"ท่านคิดว่าข้าเป็นปลาในอ่าง... แต่บางที... อ่างน้ำนี้อาจจะกำลังจะแตกสลายคามือของท่านเองต่างหาก"
สุ้มเสียงของฉินอวี้ราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งสำนักเงาอัสนีถึงกับชะงักฝ่ามือที่กำลังจะซัดลงมา ปราณสีนิลกาฬที่แผดเผาอยู่รอบกายอีกฝ่ายพลันสั่นระริกราวกับหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็น
ภายในถ้ำผนึกปราณโบราณ กลิ่นอายความกดดันระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายแทบจะกลายเป็นของแข็ง หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเหล่าศิษย์สายในที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ทว่าฉินอวี้กลับยืนหยัดอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของพายุแห่งความตายด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขากำลังสะบัดพู่กันหมึกวิญญาณเส้นสุดท้ายลงบนแผ่นยันต์สีชาดอย่างแม่นยำ ทุกอณูจิตสำนึกถูกหลอมรวมเข้ากับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินอย่างไร้ที่ติ
"เด็กน้อยอวดดี เจ้าคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้กระนั้นหรือ?" ผู้อาวุโสลำดับสามแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน แววตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม พลังปราณในร่างระเบิดออกราวกับภูเขาไฟปะทุ ฝ่ามือเหล็กไหลถูกเงาอัสนีห่อหุ้มจนกลายเป็นกรงเล็บมังกรเพลิงทมิฬ พุ่งทะยานเข้าหมายปลิดชีพคนตรงหน้าในคราเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้า ฉินอวี้หาได้หลบเลี่ยงไม่
ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงจักรวาล เขาไม่ได้มองที่ฝ่ามือของศัตรู แต่มองไปยัง "ประตูหินโบราณ" เบื้องหลังที่ถูกผนึกด้วยโซ่ตรวนแห่งค่ายกลสวรรค์
เปรี้ยง!
อักษรโบราณบนแผ่นยันต์ในมือฉินอวี้เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นมาทันที มันไม่ใช่แสงสว่างสีทองธรรมดา แต่เป็นอักขระโบราณสีเงินยวงที่หมุนวนเป็นรูปยันต์แปดทิศซ้อนทับกันถึงเก้าชั้น เมื่อเขาสะบัดข้อมือออกไป ยันต์แผ่นนั้นก็พุ่งตรงไปยังใจกลางประตูหินที่สลักลวดลาย "อสูรพิทักษ์บรรพกาล" ซึ่งหลับใหลมานานนับพันปี
ครืนนน—!
พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับมังกรใต้พิภพกำลังพลิกตัว เสียงคำรามต่ำทุ้มดังสะท้อนก้องกังวานออกมาจากภายในก้อนหินมหึมา แรงกดดันระดับอสูรบรรพกาลพุ่งทะยานทะลุทะลวงชั้นหินผาขึ้นสู่ท้องนภาจนเมฆหมอกสีดำทะมฬแตกกระจาย ผู้อาวุโสลำดับสามที่กำลังพุ่งเข้ามาถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายที่เคยเปี่ยมด้วยพลังปราณกลับแข็งค้างกลางอากาศ ราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นตรึงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่เหนือกว่า
"นะ... นั่นมันวิชาอะไรกัน!" เขาสบถออกมาด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่นว่าหากยังดันทุรังโจมตีต่อไป ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาจะต้องแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี
ฉินอวี้ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างสง่างาม เสื้อคลุมสีครามสะบัดพลิ้วตามแรงลมปราณที่ปั่นป่วน ใบหน้าคมคายเจือรอยยิ้มจางๆ ที่ยากจะหยั่งถึง
"วิชาอันใดไม่สำคัญ... สำคัญอยู่ที่ว่า ท่านบังอาจก้าวล่วงเข้ามาในเขตอาคมที่ข้าเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่างหากเล่า"
สิ้นคำพูดของฉินอวี้ ดวงตาของอสูรหินที่สลักอยู่บนประตูโบราณก็ลืมตาขึ้น!
ประกายแสงสีแดงฉานสาดส่องผ่านความมืดมิด กลิ่นอายสังหารอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่ายปกคลุมทั่วบริเวณ อสูรเฝ้าประตูปราณที่หลับใหลมานับหมื่นปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยค่ายกลอักขระของฉินอวี้ มันคำรามก้องฟ้า กรงเล็บหินมหึมาพุ่งทะยานออกมาราวกับสายฟ้าฟาด คว้าจับร่างของผู้อาวุโสลำดับสามไว้ในอุ้งมือเดียวอย่างง่ายดายราวกับจับมดปลวก
"อ๊ากกก—!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสลำดับสามพยายามดิ้นรนสุดชีวิต โคจรพลังปราณทั้งหมดที่มีเพื่อต้านทาน ทว่าต่อหน้าอสูรพิทักษ์ที่ได้รับการหนุน로나ด้วยค่ายกลสวรรค์ พลังของเขากลับเปรียบเสมือนหยดน้ำที่พยายามดับกองเพลิง บาดแผลฉกรรจ์ปรากฏขึ้นบนร่าง เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนึกหินจนกลายเป็นสีแดงฉานน่ากลัว
เหล่าศิษย์สำนักเงาอัสนีที่เหลือต่างพากันหน้าซีดเผือด เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้ใช้กำลังภายในเข้าห้ำหั่นกันอย่างโง่เขลา แต่มันคือการใช้ "ปัญญา" และ "ความเข้าใจในกฎสวรรค์" บงการขุมพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเองนับร้อยเท่า!
ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดของปากถ้ำ ห่างออกไปไม่ไกลนัก ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวดอกเหมันต์แรกแย้มกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเงาไม้
มู่หรงเซียน เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกต่อสิ่งใดในโลกหล้า ดวงตาคู่งามที่มักจะเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับทอประกายระยิบระยับด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางมองแผ่นหลังของบุรุษชุดครามผู้นั้นด้วยความรู้สึกที่แม้แต่นางเองก็ยากจะอธิบาย หัวใจที่เคยปิดตายมาตลอดชีวิตกลับเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ทุกก้าวที่เขาเดิน ทุกการตัดสินใจที่เฉียบคมและเด็ดเดี่ยว ล้วนสลักลึกEลงในห้วงความรู้สึกของนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
*บุรุษผู้นี้... ไม่เคยพึ่งพาพลังปราณกำเนิด แต่กลับสามารถเหยียบย่ำผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสูงส่งไว้ใต้ฝ่าเท้าด้วยมันสมองและปลายพู่กัน... เขาช่าง... น่าหลงใหลเสียจริง* มู่หรงเซียนรำพันในใจ มุมปากที่หยิ่งทะนงเผยรอยยิ้มบางเบาที่งดงามราวกับดอกเหมันต์ผลิบานท่ามกลางฤดูหนาว เป็นรอยยิ้มที่หากมีศิษย์คนใดในสำนักได้เห็นคงต้องตกตะลึงจนสิ้นสติ เพราะนี่คือรอยยิ้มแรกในรอบร้อยปีของเทพเซียนน้ำแข็งผู้นี้
ฉินอวี้กวาดสายตามองผลงานของตนเองด้วยความเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับมาประสานสายตากับความว่างเปล่าที่มู่หรงเซียนซ่อนตัวอยู่ ราวกับเขารับรู้การมีอยู่ของนางตั้งแต่วันแรกแล้ว มุมปากของเขายกย่องขึ้นเล็กน้อย ส่งสายตาสื่อความหมายบางอย่างกลับไป
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ความเงียบงันถูกฉีกกระชากด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทจากเบื้องลึกของถ้ำปราณ!
ตู้มมม—!
ผนึกหินชั้นที่สองที่ควรจะปิดตายไปอีกสามร้อยปี กลับพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า แรงระเบิดมหาศาลซัดเอาเศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกันนั้น... กลิ่นอายปราณสีดำทมิฬที่ชั่วร้ายและเก่าแก่ยิ่งกว่าอสูรตัวก่อน ก็พวยพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยก พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น
"ฮ่าๆๆๆ... ผ่านไปพันปี ในที่สุด... ข้าก็ได้กลิ่นอายของมนุษย์ที่โง่เขลาอีกครั้ง!"
เงาร่างมหึมาไร้รูปร่างที่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีเลือดค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความมืดมิด แรงกดดันระดับ "ราชันย์วิญญาณ" แผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบกายกลายเป็นสุญญากาศ ฉินอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปทันที แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เพราะสิ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... ไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่คือ "จิตวิญญาณบรรพบุรุษ" ของสำนักเงาอัสนีที่ถูกผนึกไว้เพื่อรอเวลาคืนชีพ!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางในยุทธภพอันลึกล้ำนี้ด้วยดีเสมอมานะครับ
*หมึกทองคำข้ามภพ*
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 7
สมรภูมิในก้อนหิน
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!