หยาดโลหิตสีแดงฉานหนึ่งหยด ร่วงหล่นกระทบลงบนพื้นศิลาหยกเย็นเยียบ ก่อให้เกิดเสียงกังวานดั่งระฆังสำริดในความเงียบงัน
“เจ้าฝืนใช้กระบวนท่า ‘เหมันต์ไร้เงา’ เกินขอบเขตพลังของตนเองอีกแล้วนะครับ มู่หรงเซียน”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความอาทรระคนตำหนิก้องขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอายโลหิตและไอปราณที่ยังคงคุกรุ่นหลงเหลือจากการต่อสู้เมื่อชั่วก้านธูปก่อนหน้า ฉินอวี้ย่อกายลงเบื้องหน้านาง มือข้างหนึ่งสะบัดเบาๆ แผ่นยันต์อักขระสีทองคำอร่ามก็ลอยคว้างกลางอากาศ ถักทอเป็นค่ายกลคุ้มครองวิญญาณเก้าชั้น ล้อมรอบร่างระหงที่สั่นเทิ้มของเจ้าสำนักกระบี่เหมันต์เอาไว้ภายใน
มู่หรงเซียนเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว ดวงตาหงส์คู่งามที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้ฉายแววความดื้อรั้นและตื่นตระหนกปะปนกัน นางพยายามจะฝืนยันกายลุกขึ้นยืนด้วยกระบี่ประจำกาย ทว่าลมปราณย้อนกลับที่ตีกลับเข้าสู่จุดตันเทียน ทำให้ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงอีกครา หากมิใช่เพราะวงแขนมั่นคงคู่หนึ่งเอื้อมมารับเอวบางของนางไว้ทันเวลา ร่างที่สง่างามดั่งเทพเซียนของนางคงล้มพับลงไปกองกับพื้นดินแล้ว
“ปล่อยข้า… ข้าดูแลตัวเองได้” น้ำเสียงของนางแห้งผากและเย็นชาตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ทว่ามันกลับสั่นเครือจนไร้ซึ่งน้ำหนักน่าเกรงขามอย่างเคย
ฉินอวี้ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดโต้เถียง เขาเพียงแต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาของบุรุษหนุ่มผู้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านลมปราณ กลับฉายประกายความลุ่มลึกดั่งห้วงมหาสมุทร เขาดึงผ้าแพรเนื้อดีจากอกเสื้อของตนเองอย่างเบามือ แล้วบรรจงซับคราบโลหิตที่มุมปากเรียวบางของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงนั้นราวกับกระแสธารแห่งชีวิตที่ไหลซึมผ่านเกราะป้องกันอันหนาหนักในใจของสตรีผู้เย่อหยิ่ง
นี่คือฉินอวี้ผู้ใช้สมองเหนือสรรพสิ่ง ผู้คนในยุทธภพต่างขนานนามเขาว่าบัณฑิตวิปริตผู้เล่นกับกลไกสวรรค์ แต่ในยามนี้… เขาคราบเงาของความเจ้าเล่ห์เพทุบายออกจนหมดสิ้น เหลือเพียงสุภาพบุรุษผู้ยืนหยัดปกป้องนางจากเงื้อมมือของมัจจุราช
“ในยุทธภพนี้ มีผู้ใดบ้างกล้าสั่งให้เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ปล่อยมือ?” ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง ดวงตาคมกริบมองสบตา1กับนางอย่างลึกซึ้ง “แต่สำหรับฉินอวี้แล้ว หากข้าปล่อยมือ… เจ้าอาจจะต้องหลับใหลไปชั่วนิรันดร์ภายใต้หิมะสีเลือดนี้ เจ้าคิดว่าข้าจะใจร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือครับ?”
หัวใจของมู่หรงเซียนกระตุกวูบอย่างรุนแรง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความสั่นไหวที่นางไม่เคยประสบพบเจอมาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรนับร้อยปี
ตลอดมา นางถูกหล่อหลอมให้เป็นกระบี่ที่คมกลาดที่สุด เป็นผู้นำที่ไร้พ่าย ห้ามอ่อนแอ ห้ามพึ่งพาผู้ใด และห้ามมี ‘จุดอ่อน’ ทว่าในยามนี้ ฉินอวี้กลับกำลังแสดงให้เห็นว่า ภายใต้ความแข็งแกร่งดั่งภูผาของนาง มีความเปราะบางที่ซ่อนเร้น และมีเพียงเขาเท่านั้น… ที่มองเห็นมันทะลุปรุโปร่ง
“เจ้า… ทำไมถึงต้องทำถึงเพียงนี้?” มู่หรงเซียนหลบสายตาคู่นั้น พยายามซ่อนความปั่นป่วนในอกด้วยการถามคำถามที่โง่เขลาที่สุดในชีวิต “ข้าเป็นเพียงเซียนผู้เย่อหยิ่งคนหนึ่ง เจ้าเป็นเพียงนักปราชญ์ผู้ใช้อักขระ… เส้นทางของเราแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว”
“เส้นทางของฟ้าดินอาจกว้างใหญ่ไพศาล แต่หัวใจของคนเรานั้นแคบยิ่งนักครับ” ฉินอวี้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนฝุ่นควัน “ข้าไม่ได้สนใจว่าเส้นทางของเจ้าจะนำพาไปสู่หนทางเซียนหรือขุมนรก ขอเพียงแค่ในเวลานี้ ยามที่กระบี่ของเจ้าร้าวราน และค่ายกลของข้ายังคงตั้งตระหง่าน… ข้าก็ย่อมก้าวเคียงข้างเจ้าไปจนถึงที่สุด”
สิ้นคำกล่าว มือหนาของเขาก็แตะลงที่จุดชีพจรสำคัญด้านหลังของนาง ปราณอักขระสีทองบริสุทธิ์ถูกถ่ายทอดเข้าไปเพื่อช่วยโคจรลมปราณที่ติดขัดในร่างของมู่หรงเซียน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนนางต้องหลับตาลงรับสัมผัสนั้นด้วยความจำยอม ในยามนี้ ความเย็นชาทั้งหมดถูกหลอมละลายสิ้น เหลือเพียงความเชื่อใจอันลึกซึ้งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในรากเหง้าแห่งจิตวิญญาณ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายกำลังอบอวลไปด้วยสายสัมพันธ์ที่ถักทอขึ้นอย่างเงียบงัน ทันใดนั้นเอง…
*ตูมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากยอดเขาเบื้องหน้า ปราณกระบี่มารสีดำทมิฬพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แผ่ขยายไอสังหารกดทับลงมาจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวผิดรูป ค่ายกลคุ้มครองวิญญาณเก้าชั้นที่ฉินอวี้เพิ่งกางขึ้น สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดรอยร้าวราวดั่งใยแมงมุม!
มู่หรงเซียนลืมตาโพรงขึ้นทันที แววตาตื่นตะลึงฉายชัด “มันยังไม่ตาย! ราชันมารโลหิตยังหลงเหลือจิตวิญญาณอีกส่วนหนึ่ง!”
ฉินอวี้มิได้มีสีหน้าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาของเขากลับหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ทว่าก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวหยิบแผ่นยันต์แผ่นต่อไป เงาร่างสายหนึ่งก็พุ่งทะลุผ่านม่านหมอกสีดำทมิฬออกมาด้วยความเร็วราวยอดสายฟ้า—
ปลายกระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่ง ปรากฏขึ้นจ่อตรงหน้าอกของฉินอวี้อย่างกะทันหัน โดยมีปลายกระบี่ห่างจากหัวใจของเขาเพียงแค่ลมหายใจกั้น!
“ฉินอวี้!” มู่หรงเซียนกรีดร้องด้วยความตกใจสุดขีด ลืมความเจ็บปวดในร่างสิ้นเชิง นางพยายามจะยกกระบี่ขึ้นต้านรับ แต่ช้าเกินไป…
“คุณชายฉิน… ดูเหมือนว่าค่ายกลอักขระอันชาญฉลาดของท่าน จะคำนวณพลาดไปหนึ่งก้าวเสียแล้วกระมัง?” เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรก ดังขึ้นจากเงาร่างปริศนาที่สวมหน้ากากกระดูกมาร พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งทะลวงทะลุเกราะป้องกันเข้ามาอย่างเหี้ยมเกรียม!
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 8
สายสัมพันธ์ที่ก่อตัว
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!