"หากเจ้ายังคงดึงดันที่จะใช้วิชาดาบกระบวนท่าที่สามของสำนักกระบี่เหมันต์ในสภาพที่เส้นลมปราณหยินสะท้อนย้อนกลับเช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่ถึงหนึ่งก้านธูป... โลหิตในกายของเจ้าคงได้ไหลย้อนทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดเป็นแน่"
น้ำเสียงของฉินอวี้ราบเรียบ ทว่าก้องกังวานลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง รอบกายของเขามีประกายแสงสีทองของอักขระโบราณนับหมื่นตัวลอยวนเวียนอยู่ราวกับหมู่ดาวบนฟากฟ้ายามรัตติกาล ท่ามกลางถ้ำมืดมิดแห่งการบำเพ็ญเพียร ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของมู่หรงเซียนเวลานี้รุนแรงเสียจนผนึกศิลาแกร่งรอบด้านให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามในพริบตา
มู่หรงเซียนกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ดวงตากลมโตคู่คมที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีบัดนี้ฉายแววสั่นไหวระริก นางพยายามฝืนโคจรลมปราณเพื่อกดขี่พลังหยินที่ตีรวนขึ้นมา แต่ทว่ายิ่งฝืน ทัณฑ์สวรรค์ที่สะท้อนจากค่ายกลรอบตัวก็ยิ่งกดทับหนักหน่วงดั่งภูเขาผาหิน นางคือเจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้สูงส่ง ผู้คนในยุทธภพต่างก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าต่อกร ทว่าในยามวิกฤตแห่งความเป็นความตายนี้ กลับมีเพียงบุรุษผู้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านลมปราณผู้นี้ ที่ยืนหยัดเคียงข้างและมองทะลุปรุโปร่งถึงจุดอ่อนในวิชาของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง
"นี่คือเรื่องภายในของสำนักกระบี่เหมันต์... ข้าไม่ต้องให้เจ้ามาเวทนา" มู่หรงเซียนเค้นเสียงลอดไรฟัน ความทะนงตนในวิถีกระบี่ทำให้นางไม่ยอมก้มหัวให้อะไรง่ายๆ แม้ว่าลมหายใจจะเริ่มติดขัดและร่างระหงจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่ไหว
ฉินอวี้ไม่โกรธเคือง เขากลับระบายยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาคู่นั้นลุ่มลึกและเปี่ยมด้วยปัญญาที่มองทะลุกฎเกณฑ์ของสวรรค์ "ความทะนงตนเป็นสิ่งดี แม่นางมู่หรง... แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับกฎแห่งหยินหยาง หากเจ้ายังดื้อดึงใช้สัญชาตญาณเข้าห้ำหั่นกับฟ้าดิน มีแต่จะดับสูญทั้งกายและจิตวิญญาณ จงจำไว้ว่า กระบี่ที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนโอบอุ้ม ย่อมเปราะบางยิ่งกว่ากิ่งไม้แห้งในฤดูหนาว"
สิ้นคำกล่าว ฉินอวี้ไม่ได้รอให้นางปฏิเสธ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขากวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ปลายนี้วตวัดเขียนอักขระสวรรค์กลางอากาศ อักขระแต่ละตัวเปล่งแสงเจิดจ้า รวบรวมพลังปราณฟ้าดินที่กระจัดกระจายให้หลอมรวมเข้าหากันอย่างเป็นระเบียบ นี่คือวิชาค่ายกลบรรจบฟ้าดินที่เขาใช้เวลาศึกษามานานนับปี
มู่หรงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อนางพบว่าพลังอักขระของฉินอวี้ไม่ได้เข้าไปขัดขวางลมปราณของนาง แต่กลับไหลซึมเข้าสู่จุดชีพจรหลักทั่วร่างราวกับสายน้ำอุ่นที่ชะล้างความหนาวเหน็บและความเจ็บปวดให้มลายหายไปในพริบตา ความรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกผ่อนคลายลงอย่างน่าอัศจรรย์ พลังหยินที่เคยดุดันและดื้อรั้น บัดนี้กลับถูกชักนำให้โคจรไปตามวิถีสอดประสานกับพลังหยางบริสุทธิ์ที่ฉินอวี้แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นหลัง
"เจ้า... ทำสิ่งใดลงไป?" นางเอמהถามเสียงแผ่วเบา ความเย็นชาในแววตาถูกแทนที่ด้วยความซับซ้อนยากจะหยั่งถึง
"ข้ากำลังช่วยให้เจ้ารอดชีวิต... และในขณะเดียวกัน ก็กำลังหลอมรวมวิถีกระบี่ของเจ้าเข้ากับวิถีอักขระของข้า" ฉินอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา เขาก้าวเข้าไปประชิดร่างบางอย่างถือวิสาสะ มือหนาอบอุ่นกุมทับลงบนมือเรียวที่กำลังถือกระบี่ประจำกายของนาง แรงกระแทกจากพลังงานมหาศาลสะท้อนกลับมาจนเสื้อผ้าของทั้งสองโบกสะบัด ทว่าฉินอวี้หาได้ถอยไม่ เขากลับใช้ร่างกายของตนเองเป็นเกราะกำบังรับแรงสะท้อนจากค่ายกลแทน
กลิ่นอายบุรุษที่สะอาดและอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าจมูกของมู่หรงเซียน หัวใจที่ด้านชามาตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรกลับเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะประชิดเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสัมผัสทางกาย แต่น่าแปลกที่นางไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย กลับกัน... หัวใจดวงน้อยกลับโหยหาความอบอุ่นนี้อย่างน่าประหลาด
"อย่าไขว้เขว จงตั้งสมาธิ รวบรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับคมกระบี่!" เสียงกระซิบของฉินอวี้ดังอยู่ข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดต้นคอขาวผ่องจนนางสะท้านเฮือก
มู่หรงเซียนหลับตาลงอย่างจำยอม นางสูดลมหายใจเข้าลึก, ปล่อยวางความเย่อหยิ่งทระนงทั้งหมดลง ละทิ้งอีโก้ของความเป็นเจ้าสำนักผู้เกรียงไกร เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบและการยอมจำนนต่อบุรุษผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว ในวินาทีนั้น ลมปราณของนางและฉินอวี้ก็หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ
*ตูมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งหุบเขา พลังงานสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนารัตติกาลราวกับมังกรทองและหงส์เหมันต์ที่กำลังเกาะเกี่ยวระบำรำฟ้อนกันกลางเวหา แสงสว่างเจิดจ้าแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง กลืนกินความมืดมิดรอบด้านจนสว่างวาบดั่งกลางวัน อักขระโบราณนับแสนตัวหลอมละลายเข้ากับคมกระบี่เหมันต์ จนเกิดเป็นคลื่นพลังงานระดับเซียนชั้นต้นที่ทรงพลังอำนาจจนฟ้าดินต้องสั่นสะเทือน
ยอดเขาหินแกร่งรอบด้านแตกร้าวเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่ายออกไปทั่วอาณาบริเวณ จนเหล่าสัตว์อสูรในป่ารอบนอกต่างหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวต่อกฏสวรรค์ที่ถูกพลิกผัน
ฉินอวี้ลืมตาขึ้น นัยน์ตาส่อประกายแสงสีทองล้ำลึก เขามองผลงานตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ การผสานระหว่างวิถีกระบี่ที่คมกริบและอักขระสวรรค์ที่ลึกซึ้ง ได้ก่อกำเนิดอานุภาพที่เกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะจินตนาการได้แล้วในเวลานี้
ทว่า ในขณะที่พายุกระแสพลังกำลังสงบลง และความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม...
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินอวี้พลันแข็งค้าง แววตาคมกราบกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ที่ใจกลางค่ายกลซึ่งควรจะว่างเปล่า บัดนี้กลับปรากฏร่างของเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเศษฝุ่นควัน เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกกราบด้วยหน้ากากกระดูกอสูรน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉินอวี้กระตุกวูบ คือไอสังหารอันเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวตนปริศนานั้น มันเป็นไอสังหารระดับเดียวกับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแดนเซียน
"ไม่นึกเลยว่า... มดปลวกสองตัว จะสามารถหลอมรวมพลังจนก้าวข้ามขีดจำกัดของโลกมนุษย์ได้" เสียงแหบพร่าราวกับเสียงเหล็กเสียดสีกันดังขึ้นจากใต้หน้ากากกระดูกอสูร "น่าสนใจ... น่าสนใจยิ่งนัก เจ้าหนู ฉินอวี้... เคล็ดวิชาอักขระของเจ้า ข้าขอรับมันไว้ก็แล้วกัน"
สิ้นเสียงนั้น ประกายแสงสีเลือดก็พุ่งวาบเข้าใส่จุดตายของฉินอวี้และมู่หรงเซียนด้วยความเร็วเหนือแสง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่และสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมาครับ - หมึกทองคำข้ามภพ
ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 20
สมดุลแห่งหยินหยาง
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!