ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา•ตอนที่ 18

หัวใจดวงเดียวกัน

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"โลหิตของข้า... ฃายมหาศาลปานนี้ ไยจึงมิอาจชะล้างความหนาวเหน็บในวิญญาณได้แม้แต่น้อยเล่า, ฉินอวี้" สำเนียงที่เอื้อnออกมาราวกับเกล็ดน้ำแข็งที่กระทบกันในถ้ำลึก มันไม่ใช่เสียงตัดพ้อต่อโชคชะตา หากแต่เป็นถ้อยคำที่กลั่นกรองมาจากห้วงลึกแห่งความโดดเดี่ยวอันยาวนานนับร้อยปี ภายในห้องศิลาลับอันเป็นเขตอาคมปิดตาย กลิ่นอายกระบี่เหมันต์ที่เคยแผ่พุ่งจนสรรพสิ่งรอบกายแทบแข็งค้างบัดนี้กลับอ่อนยวบลงอย่างเห็นได้ชัด มู่หรงเซียน เจ้าสำนักกระบี่เหมันต์ผู้สง่างามดั่งเทพเซียนผู้สูงส่งเกินเอื้อม บัดนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับเปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดสีชาด ร่างอรชรทรุดฮวบลงพิงกับผนังศิลาความเย็นยะเยือกของพิษโลหิตมารกำลังกัดกินเส้นชีพจรหัวใจของนางทีละน้อย ฉินอวี้ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านางโดยปราศจากความลังเล มือเรียวยาวที่มักจะถือพู่กันอักขระเพื่อเขียนค่ายกลสยบฟ้าดิน บัดนี้ยื่นออกไปสัมผัสที่ชีพจรบริเวณข้อมือของนางอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งความกลัวต่อความเย็นยะเยือกที่พร้อมจะแช่แข็งวิญญาณของผู้สัมผัสให้แตกสลาย เขาไม่เอวาจาใดๆ ออกมาทันที ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้สึกระหว่างคนทั้งสอง ดวงตาคมกริบดั่งดวงดาราในห้วงจักรวาลฉายแววสุขุมลุ่มลึก เขาสัมผัสได้ถึงความร้าวรานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อันเยือกเย็นและทะนงองอาจของนาง "วิชา 'กระบี่สกัดหิมะ' ของสำนักท่าน เป็นเคล็ดวิชาที่ฝืนลิขสิทธิ์สวรรค์ยิ่งนัก ยิ่งบรรลุถึงขั้นสูงเท่าใด จิตใจก็ยิ่งต้องไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ เปรียบดั่งกระบี่ที่ไร้ความรู้สึก..." ฉินอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลแต่มั่นคง ราวกับกระแสธารอุ่นที่ไหลผ่านผืนน้ำแข็งพันปี "แต่ทว่า... มนุษย์เราหาใช่หุ่นเชิดกระเบื้องเคลือบไม่ ยิ่งท่านพยายามผนึกหัวใจตนเองให้อยู่เหนืออารมณ์ความรู้สึกมากเท่าใด พิษย้อนกลับของวิชานี้ก็จะยิ่งกัดกินตัวตนของท่านให้แหลกสลายจากภายในมากเท่านั้น" มู่หรงเซียนเงยหน้าขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่คมที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้สั่นไหวระริกหยาดน้ำใสคลอหน่วยอย่างที่ผู้ใดในยุทธภพไม่มีทางได้พบเห็น นางแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง แววตาทอประกายความเจ็บปวดล้ำลึกที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ก้นบึ้งของความทรงจำ "เจ้าเข้าใจอะไร... ฉินอวี้" น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ทว่ายังคงความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีของยอดฝีมือ "ในโลกใบนี้ มีใครบ้างไม่รู้ว่าตระกูลมู่หรงของข้าถูกล้างบางในคืนหิมะโปรดปรานเมื่อสามสิบปีก่อน? บิดามารดา อาจารย์ และศิษย์พี่ศิษย์น้อง... ทุกคนล้วนตายตกไปต่อหน้าต่อตาข้า ข้ามีชีวิตรอดมาได้ก็ด้วยความแค้นและเคล็ดกระบี่เหมันต์นี้... หากข้าไม่เย็นชา ข้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปถือกระบี่แก้แค้นให้พวกเขากันเล่า?" หยดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มของนางไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ แต่มันคือหยาดน้ำตาที่กลั่นมาจากความโดดเดี่ยวอันยาวนานดั่งการถูกจองจำในขุมนรกน้ำแข็ง ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาหลอกหลอนนางดั่งเงาตามตัว กลิ่นคาวเลือด เสียงกรีดร้อง และความหนาวเหน็บในคืนนั้นยังคงฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำของนางเสมอมา ฉินอวี้ไม่ถอยหนี เขากลับก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกก้าวหนึ่ง ปลายเสื้อคลุมของเขาสัมผัสกับไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างของนางอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้กล่าวคำปลอบโยนที่ไร้แก่นสาร หรือเอ่ยวาจาหวานเลี่ยนเพื่อเอาใจ เพราะเขารู้ดีว่าสำนวนคำพูดเช่นนั้นหาได้มีความหมายใดต่อจอมยุทธ์ผู้ผ่านความตายมาโชกโชนไม่ "ความแค้น... เป็นพลังขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมในการเริ่มต้นก้าวเดินบนเส้นทางแห่งวิทยายุทธ" ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงพลังดั่งระฆังทองคำ "แต่มันไม่ใช่ปลายทางของการมีชีวิตอยู่ มู่หรงเซียน ท่านแบกรับความตายของคนนับร้อยไว้บนบ่าอันบอบบางนี้มานานเกินไปแล้ว การที่ท่านใช้ความเย็นชามาเป็นเกราะกำบังหัวใจ มิได้ทำให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นเลย... มันมีแต่จะทำให้ท่านตายทั้งเป็นก่อนที่ศัตรูที่แท้จริงจะลงมือเสียอีก" นางชะงักงัน นัยน์ตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามที่สบเข้ากับดวงตาที่ลุ่มลึกราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณของฉินอวี้ ไม่มีรังสีความกดดัน ไม่มีเจตంటะฆ่า มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งและความจริงใจที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าศิลาหยก "แล้ว... เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร?" นางกระซิบถาม ราวกับเด็กน้อยที่หลงทางอยู่ในพายุหิมะและพบแสงไฟดวงสุดท้าย "หากข้าทิ้งกระบี่เหมันต์นี้ไป ข้าก็ไม่เหลือสิ่งใดให้อีกแล้ว... ข้าว่างเปล่า ฉินอวี้ ข้าว่างเปล่าเหลือเกิน" ในวินาทีนั้นเอง ฉินอวี้ไม่ได้เอ่ยวาจาใดตอบโต้อีกต่อไป เขายื่นมือออกไปโอบร่างอันสั่นเทาของนางเข้าสู่้อมอ้อมกอดอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง ไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า เข้าปะทะกับความหนาวเหน็บที่กัดกินร่างของนาง มู่หรงเซียนสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจตามสัญชาตญาณของยอดฝีมือผู้ไม่เคยยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะประชิด ทว่านางกลับมิได้ผลักไสเขาออกไป หัวใจของนางที่ด้านชามานานนับทศวรรษ บัดนี้กลับเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่ถูกตีอย่างบ้าคลั่ง ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาเนิ่นนานไหลบ่าเข้าสู่หัวใจที่แห้งผาก ราวกับสายฝนแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ตกลงบนผืนดินที่แตกระแหง "ท่านยังมีข้า" ฉินอวี้กระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและหนักแน่นดั่งขุนเขาไท่ซาน "ตราบใดที่ฉินอวี้ผู้นี้ยังยืนหยัดอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ จะไม่มีผู้ใดทำร้ายท่านได้อีก แม้แต่เงาแห่งอดีตที่ตามหลอกหลอนท่าน... ข้าก็จะใช้กระบวนท่าอักขระและสติปัญญาของข้า สลายมันให้สิ้นซาก" มู่หรงเซียนซบหน้าลงกับบ่ากว้างของเขา หยาดน้ำตาที่หลงเหลืออยู่ไหลรินเปื้อนเสื้อผ้าของชายหนุ่ม แต่มันกลับเป็นความเปียกชื้นที่ชำระล้างความอ้างว้างในดวงจิตของนางให้มลายหายไปจนหมดสิ้น ในอ้อมกอดนี้ นางรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต นางยอมจำนนต่อความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานาน ยอมมอบหัวใจทั้งดวงให้กับบุรุษผู้ไม่มีพรสวรรค์ด้านลมปราณผู้นี้... ผู้ซึ่งใช้เพียงมันสมองและปัญญาในการปกป้องนางจากภัยพิบัติทั้งปวง ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องลับกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันลึกซึ้ง ฉินอวี้กลับขมวดคิ้วลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบหันขวับไปมองยังผนังศิลาเบื้องเบื้องหน้าทันที รอยร้าวขนาดเล็กปรากฏขึ้นบนผนังศิลาอาคม พร้อมกับเสียงก้องกังวานของระฆังโบราณจากยอดเขาที่ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน—สัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดของสำนักกระบี่เหมันต์! และก่อนที่คนทั้งสองจะทันได้ตั้งตัว ประตูศิลาหนักสามหมื่นชั่งก็ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยพลังปราณสีดำทมิฬอันน่าสะพรึงกลัว พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังก้องกังวานไปทั่วถ้ำลับ... "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง เจ้าสำนักมู่หรง... ดูท่าว่าข่าวลือเรื่องที่เจ้ากำลังอ่อนแอลง จะมิใช่เรื่องหลอกลวงสินะ!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่และสนับสนุนผลงานของผมด้วยดีเสมอมาครับ - หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง กระบี่ไร้ลักษณ์พลิกชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%